
กิตติศักดิ์ ปัทมะเสวี โตได้ด้วยฝีมือ
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
โดย...กาญจนา อายุวัฒน์ธนชัย
ทายาทไม่ได้เป็นเพียงผู้สืบทอดสายเลือดแต่ยัง (อาจ) เป็นผู้สืบสานธุรกิจ อย่างกลุ่มบริษัท มนทาระ ฮอสพิตาลิตี้เจ้าของและผู้บริหารรีสอร์ทหรู 2 แห่ง ในภูเก็ตตรีสรา และ โบ๊ทเฮาส์ บาย มนทาระ ที่ในขณะนี้กำลังเข้าสู่รุ่นที่ 2 โดยมี กิตติศักดิ์ ปัทมะเสวีลูกชายคนกลางดำรงตำแหน่งรองประธานฝ่ายขายและการตลาด
ระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่เข้ารับตำแหน่งเขาฟอร์มทีมการตลาดที่แข็งแกร่ง และสามารถเพิ่มผลประกอบการให้ตรีสราได้ร้อยละ 30 ภายในหนึ่งปี รวมถึงโบ๊ทเฮาส์ก็มีผลประกอบการดีขึ้นร้อยละ 10 ท่ามกลางการแข่งขันอย่างหนักในกลุ่มโรงแรมระดับเดียวกัน
ลูกไม้ใต้ต้น
กิตติศักดิ์จบการศึกษาระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย จากนั้นเข้าทำงานในบริษัทการเงินและการลงทุนที่สิงคโปร์และไทย และได้ไปศึกษาต่อสาขาบริหารธุรกิจ ที่โรงเรียนธุรกิจฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) สหรัฐ หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาโท เขามุ่งหน้ากลับประเทศไทยด้วยความตั้งใจสานต่อธุรกิจการโรงแรมทั้งสองแห่ง
เขาย้อนความว่า สมัยเด็กจะติดตามพ่อไปทำงานเสมอ จึงได้คลุกคลีกับคนในวงการการเงิน เมื่อโตยิ่งให้ความสนใจเพราะเขาเข้าใจว่าแท้จริงแล้วการเงินเปรียบเหมือนหัวใจขององค์กร “ไม่ว่าองค์กรนั้นจะเล็กหรือใหญ่ หากไม่มีระบบการเงินที่ดี องค์กรจะไม่สามารถเติบโตได้”
กิตติศักดิ์ กล่าว
“หลายคนอาจมองว่า วิชาการเงินเป็นวิชาหนัก เป็นเรื่องเครียด แต่ผมกลับรู้สึกมีความสุขมากที่ได้เรียนรู้มัน ผมไม่ใช่คนจีเนียส หลักการเรียนรู้คือต้องพยายามทำความเข้าใจถ้าถามว่าเครียดไหม แน่นอนว่าการทำงานมันมีความเครียด แต่ประเด็นสำคัญคือ เราจะจัดการกับตัวเอง จัดการกับปัญหา และความท้าทายต่างๆ อย่างไร เพื่อให้ตัวเองและผู้ร่วมงานคนอื่นสามารถทำงานต่อไปได้มีประสิทธิภาพ”
เขายังกล่าวด้วยว่า ปัจจัยอีกอย่างที่ทำให้ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา คือ การยอมรับในจุดด้อยของตัวเอง “ผมรู้ตัวว่าจุดอ่อนคืออะไรทำให้ต้องขยันกว่าคนอื่น ทำงานมากกว่าคนอื่น เพื่อทำให้ตัวเองไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้”
อุปสรรคคือความท้าทาย
กิตติศักดิ์รับหน้าที่เป็นผู้บริหารกลุ่มบริษัท มนทาระ นาน 2 ปีครึ่ง ซึ่งอุปสรรคในการทำงานครั้งใหญ่เกิดขึ้นช่วงแรกที่เข้าทำงาน “เพราะในตอนนั้นยังไม่มีประสบการณ์ด้านการโรงแรมโดยตรง” เขาอธิบาย “ผมต้องเข้าไปสร้างทีมใหม่ เป็นการรวมทีมของ 2 โรงแรม คือ ตรีสราและโบ๊ทเฮาส์ ซึ่งเป็นเรื่องยากเพราะแต่ละแห่งก็มีหัวหน้าและลูกน้องของตัวเอง เมื่อนำมารวมเป็นทีมเดียวจึงเกิดความไม่คุ้นชินในการทำงาน เราในฐานะผู้จัดการจึงต้องทำให้รวมเป็นหนึ่งเดียวให้ได้”
นอกจากนี้ เรื่องอายุก็เป็นอุปสรรคเพราะเวลานั้นเขาคือเด็กจบใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์ทว่าวันนี้เขาได้พิสูจน์ตัวเองแล้วจากผลประกอบการที่เห็นได้ชัดเจน ในปี 2558 ตรีสรามีผลประกอบการในห้องพักประเภทเรสซิเดนซ์วิลล่าขยับขึ้นร้อยละ 30 ส่วนโบ๊ทเฮาส์มีผลประกอบการดีขึ้นประมาณร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
เหตุที่ทำให้ผลประกอบการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกลยุทธ์การบริหารทั้งการขยายตลาดใหม่ รักษาลูกค้าประจำ การประชาสัมพันธ์ และบริการใหม่ๆ ที่จะดึงดูดใจลูกค้า เขาเล่าว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วชื่อ ตรีสรา เป็นที่รู้จักในกลุ่มไฮเอนด์หรือชาวยุโรปที่เป็นลูกค้าประจำ ทว่ากลุ่มนี้ก็มีความแปรปรวนเนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ลง ทำให้เขาได้ขยายตลาดไปยังกลุ่มใหม่ๆ เพื่อขยายโอกาสทางการตลาด
“สำหรับตรีสรา เรามองว่าตลาดตะวัน ออกกลางมีความน่าสนใจเพราะพวกเขามักเดินทางเป็นครอบครัวซึ่งวิลล่าของเรารองรับได้ บ้านเขาอากาศร้อนแต่ช่วงโลว์ซีซั่นของภูเก็ตมีฝน พวกเขากลับชอบมา รวมถึงตลาดคนญี่ปุ่นและคนจีนที่ในขณะนี้คนจีนกลายเป็นตลาดติดท็อปของตรีสราไปแล้ว อย่างไรก็ตามตลาดเก่าที่เคยเป็นลูกค้าเก่าก็ต้องกลับไปกระตุ้นเพราะรีสอร์ทกำลังมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สามารถดึงดูดได้อีกครั้ง”
โอกาสของผู้บริหาร
ตำแหน่งรองประธานฝ่ายขายและการตลาดกลุ่มบริษัท มนทาระฮอสพิตาลิตี้ ไม่ได้มีหน้าที่แค่วางกลยุทธ์เพื่อเพิ่มผลประกอบการ แต่ยังเป็นฝ่ายปฏิบัติการร่วมกับทีม อย่างปีนี้ตรีสราก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 จะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทั้งบริการบัทเลอร์ การปรับปรุงห้องพักให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพิ่มเทคโนโลยีในห้องพักเพื่อตอบรับพฤติกรรมขอบคนยุคใหม่ซึ่งคาดว่าจะปรับปรุงเสร็จสิ้นภายใน ต.ค.นี้
“ถ้าเรามีโปรดักต์ที่ดีก็สามารถขายได้ราคาและขายได้ง่ายขึ้น” เขากล่าว อย่างบริการใหม่ที่กำลังฮิตในตรีสราคือ ดีเด็น (DDEN -Director’s Den) เป็นโปรดักชั่นเฮาส์ในรีสอร์ทที่สามารถผลิตภาพยนตร์ วิดีโอ และคลิปสั้นๆ ได้ตามความต้องการ โดยสามารถดำเนินการตั้งแต่เขียนสคริปต์ ถ่ายทำตัดต่อ ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาที่แขกเข้าพัก เพื่อเป็นตัวช่วยในการเก็บความทรงจำให้เป็นรูปธรรมและสร้างคุณค่าทางจิตใจ
มากไปกว่านั้น กิตติศักดิ์ยังขอบคุณตำแหน่งที่ได้รับ เพราะมันทำให้เขาสามารถคิดและทำให้สำเร็จไปพร้อมกับทีม ซึ่งเขามองว่าตำแหน่งที่สูงไม่ใช่อำนาจ แต่มันคือโอกาสในการทำงานมากกว่าคือหัวใจสำคัญ
ทายาทวัยเยาว์
กิตติศักดิ์เป็นลูกชายคนกลางของตระกูลปัทมะเสวี โดยพี่ชายทำงานด้านกฎหมายที่อเมริกา น้องชายทำงานครีเอทีฟที่ไต้หวัน ส่วนเขาสานต่อธุรกิจโรงแรมของครอบครัว ซึ่งเหตุผลไม่ใช่การบังคับจากครอบครัวแต่อย่างใดแต่เป็นความตั้งใจของคนที่รักการบริหาร การตลาด และการเงิน มาตั้งแต่เด็กล้วนๆ โดยเขาได้เรียนรู้การทำงานจากบิดา รับฟังคำแนะนำดีๆ จากผู้มีประสบการณ์โดยเฉพาะเรื่อง บทบาทของคำว่าผู้จัดการที่ดีและผู้นำที่ดี
“คำว่า ผู้จัดการ หมายถึงผู้ที่สามารถจัดการผลประกอบการได้ แต่ผู้นำที่ดีต้องจัดการองค์กรทั้งหมดทั้งคน ผลประกอบการ ภาพลักษณ์และอีกมากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมต้องพยายามทำให้ได้และทำให้ได้ดี” และในฐานะที่เป็นนายคน กิตติศักดิ์มีหลักในการทำงานข้อสำคัญคือ เขาจะประเมินคนจากผลงาน “ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมาก หรือไม่ว่าจะมีประสบการณ์มากหรือน้อย ถ้าคนนั้นสามารถทำงานให้บรรลุเป้าหมาย นั่นคือตัววัดความสามารถ” เขาทิ้งท้าย
นอกจากนี้ อีกด้านหนึ่งกิตติศักดิ์ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ มูลนิธินิยมปัทมะเสวี ที่ช่วยสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนประถมศึกษาทางภาคเหนือของไทย ซึ่งล่าสุดทางมูลนิธิได้เปิด บ้านบริบูรณ์จ.ลำปาง เป็นโครงการอนุรักษ์บ้านเก่าให้กลับมามีชีวิตและเปิดเป็นพื้นที่ให้ศิลปินท้องถิ่นได้จัดแสดง รวมถึงหอศิลป์ลำปาง บ้านอนุรักษ์อีกหลังในมูลนิธินิยมปัทมะเสวี ที่เป็นศูนย์กลางด้านศิลปะและวัฒนธรรมของคนลำปางมายาวนาน







