
อย่าทำผิดให้เป็นถูก
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
เฟซบุ๊ก รสนา โตสิตระกูล
"อย่าทำผิดให้เป็นถูก และอย่าโมเมเรื่องหลักการให้กลายเป็นเรื่องหยุมหยิม"
มีคนบางคนออกมากล่าวหา องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2องค์กรคือ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดินที่ตรวจสอบและมีมติเหมือนกันว่าปตท.คืนท่อก๊าซไม่ครบถ้วนว่า เป็นการทำเรื่อง "หยุมหยิม" โดยไม่มองภาพใหญ่ เป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์ จะทำให้กลไกทุกอย่างหยุดชะงัก ทำให้คนไม่กล้าทำงาน คนดีไม่กล้าขันอาสา บลา ๆๆ ฯลฯ ถึงกับกล้ากล่าวอ้างว่าทุกหน่วยงานและผู้ฟ้องคดีการแปรรูปปตท.ต่างรู้อยู่แก่ใจว่า เรื่องนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะคืนท่อครบหรือไม่ครบ!!
สำหรับดิฉันซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ฟ้องคดีเห็นว่านี่คือการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายที่ใช้อำนาจฉ้อราษฎร์บังหลวงที่ใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ที่ยังปล่อยคนผิดให้ลอยนวล
การแปรรูปโดยไม่แบ่งแยกสาธารณสมบัติที่เป็นทรัพย์สินที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติออกจากทรัพย์สินของเอกชนทั้งที่กฎหมายแปรรูปคือพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2542 ก็ระบุไว้ชัดเจนให้ต้องกระทำ และการไม่กำหนดเงื่อนเวลาที่ต้องตัดขาดจากอำนาจและสิทธิมหาชนของรัฐ ที่ปตท.สมัยที่ยังเป็นการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยถือครองอยู่ เพราะเป็นรัฐวิสาหกิจ 100% จึงอาจถือได้ว่าเป็นการยักยอกเอาสาธารณสมบัติและอำนาจรัฐติดตัวไปด้วย ซึ่งคือการถ่ายโอนอำนาจผูกขาดของรัฐไปให้กับบริษัทเอกชนผูกขาดแทนรัฐ เปรียบเหมือนการเอากาฝากมาแฝงเกาะกินอาหารจากต้นไม้ใหญ่ ดูดซับอาหารมาหล่อเลี้ยงตนเองให้เติบใหญ่ กาฝากบางต้นใหญ่โตกว่าต้นไม้ที่มันเกาะกิน บางครั้งดูดอาหารจนต้นตายก็มีให้เห็นในธรรมชาติ
และนี่จึงเป็นเหตุให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้ต้องแบ่งแยกทรัพย์สินที่เป็นสาธารณสมบัติคืนให้แก่รัฐ และให้บมจ.ปตท.หยุดใช้อำนาจมหาชนของการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยโดยมีคำวินิจฉัยสรุปได้ว่า
"เมื่อการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) ได้แปรรูปเป็นองค์กรเอกชนมหาชน(บมจ.ปตท.) จึงไม่ใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป และไม่สามารถครอบครองสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เป็นทรัพย์สินเพื่อการใช้ร่วมกันของคนในชาติ และไม่สามารถใช้อำนาจมหาชนของรัฐ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะถือหุ้นส่วนข้างมากในบมจ.ปตท. แต่ก็ไม่ได้ทำให้บมจ.ปตท. เปลี่ยนสภาพกลับมาเป็นองค์กรมหาชนของรัฐแต่อย่างใด และไม่มีความแน่นอนว่ากระทรวงการคลังจะถือหุ้นส่วนข้างมากในบมจ.ปตท.จนตลอดไป"
การที่หุ้นของปตท.มีมูลค่าพุ่งสูงทะยานขึ้น ย่อมมาจากกำไรที่ได้ครอบครองทรัพย์สินของแผ่นดินที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติ และปราศจากคู่แข่งขันใช่หรือไม่?
คนไทยส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่า เงินจากผู้ถือหุ้นใหม่ของบมจ.ปตท.จำนวน 48-49% ที่เพิ่มทุนให้ปตท.จากตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ ปี2544 -2551 มีมูลค่าเป็นเม็ดเงินเพียง 28,277ล้านบาท แต่ลองเปรียบเทียบดูกำไรของปตท.ตั้งแต่ปี 2544-2558 มีกำไรรวมถึง 1,106,215,965,771บาท เอาตัวเลขกลมๆ คือมีกำไร 1.1ล้านล้านบาท (ยังไม่รวมกำไรในบริษัทลูก) ผู้ถือหุ้นเอกชน49% ลงทุน2.8หมื่นล้านบาท มีส่วนแบ่งจากกำไร ถึง5แสนล้านบาทในช่วงเวลา 14 ปีเท่านั้น
จะมีธุรกิจอะไรที่สามารถทำกำไรสูงขนาดนี้ หากไม่มีทรัพย์สินของรัฐที่มีสภาพผูกขาดโดยธรรมชาติอย่างท่อส่งก๊าซธรรมชาติรวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆของรัฐเป็นตัวเกื้อหนุนสำคัญ ใช่หรือไม่?
ท่อส่งก๊าซธรรมชาติทั้งระบบที่สร้างก่อนการแปรรูปในปี2544 มีความยาวกว่า2พันกิโลเมตรถูกตีมูลค่าที่เหลืออยู่ "ตามมูลค่าบัญชี" ตอนแปรรูปเพียง 4.6หมื่นล้านบาท แต่บมจ.ปตท.หลังแปรรูป เก็บค่าผ่านท่อจากประชาชนปีละ2หมื่นล้านบาท แค่3ปี ก็คุ้มทุนแล้วที่เหลือเป็นกำไรเนื้อๆ หุ้นปตท.จึงพุ่งกระฉูดแบบหยุดไม่อยู่เพราะผูกขาดท่อก๊าซด้วย ใช่หรือไม่?
อุปมาว่าเราขายบ้านไปราคา4.6หมื่นล้านบาท แต่ต้องเช่าบ้านหลังนี้อยู่ต่อไปตลอดชีวิต และต้องจ่ายค่าเช่าบ้านปีละ2หมื่นล้านบาท แค่3ปี คนซื้อบ้านก็ได้ทุนคืนแล้ว ค่าเช่าหลังจากนั้น คือกำไรเนื้อๆเป็นเสือนอนกิน เพราะเราต้องจ่ายค่าเช่าบ้านปีละ2-3หมื่นล้านบาททุกปี ถ้าเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของผู้มีอำนาจแปรรูป ขอถามว่าจะขายบ้านในราคานี้ไหม? และเช่าเขาอยู่ด้วยราคานี้ไหม? ถ้าคนพวกนี้ตอบว่าจะทำเช่นเดียวกันถ้าทรัพย์สินนี้เป็นของตนเอง คนที่ทำแบบนี้ ไม่บ้าก็ปัญญาอ่อน แต่เมื่อทรัพย์นั้นเป็นของส่วนรวม ก็ต้องตั้งคำถามใหม่ว่าคนใช้อำนาจโง่หรือโกงกันแน่ ใช่หรือไม่?
โจเซฟ สติกลิทซ์ ( Joseph Stiglitz ) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล เป็นที่ปรึกษาธนาคารโลกเคยกล่าวว่า Privatization is Briberization แปลว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือรูปแบบหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชัน
สติกลิทซ์ขยายความว่า " ไปรเวไถเซชั่น มันหมายความว่าพวกตนไม่จำต้องแค่ฉกฉวยเอากำไรจากรัฐวิสาหกิจเป็นรายปีอีกต่อไป เพียงแต่บอกขายรัฐวิสาหกิจให้ต่ำกว่าราคาตลาดเสีย พวกตนก็สามารถฉวยเอามูลค่าสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจก้อนโตเข้าตัว แทนที่จะปล่อยมันไว้ให้ผู้มาดำรงตำแหน่งคนต่อๆไปถลุง..."(คัดจากสำนวนแปลของ อ.เกษียร เตชะพีระ จากนสพ.มติชน 30เมษายน 2547) นี่คือคำพูดของโจเซฟ สติกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์สายเสรีนิยมชั้นนำคนหนึ่งของโลก
ข้ออ้างที่ว่า NGOที่มาฟ้องยกเอาเรื่องหยุมหยิมมาฟ้อง เป็นคำพูดเอาแต่ได้ แถมอ้างอีกว่า ต้องแปรรูปเพื่อเอาเงินไปแก้ปัญหาการเงินให้กิจการทั้งหลายที่ประสบวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง
วิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเป็นวิกฤติที่เกิดจากความไร้วินัยทางการเงินของธุรกิจเอกชนโดยแท้ แต่กลายเป็นเคราะห์กรรมที่ประเทศและประชาชนต้องมาแบกรับหนี้สินให้พวกทุนเอกชนที่ล้มบนฟูก และยังหาประโยชน์โดยเอารัฐวิสาหกิจระดับเนื้อๆมาแปรรูปเพื่อสร้างกำไรให้กับเอกชนต่อไปอีก โดยประชาชนและทุกภาคส่วนเป็นผู้รับแบกรับต้นทุนพลังงานทีไม่เป็นธรรม เพราะบริษัทปตท.มีบริษัทลูกอีก5-6บริษัทในตลาดหุ้น และมีบริษัทจำนวนมากที่อยู่นอกตลาด ทุกบริษัทต้องมีกำไร แล้วกำไรมาจากไหน กำไรไม่ได้ลอยมาจากอากาศ แต่มาจากกระเป๋าของประชาชน
คนที่ออกมาตะโกนถามว่าจะอยากได้ท่อเพิ่มไปทำไม ค่าเช่าก็ไม่กี่สตางค์แถมได้ไม่คุ้มเสียนั้น ใครที่ได้ไม่คุ้มเสีย? ไม่ใช่ประเทศและประชาชนแน่ ลองดูตัวเลขเปรียบเทียบระหว่างค่าเช่าท่อที่รัฐได้คืนมาบางส่วนประมาณ30%หลังจากคำพิพากษา หน่วยราชการเรียกเพียงค่าเช่าย้อนหลัง6ปีตั้งแต่ปี 2544-2550 ด้วยเงินเพียง 1,597ล้านบาท แต่ในระยะ 6ปี ที่บมจ.ปตท.ได้ท่อไปใช้ ได้เก็บค่าผ่านท่อจากประชาชนทั้งประเทศเป็นเงิน 128,086 ล้านบาท ส่วนนักการเมืองและข้าราชการที่มีส่วนร่วมแปรรูปที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังไม่มีการฟ้องร้องเอาโทษ
ถ้าNGOไม่ฟ้องคดี ลองคิดดูว่าสาธารณสมบัติทั้งหมดและอำนาจรัฐจะมีโอกาสถูกตัดสินให้แบ่งแยกคืนรัฐหรือไม่? ถ้าการแปรรูปไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายจริงๆ ศาลก็ต้องสั่งยกคำร้องของผู้ฟ้องคดี การที่ศาลปกครองไม่สั่งเพิกถอนการแปรรูปปตท.ทั้งที่แปรรูปอย่างผิดกฎหมายต่างหาก ที่เป็นการใช้หลักรัฐศาสตร์มากกว่าหลักนิติศาสตร์มาตัดสิน
เมื่อได้ท่อส่วนบางส่วนคืนมา กรมธนารักษ์ก็ทำสัญญาให้เช่าถูกๆ โดยอ้างว่าเป็นสาธารณูปโภคพื้นฐานหากให้เช่าแพง ประชาชนต้องแบกค่าใช้จ่ายแพง ก็เลยอนุมัติให้เช่าปีละ550ล้านบาท แต่ค่าผ่านท่อที่เก็บจากประชาชน ไม่ได้เก็บแบบสาธารณูปโภคพื้นฐานแต่อย่างใด เพราะเก็บสูงถึงปีละ2.2 หมื่นล้านบาท
หลังจากต้องจ่ายค่าเช่าท่อให้รัฐ บมจ.ปตท. ก็ได้ขออนุมัติในการตีมูลค่าท่อเสียใหม่ จากตอนแปรรูป มีการประเมินว่าท่อก๊าซมีอายุใช้งานแค่25ปี ในปี2551 จ้างบริษัทมาประเมินมูลค่าท่อใหม่ จากอายุใช้งาน25ปี กลายเป็นว่าท่อก๊าซชุดเดิมนี้ มีอายุใช้งานได้ 40ปี ทำให้มูลค่าท่อเพิ่มขึ้นจาก4.6หมื่นล้านตอนแปรรูป เป็น1.2แสนล้านบาท
บมจ.ปตท.ได้รับอนุมัติให้ขึ้นค่าผ่านท่อจากการประเมินมูลค่าท่อใหม่อีกปีละ2พันล้านบาทเนาะๆ ค่าเช่า6ปีที่จ่ายให้รัฐ1.5หมื่นล้านบาท แต่ได้เก็บค่าเช่าเพิ่มอีกปีละ2พันล้านบาท ค่าผ่านท่อที่เคยเก็บปีละ2หมื่นล้าน กลายเป็นปีละ 2.2-2.9หมื่นล้านบาท
ตลอด12ปี (2544-2556) บมจ.ปตท.ได้ค่าผ่านท่อไปรวม 295,074ล้านบาท แต่จ่ายค่าเช่าให้รัฐเพียง 4,897ล้านบาท มูลค่าที่ประชาชนต้องจ่ายขนาดนี้เรียกว่าเรื่องหยุมหยิมหรือ?
นี่ไม่ใช่การต่อสู้เอาชนะคะคานกันด้วยทิฏฐิแต่ประการใด แต่เป็นการต่อสู้ตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลสากล อันที่จริงคนตะโกนก็รู้ดีอยู่ว่า ปัญหาเรื่องท่อเป็นปัญหาการผูกขาด แต่การแก้การผูกขาด ไม่ใช่แค่ตั้งบริษัทท่อก๊าซขึ้นมาใหม่โดยให้เอกชนเป็นเจ้าของ
ก่อนการแปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย รัฐบาลก่อนหน้านั้นรู้ดีว่าสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่สามารถแปรรูปไปเป็นของเอกชน จึงมีมติให้แยกท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกก่อนการแปรรูป และตั้งเป็นบริษัทโดยให้ปตท.ถือไว้100%
ปตท.ในมตินี้ย่อมหมายถึงการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยที่เป็นรัฐวิสาหกิจ100% ไม่ใช่บมจ.ปตท.แต่มีการมั่วนิ่มที่จะตีความว่า"ปตท." ที่มีการระบุในมติ หมายถึง"บมจ.ปตท."
แม้แต่ในรัฐบาลที่แปรรูปปตท. คณะกรรมการนโยบายก็เสนอให้มีการแยกท่อส่งก๊าซออกก่อนการแปรรูป แต่นายกฯในสมัยนั้นบอกว่าถ้าต้องแยกท่อก่อนแปรรูป จะแปรรูปไม่ทันในปี2544 ซึ่งเป็นปีที่เกิดเหตุการณ์เครื่องบินชนตึกเวิร์ดเทรด หุ้นตกระนาวทั่วโลก แต่เหตุใดนายกฯผู้นั้นต้องรีบร้อนแปรรูปให้ได้ในปี2544 นายกฯท่านนั้นยอมมีมติครม.ว่าภายใน1ปีจะแยกท่อก๊าซให้เป็นอิสระ เป็น "legal seperation" (การแบ่งแยกทรัพย์สินตามกฎหมาย) แต่หลังจากนั้นก็ไม่เคยดำเนินการแยกท่อก๊าซออกมาตามมติครม. จนผู้ฟ้องคดีนำเรื่องไปฟ้องศาลปกครองให้เพิกถอนการแปรรูปปตท.ในปี2549
ข้อแตกต่างระหว่างการแยกท่อก๊าซก่อนหรือหลังการแปรรูป คือเรื่องของกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ
หากมีการแยกท่อก่อนการแปรรูป และตั้งบริษัทท่อก๊าซหมายความว่ากรรมสิทธิ์ของท่อก๊าซทั้งระบบจะเป็นของรัฐ หากแยกท่อก๊าซภายหลังแปรรูป รัฐจะมีกรรมสิทธิ์ในท่อก๊าซตามสัดส่วนหุ้นที่มีอยู่ในบมจ.ปตท.เท่านั้น
แต่การไม่แยกท่อตามมติครม.ในสมัยนั้น คือการฉ้อโกงเห็นๆ เป็นการยึดครองท่อทั้งระบบซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับให้ทำได้ จะมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆได้อย่างไรว่า การแปรรูป ใครๆก็รู้ว่าไม่มีการทุจริตคอรัปชั่น ไม่ว่าจะคืนท่อก๊าซหรือไม่ก็ตาม !?!
ข้ออ้างที่ว่าCEOของบริษัทปตท.ต้องโอนคืนให้น้อยที่สุดเท่าที่ศาลจะยอมนั้นเพราะCEO ต้องรักษาผลประโยชน์ขององค์กร แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเป็นไปตามความถูกต้องในการคืนทรัพย์สินให้ครบถ้วนด้วย ผู้ฟ้องคดีอย่างดิฉันก็ต้องหาทางฟ้องเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนเช่นกัน อย่าอ้างเพียงว่ารัฐถือหุ้นในบมจ.ปตท.เกินครึ่งอยู่แล้ว ดังนั้นจะล้ำเส้นเอาสมบัติส่วนกลางเข้ามาเป็นของธุรกิจเอกชนที่มีรัฐถือหุ้นอยู่เท่าไรก็ได้ ไม่มีวิญญูชนใดจะยอมรับตรรกะเอาแต่ได้แบบนี้หรอก
หากจะแก้ปัญหาเรื่องการผูกขาดของเอกชนในกรณีท่อก๊าซให้ถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ท่อก๊าซจะต้องกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐ จึงจะเปิดให้บุคคลที่3เช่าใช้ได้ โดยไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขัน และการทวงท่อก๊าซที่เป็นสาธารณสมบัติ ไม่ใช่เป็นการยึดสมบัติเอกชนมาเป็นของรัฐ (nationalize) อย่างที่กล่าวตู่เป็นวาทกรรม แต่เป็นการทวงคืนทรัพย์สินที่ถูกยักยอกไปโดยใช้อำนาจทุจริตของผู้บริหารระดับสูงต่างหาก
ข้ออ้างว่าอย่าไปสนใจว่าท่อก๊าซใครจะเป็นเจ้าของ ถ้าเช่นนั้นก็ควรคืนของให้รัฐอย่างครบถ้วนก็แล้วกัน กำไรของธุรกิจพลังงานก็มิได้หดหายไปไหนมิใช่หรือ!?! ที่สำคัญจะได้ไม่เป็นที่เคลือบแคลงใจของประชาชนอีกต่อไป
อย่าอ้างว่ามีแต่การบริหารของเอกชนเท่านั้นที่มีความโปร่งใสไร้การคอร์รัปชั่น ส่วนกิจการของรัฐก็ต้องคอร์รัปชั่นไปเสียทั้งหมด ดูตัวอย่าง บริษัทพลังงานเอกชนขนาดใหญ่ของสหรัฐอเมริกาอย่าง Enron ก็ล้มมาแล้วจากปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในองค์กร ที่ทั้งตกแต่งบัญชี ติดสินบนนักการเมือง ปัญหาสำคัญขององค์กรที่จะเติบโตอย่างมั่นคงได้คือความมีธรรมาภิบาลและความโปร่งใสที่ตรวจสอบได้ ซึ่งไม่ใช่มีแต่ธุรกิจเอกชนเท่านั้นที่กล่าวอ้างว่าตัวเองเท่านั้นที่มีธรรมาภิบาล และไม่จำเป็นว่ากิจการของรัฐต้องทุจริตไปเสียทุกแห่ง กิจการของรัฐอย่างน้อยประชาชนก็ตรวจสอบได้ เพราะทรัพย์สินของรัฐก็คือทรัพย์สินของประชาชนนั่นเอง
ไม่จำเป็นที่กิจการพลังงานต้องอยู่ในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้นจึงจะเติบใหญ่ได้ ลองดูกิจการของเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียดู ไม่ต้องไปไกลถึงเวเนซูเอลาหรอก บริษัทปิโตรนัสไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นของรัฐ100% เขาทำกำไรและส่งรายได้ให้รัฐถึง40% ของงบประมาณแผ่นดินได้อย่างไร? และยังสามารถควบคุมราคาพลังงานให้มีราคาที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจของเขาได้อย่างไร?
การมีต้นทุนพลังงานที่ต่ำโดยประสิทธิภาพ จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่การที่ธุรกิจพลังงานที่ผูกขาดและอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ จะเป็นประโยชน์ต่อคนส่วนน้อยในประเทศที่เล่นหุ้น หุ้นของพลังงานจะมีราคาสูงตามราคาพลังงานที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ค่าครองชีพของประชาชน และภาคการผลิตที่แท้จริง (real sector) มีพลังงานเป็นต้นทุนทางตรงในการดำรงชีวิต และในการผลิตสินค้า ในขณะที่ภาคครัวเรือนต้องทนทุกข์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น แต่ช่วงนั้นจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคนเล่นหุ้น
รัฐบาลและนักการเมืองส่วนใหญ่มักถูกครอบงำโดยกลุ่มธุรกิจเอกชน หรือมีผลประโยชน์ในตลาดหุ้นเสียเอง จึงไม่มีรัฐบาลใดในอดีตสนใจแก้ไขสิ่งผิดจากการแปรรูปให้ถูกต้องเป็นธรรมต่อประเทศและประชาชน
การไม่รับฟังการตรวจสอบขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง2องค์กร การใช้คารมแบบเอาสีข้างเข้าถูมาโต้แย้ง ไม่สามารถทำให้สิ่งผิดกลับกลายมาเป็นสิ่งที่ถูก หรือทำให้สิ่งที่เป็นหลักการกลายเป็นเรื่องหยุมหยิมไปได้อย่างแน่นอน ความขัดแย้งในอดีตที่ยังคุกรุ่นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่เพราะกรณีซุกหุ้นหรอกหรือ ที่ตอนนั้นถูกตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญว่าเป็นเพียงการบกพร่องโดยสุจริต?หรือเป็นเรื่องที่หยุมหยิมนั่นเอง
รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารจะกล้าแก้ไขสิ่งผิดให้เกิดความถูกต้อง ตามหลักการตรวจสอบและมติขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญทั้ง2องค์กรหรือไม่ ประชาชนต้องจับตาดูกันต่อไป
รสนา โตสิตระกูล
14 พฤษภาคม 2559







