
การท่องเที่ยว กับปัจจัยจำกัด
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเร่งเรื่องการท่องเที่ยวเป็นการใหญ่
โดย...ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามเร่งเรื่องการท่องเที่ยวเป็นการใหญ่ คงเป็นเพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่พอจะหารายได้เข้าประเทศในยุคที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำจนดันส่งออกเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น เราจึงเห็นการกระตุ้นจากภาครัฐแบบต่างๆ เช่น แคมเปญเที่ยวไทยแจกแหลก พัฒนาท่าเรือสำราญ-เรือยอชต์ จนถึงการใช้เงินกองทุนหมู่บ้านหลายหมื่นล้านบาท เพื่อเร่งรัดให้เกิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ กระจายไปทุกตำบล
หากมองให้ลึกการกระตุ้นดังกล่าวไม่ใช่หวังดึงนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเมืองไทยเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการดึงคนไทยไม่ให้ไปต่างประเทศ คงเป็นเพราะตัวเลขคนไทยไปญี่ปุ่นสูงขึ้นอย่างดุเดือดจนเกิดรายจ่ายในต่างแดนสูงมาก รัฐบาลจึงต้องหาทางดึงคนกลับมา ยังรวมถึงการสร้างงานกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น อันเป็นวิธีกระตุ้นระยะสั้นที่นิยมทำกันไม่ว่ารัฐบาลไหนๆ
ผมไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์จ๋าจนต่อต้านว่าเราอยู่อย่างสงบเถิด แต่ต้องการจะชี้ให้เห็นว่าขณะที่เรามองด้านดี เราก็ควรมอง “ปัจจัยจำกัด” ควบคู่กันไป โดยเฉพาะเรื่องธรรมชาติซึ่งเป็นหม้อข้าวหม้อแกงของเรา
ข้อความสำคัญ คือ “เราไม่ได้มีธรรมชาติมากมายเหลือเฟือเหมือนในอดีต” เรามีป่ามีเขาสวยงามอยู่เพียงเท่านี้ เรามีเกาะในทะเลอยู่เพียงเท่านั้น ส่วนใหญ่พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเกือบหมดแล้ว ที่ยังพอเหลืออยู่ส่วนใหญ่ก็เป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อหาทางไปอื่นใดไม่ได้ เราก็เริ่มเข้าสู่ยุค “เปิดอุทยานเป็นแหล่งหารายได้” ซึ่งแตกต่างจากยุค “อุทยานมีไว้รักษาสมบัติลูกหลาน” ซึ่งแนวคิดนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นสังคม เช่น กระเช้าขึ้นภูกระดึง
ตัวอย่างชัดเจนของแหล่งท่องเที่ยวที่จำกัดสามารถดูได้จากพื้นที่ท่องเที่ยวในอันดามัน ทะเลบางแห่งมีคนเข้าไปวันละหลายพัน เช่น หมู่เกาะพีพี เยอะแยะมากมายจนไม่รู้จะใส่คนลงไปยืนตรงไหนบนชายหาด เกาะบางแห่งที่เคยปิดเป็นเขตสงวน ก็ต้องเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น เกาะตาชัย เพราะเราไม่เหลือเกาะอื่นใดให้เที่ยวอีกแล้ว
ปัจจัยจำกัดยังส่งผลไปถึงเรื่องผลกระทบสู่ธรรมชาติ น้ำเสียที่เกาะพีพีบำบัดได้ไม่ถึง 17 เปอร์เซ็นต์ (ตัวเลขจากกรมควบคุมมลพิษ) ทุ่นจอดเรือที่พีพีรับเรือได้ไม่เกิน 100 ลำ เรือที่เหลืออีกหลายร้อยลำต้องทิ้งสมอลงแนวปะการัง ฯลฯ ยังรวมถึงปัจจัยที่ต้องแย่งกับชุมชนในพื้นที่ เช่น แหล่งน้ำจืดตามเกาะต่างๆ ไม่สามารถจัดสรรน้ำให้พอเพียงกับโรงแรมรีสอร์ทที่ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด น้ำจืดเพื่อการอุปโภคบนเกาะพีพีหรือเกาะลันตา ขายแพงจนเกือบถึงคิวละ 200 บาท
เพราะฉะนั้น หากเราคิดจะพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไปข้างหน้า เราจำเป็นต้องหาทางจัดการกับ “ปัจจัยจำกัด” เช่น หากรัฐบาลกำลังปฏิรูประบบน้ำเพื่อการเกษตร รัฐบาลก็ควรปฏิรูประบบน้ำเพื่อการท่องเที่ยวด้วยครับ ทำให้แหล่งเก็บน้ำเรามีมากขึ้น ทำให้ป่าเรามีมากขึ้นเพื่อซับน้ำเอาไว้ โดยเฉพาะตามเกาะต่างๆ ที่กำลังขาดแคลนน้ำอย่างมาก และควรมีการจัดสรรปันน้ำให้เหมาะสมสำหรับชุมชนและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
อีกอย่างที่ต้องเร่งทำให้คือการลดผลกระทบจากธรรมชาติ ผมเห็นภาพน้ำดำไหลลงทะเลไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ เพราะระบบบำบัดน้ำเสียของเราไม่สามารถรับมือได้ หากเรามีเงินหลายหมื่นล้านไปสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่กระจายไปทั่ว หากเรามีเงินนับหมื่นล้านบาทไปขยายสนามบินภูเก็ตให้รองรับนักท่องเที่ยวให้ได้ถึง 18 ล้านคน เราก็ควรต้องมีเงินสักจำนวนหนึ่งเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียในแหล่งท่องเที่ยวทั้งหมดเพื่อให้รับมือกับคนจำนวนมหาศาลที่เดินทางมาเที่ยว โดยเฉพาะสามเหลี่ยมท่องเที่ยวอันดามัน (ภูเก็ต พังงา กระบี่) นั่นคือลงทุนที่คุ้มค่าแน่นอน
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่การกระตุ้นเศรษฐกิจเพียงชั่ววูบ แต่เป็นการแก้ปัญหาระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปประเทศ เพราะไม่ว่าจะชักชวนให้คนไทยเที่ยวไทยแค่ไหน หากทะเลมันขุ่น ภาพน้ำดำไหลลงทะเลกระจายออกไป คนเห็นเข้าก็ย่อมไม่อยากเที่ยว การโปรโมทแทบไม่มีประโยชน์เพราะยุคนี้คนได้รับข่าวสารข้อมูลโดยง่าย ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวประเทศอื่นเขาจัดการอย่างดี แต่บ้านเรามีแค่ชวนให้คนไปเที่ยว เราคงไม่ประสบความสำเร็จที่จะชวนคนต่างชาติชั้นดีให้มาเมืองไทย หรือแม้กระทั่งดึงคนไทยให้เที่ยวอยู่ในประเทศเรา
เพราะฉะนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราจะไป “ทางง่ายและเร็ว” กระตุ้นการท่องเที่ยวกันเข้าไป สร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานเพื่อความสะดวกของนักท่องเที่ยวอย่างเดียว หรือเราจะไป “ทางช้าแต่ชัวร์” พัฒนาระบบเพื่อลดผลกระทบของการท่องเที่ยว และวางแผนจัดการ “ข้อจำกัด” ในการท่องเที่ยวอย่างเป็นระบบ ควบคู่ไปกับการพัฒนา
ไม่ว่าจะไปทางไหน ผมมั่นใจว่านี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่เราจะมีสิทธิเลือกทางเดินของการท่องเที่ยวไทยในอนาคต เลยไปจากนี้อีกปีสองปีนักท่องเที่ยวจะมีมหาศาลจนสายเกินการณ์ครับ







