
ตราบาป ส.ป.ก.
คนไทยทั้งประเทศรู้จักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างลึกซึ้งครั้งแรก จากกรณีมหาเศรษฐีชาวภูเก็ต
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
คนไทยทั้งประเทศรู้จักการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอย่างลึกซึ้งครั้งแรก จากกรณีมหาเศรษฐีชาวภูเก็ตที่เป็นนายทุนใหญ่พรรคการเมืองได้รับหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน หรือ ส.ป.ก.4-01 ซึ่งเป็นหลักฐานแสดงการได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์จากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้สร้างความไม่พอใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ จนเกิดวิกฤตทางการเมืองในขณะนั้นจนนำไปสู่การยุบสภา เพราะรัฐบาลไม่หลงเหลือความชอบธรรมที่จะบริหารประเทศต่อไป
เจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ระบุชัดว่า ผู้มีสิทธิได้รับ ส.ป.ก.4-01 จะต้องเป็นเกษตรกร สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบกิจการอื่นที่เป็นการสนับสนุนหรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เช่น การทำแปลงสาธิต การทดลอง ฯลฯ กรณีที่เปิดกว้างมากที่สุดคือ กิจการที่เป็นข้อตกลงร่วมกันกับสำนักงานการปฏิรูปที่ดินในการดำเนินการผลิตเท่านั้น ไม่ได้เปิดให้นายทุนเข้าไปปลูกคฤหาสน์หรือสร้างรีสอร์ทหรู
กรณีของนายหัวใหญ่ที่เป็นนายทุนของพรรคการเมือง เป็นพรรคพวกของนักการเมือง รวมทั้งตัวนักการเมืองเองที่ใช้นอมินีเข้ามาถือครอง ส.ป.ก.4-01 ในที่ดินผืนงามกระจายไปทั่วพื้นที่ภาคใต้ ทั้งที่ดินผืนใหญ่ติดทะเลและที่ดินทำสวนยางสวนปาล์มนับแสนไร่ ไม่ว่าจะพลิกมาตราไหนของ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ก็ไม่มีช่องโหว่ของกฎหมายแม้แต่มาตราเดียวที่จะเบียดบังเอาทรัพย์สมบัติของชาติไปเป็นของตัวเองได้ แต่นักการเมืองในอดีตก็ยังทำกันหน้าตาเฉย
ล่าสุดนายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการ ส.ป.ก. มีนโยบายที่จะดำเนินการกับรีสอร์ทและโฮมสเตย์กว่า 200 แห่งที่บุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ใน อ.วังน้ำเขียว และ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา โดยจะใช้แนวทางที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เสนอคือไม่รื้ออาคารรีสอร์ททิ้ง แต่จะยึดมาเป็นของรัฐแล้วก็ให้นายทุนเหล่านั้นมาเช่าจากรัฐเพื่อนำเงินเข้ารัฐ ฟังดูเหมือนจะดี แต่เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะประชาชนคนยากจนอีกจำนวนมากยังไม่มีที่ดินทำกินหรือมีแต่ไม่เพียงพอ ส่วนหนึ่งก็เพราะถูกนายทุนเหล่านี้เบียดบัง ทำให้คนจนเสียโอกาสที่จะลืมตาอ้าปาก ตรงกันข้ามกลับสร้างความร่ำรวยมั่งคั่งให้กับนายทุน ขยายความเหลื่อมล้ำในสังคมให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมปัจจุบัน แต่เจ้าหน้าที่รัฐกลับจะเข้าไปอุ้มนายทุนเหล่านี้ เท่ากับเป็นการตอกย้ำความไม่เท่าเทียมในสังคมให้ดำรงอยู่ต่อไป







