posttoday
ดึงอารมณ์ตัวเอง ออกจากเรื่องคนอื่น

ดึงอารมณ์ตัวเอง ออกจากเรื่องคนอื่น

15 มีนาคม 2559

ผมเพิ่งให้คำปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เขาเข้ามาหาผมพร้อมกับความเครียด บวกอาการเบื่อหน่ายชีวิตแบบสุดจะบรรยาย

โดย...ดร.ต้อง เดอะ ฟิลเตอร์ ภาพ... อีพีเอ

ผมเพิ่งให้คำปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เขาเข้ามาหาผมพร้อมกับความเครียด บวกอาการเบื่อหน่ายชีวิตแบบสุดจะบรรยาย เข้ามาก็ร่ายยาวให้เห็นว่า สิ่งดีทุกอย่างที่เขาทำ ท้ายสุดก็ไม่มีใครเห็น

เขายอมออกจากงานที่รัก เพื่อมาช่วยครอบครัว (ตัวเอง)

เขายอมย้ายที่อยู่อาศัย เพื่อมาดูแลครอบครัว (ตัวเอง)

เขายอมฟังปัญหา เป็นตัวกลางให้ครอบครัว (ตัวเอง)

แล้วในที่สุดเขาเริ่มมีปัญหากับคู่สมรส เพราะยุ่งแต่เรื่องครอบครัวตัวเอง

ทำไปทำมา กลายเป็น...ทุกคนลงความเห็นว่าเขาเปลี่ยนไป (ในทางที่แย่ลง)

เขาบอกว่า เขาไม่ได้อะไรเลยจากการยอม ได้แต่น้ำตา

คราวนี้เขาเองนี่แหละ อยากหนีทุกคนไปไกลๆ

จริงๆ ผมเจอเคสแบบนี้บ่อยๆ เพราะอาการอยากหนี (Escapist) มักเกิดกับคนที่โตมาพร้อมกับความรู้สึกว่าตัวเองมีหน้าที่ดูแลเอาใจใส่ หรือไม่ก็ต้องพร้อมรับอารมณ์ความรู้สึกคนรอบข้าง เขาเหมือน “ฟองน้ำ” ที่พร้อมซึมซับตอบสนองต่อความรู้สึกลบๆ ดังนั้นเวลาใครทุกข์ เขาทนเห็นไม่ได้ เพราะต่อม “อยากช่วย” ทำงานจนคนนั้นต้องสุขก่อน เขาจึงสุข

คนลักษณะนี้ ไม่ค่อยสามารถแยกเรื่องคนอื่นออกจากเรื่องตัวเองได้ เพราะความรู้สึกร่วมทำให้ช่วยคนจนตัวเองแย่ตาม

ตามตำรา คนลักษณะนี้มักจะมีวัยเด็กที่เกิดมาพร้อมกับความรู้สึกผิด และถูกสอนว่าชีวิตของคนอื่นต้องสุขก่อนชีวิตตัวเองเสมอ เขาจึงใช้ชีวิตคอยตอบสนอง คอยเข้าใจคนรอบข้าง ทำจนบางทีจำไม่ได้แล้วว่าตัวเองต้องการอะไรจากชีวิตกันแน่ ถ้าไม่มีคนอื่นเป็นโจทย์ให้ ก็เริ่มใช้ชีวิตไม่เป็น

สิ่งที่ผมเห็นประจำคือ ท้ายสุดคนแบบนี้ก็ทำให้ทุกคนผิดหวัง ไม่สุขอยู่ดี เพราะทุกคนรู้ว่าเขาพร้อมตอบสนอง เลยยิ่งบ่น ยิ่งเรียกหา และพอเห็นว่าพยายามช่วย คนรอบตัวก็ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งบ่นเยอะ และที่เห็นตามมาก็คือ เขาจะยิ่งเข้าไปอยู่ใกล้ๆ เพราะต้องคอยห่วงหนักกว่าเดิม เลยพร้อมเป็นเหยื่อทางอารมณ์คนรอบตัว จนตัวเองมีปัญหาเอง เพราะรับมือกับคนรอบข้างไม่ไหว (ช่วยแค่ไหนก็ไม่สุขสักที)

จริงๆ การช่วยคนอื่นนั้นไม่ผิด การรักคนอื่นก็เป็นสิ่งประเสริฐ แต่ถ้าเราทำจนทุกข์ จนอยากหนีทุกคน จนจำไม่ได้แล้วว่าความสุขของตัวเองคืออะไร? เราอาจจะกลายเป็นคนที่ดึงตัวเองออกจากเรื่องคนอื่นไม่เป็น

สิ่งที่ช่วย ท้ายสุดก็ไม่ได้ช่วยใครได้จริง จมดิ่งลงทั้งผู้ช่วย ผู้รับ

มีผู้หญิงอีกท่านหนึ่ง เป็นนักธุรกิจขายเสื้อผ้า (ค้าปลีก)  ที่มียอดรายได้เดือนเป็นแสนๆ แต่เธอเก็บเงินไม่อยู่ เพราะต้องใช้จ่ายไปกับครอบครัว และเครือญาติที่เอาปัญหามาให้วันเว้นวัน ตั้งแต่เด็ก เธอรักแต่แม่ แม่ที่เสียสละโอบอุ้มชีวิตเธอและครอบครัวโดยไม่เคยปริปากบ่น แม่ที่ทำงานหนักจนวันสุดท้าย แม้วันตาย แม่เธอก็ยังคงทรมานกับความรู้สึกที่ว่าตัวเองดูแลคนรอบตัวไม่ดีพอ

เธอยังจำวันสุดท้ายได้แม่น วันที่ร่างอันบอบบางของแม่ พร้อมลมหายใจที่แผ่วเบา ยังคงขอให้พยาบาลประคองตัวรอลูกสาวที่รักมาหา เธออยากสั่งเสียบางอย่างก่อนวันที่เธอสิ้นลม

ลูกสาวกระหืดกระหอบวิ่งมาหลังจากทำธุระรอบตัวจนเสร็จ แม่ย้ำวินาทีสุดท้ายว่า “อย่าทิ้งครอบครัว อย่าทิ้งญาติ ให้ดูแลทุกคนให้ดี อย่ามัวห่วงแต่ตัวเอง” ภาพที่ทิ้งไว้คือคนไม่ดูแลญาติ จะทำให้แม่นอนตายตาไม่หลับ

เพราะคุณแม่เธออพยพมาพร้อมกับครอบครัวคนจีนและไม่เคยทอดทิ้งกันเลย จนมันกลายเป็นภาพฝังหัว เธอเองแรกๆ ก็คอยใช้หนี้ทุกคน พอใครทำธุรกิจอะไรเจ๊ง เธอก็ช่วยไป หลังๆ ช่วยกันไม่ไหว ก็ดึงมาทำงานที่บริษัทเธอ จนเกิดปัญหาเงินรั่ว คอร์รัปชั่น จนสุดท้ายธุรกิจเธอพัง

ทุกวันเธอจะกลับมาไหว้รูปแม่บนหิ้ง และพยายามบอกตัวเองว่า ได้ทำตามสัญญาที่ให้กับท่านไว้ ต่อมาสามีขอเลิก ลูกสองคนหนีตามพ่อไปเมืองนอก ทิ้งเธอไว้คนเดียว คนเดียวจริงๆ

กว่าเธอจะกู้สถานการณ์ทั้งหมดกลับมาได้ เธอต้องกลับไปกราบภาพแม่บนหิ้งพระอีกครั้งหนึ่งแล้วบอกท่านว่า “แม่จ๋า หนูขอมีความสุขด้วยนะ เพราะถ้าแม่รู้ว่าหนูช่วยทุกคนจนชีวิตไม่เหลืออะไรแล้ว แม่คงอภัยให้หนูได้ เพราะแม่คงรับหนูในสภาพที่หดหู่แบบนี้ไม่ไหวเหมือนกัน”

มีหลายท่านที่เพราะความดี หรือภาพในหัวบางอย่าง ทำให้ดึงตัวเองออกจากเรื่องคนอื่นไม่ได้ การช่วยเหลือจึงไม่สมเหตุสมผล ช่วยกันเกินพอดี เกินจนชีวิต ความทุกข์ ความรู้สึกของคนรอบตัว เป็นเงาซ้อนทับความต้องการของชีวิตเราเอง จนเรามองไม่ออกว่าเราเองกำลังทำอะไรกับชีวิตเราอยู่?

มาตื่นรู้อีกทีก็พังยับ เพราะไม่ดึงตัวเองออกจากเรื่องคนอื่น ก่อนช่วยเขาอย่างสมเหตุสมผล

การช่วยคนอื่น หรือจะทำอะไรให้คนอื่น จึงต้องเข้าใจว่าเรื่องเขาก็เรื่องของเขา เราช่วยได้ระดับหนึ่ง ช่วยอย่างสมเหตุสมผล พร้อมดึงอารมณ์ตัวเองแยกออกจากเขาก่อน ถ้าช่วยแล้วเขายังทุกข์ แต่ทว่าเราทำส่วนที่เราเห็นสมควรแล้ว ก็อาจต้องปล่อยให้เขาเรียนรู้ แก้ไขในส่วนของเขาเอง

เท่าที่ประสบมา บางคนอาจต้องปล่อยให้เห็นผลร้ายบ้างด้วยซ้ำไป เขาจึงยอมเปลี่ยน หลายกรณี ยิ่งช่วย ยิ่งไม่เรียนรู้ก็มี เพราะไม่ใช่ทุกคนคิดเป็นทันที และไม่ใช่ทุกคนเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำคือปัญหา และต้องแก้ไขเอง

ปัญหาของการไม่ยอมดึงตัวเองออกจากเรื่องคนอื่น บางทีทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้ เราคงได้เห็นข่าวดราม่าหลายข่าวในสื่อโลกโซเชียล ปั่นกระแสให้คนในสังคมเกลียดกัน ทั้งที่บางทีเรื่องมันไม่ได้เกี่ยวกับเรา แต่เราเริ่มแยกไม่ออก มันดราม่าจนเราจะเป็นจะตายไปกับเรื่องนั้น เหมือนมันเกิดกับเราเอง

จริงๆ ที่ให้ข้อคิดมาทั้งหมด มันคือเรื่องเดียวกัน คือ ให้เราฝึกดึงตัวเองจากเรื่องคนอื่นเป็น ก่อนจะช่วยใคร จะได้ไม่มีอารมณ์ร่วม จนคนช่วยแย่ไปเอง

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา