posttoday
แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี'59

แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี'59

08 มีนาคม 2559

กอบศักดิ์ ภูตระกูล

โดย...กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หลังจากได้เห็นตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปี คำถามที่หลายๆ คนมีอยู่ในใจ ก็คือ “เศรษฐกิจไทยในปี’59 จะพอไปได้หรือไม่” และ “แรงขับเคลื่อนจะมาจากอะไร”

ก่อนอื่นต้องเริ่มที่ภาคการส่งออก ขอฟันธงว่า ปีนี้เราคงคาดหวังมากจากภาคการส่งออกไม่ได้ เพราะหลายประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในช่วงอ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น จีน กระทั่งประเทศในกลุ่ม Emerging Markets เช่น บราซิล รัสเซีย แอฟริกาใต้ ตุรกี ก็กำลังประสบปัญหาเช่นกัน จะมีก็เพียงส่วนน้อย เช่น สหรัฐ และกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านของเรา (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ที่ยังพอไปได้

เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจโลกไม่ดี จึงไม่น่าแปลกใจว่า ตัวเลขการส่งออกไทยในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ติดลบถึง 9% จากเดิมที่คาดว่าทั้งปีจะขยายตัวประมาณ 2-5%

ที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากต้นทุนราคาน้ำมันโลกที่ปรับลงมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ทำให้มูลค่าการส่งออกไทยในหมวดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เคมิคอล และปิโตรเคมิคอล ขยายตัวติดลบที่ 41.2% 16.6% และ 13.0% ดึงให้การส่งออกของเราโดยรวมชะลอลง อีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่เศรษฐกิจจีนขยายตัวไม่ดี ต้องส่งออกสินค้าต่างๆ ไปตีตลาดโลก เพื่อเอากำลังการผลิตส่วนเกินไปใช้ ส่งผลต่อส่วนแบ่งตลาดของประเทศอื่นๆ รวมทั้งราคาสินค้าและ Margin ในตลาดโลก (ดังจะเห็นได้จากกรณีล่าสุด ที่สหรัฐต้องกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราที่สูงถึง 266% สำหรับแผ่นเหล็กรีดเย็นจากจีน เพื่อตอบโต้การที่บริษัทในจีนส่งออกในราคาที่ต่ำเกินไปจนไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ)     

ทั้งนี้ ที่น่าสนใจที่สุด คือ การส่งออกของไทยไม่ได้แย่คนเดียว เมื่อเทียบกับการส่งออกของอินโดนีเซีย เกาหลี สิงคโปร์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งต่างประสบปัญหาการส่งออกยิ่งไปกว่าไทย โดยขยายตัวติดลบถึง 21% 19% 15% 13% 13% และ 11% ตามลำดับ จะมีก็ฮ่องกงที่ติดลบเพียง 3.8% 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ชี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับทุกประเทศ และอาจจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ก่อนกลับมาเป็นปกติ ดังนั้น เราคงจะไปหวังพึ่งภาคการส่งออกให้มาเป็นแรงขับเคลื่อนของไทยในปีนี้ได้ยาก

แล้วภาคการบริโภคเป็นอย่างไร โดยรวมแล้วการบริโภคของไทยปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 4 ของปี 2558 สามารถขยายตัวได้ถึงประมาณ 3.9% และในเดือน ม.ค. 2559 ก็ขยายตัวได้ประมาณ 1.2% ใกล้เคียงกับที่ขยายตัวเฉลี่ยทั้งปี 2558

ที่จะพอมีกำลังใช้จ่ายอยู่บ้างก็คงเป็น (1) คนที่มีเงิน ที่มีฐานะดี ดังจะเห็นได้จากข้อมูลเมื่อปีที่ผ่านมา ที่ยอดรถยนต์เบนซ์ขายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสินค้าอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคในกลุ่มนี้ ที่ยังไปได้ และ (2) ภาคการท่องเที่ยว ที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่มาไทย ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวมาไทยสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3 ล้านคน/เดือน ทำให้ช่วยหล่อเลี้ยงธุรกิจไทยที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม เราคงคาดหวังมากกับการบริโภคของภาคเอกชนไม่ได้ เนื่องจาก (1) ราคาสินค้าเกษตรและสินค้าโภคภัณฑ์โลกน่าจะยังตกต่ำไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี ซึ่งส่งผลต่อไปยังกำลังซื้อในต่างจังหวัด และในระดับฐานราก นอกจากนี้ (2) ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ในระดับที่สูงถึง 80% ของจีดีพี ซึ่งเป็นข้อจำกัดของกำลังซื้อของคนระดับกลาง ทำให้ไม่มีช่องมากนักในการที่จะเร่งจับจ่ายใช้สอย (ไม่เหมือนในอดีต ที่เราเคยเร่งให้ทุกคนจับจ่ายใช้สอย ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง)

ด้วยเหตุนี้ การบริโภคโดยรวมของประเทศในปีนี้ ก็น่าจะพอไปได้ แต่ไม่ใช่หลักที่สำคัญที่สุดที่จะใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

แล้วอะไรจะมาเป็นแรงสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ถ้าการส่งออกก็ฝากความหวังไว้ไม่ได้ การบริโภคก็มีข้อจำกัด ความหวังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย จึงตกอยู่ที่การขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐและเอกชน

จุดนี้ คือ สิ่งที่มีความหวังมากที่สุด เพราะไทยไม่ได้ลงทุนกันมานานแล้ว โครงการต่างๆ ของภาครัฐที่ตั้งใจไว้ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าใต้ดิน ทางหลวง การขยายสนามบิน การยกระดับโครงข่ายโทรคมนาคม ต่างเป็นโครงการที่มีผลตอบแทนที่ใช้ได้ และจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศ เพียงแต่ว่าเราไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการเหล่านั้นให้เกิดขึ้นจริงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหากทำได้ ก็จะช่วยให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจ ช่วยเอากำไรที่ทุกคนเก็บสะสมไว้ มาลงทุนในส่วนอื่นๆ ให้สอดรับกับโอกาสที่เปิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ ที่เราสร้างขึ้น 

ด้วยเหตุนี้ ในช่วงที่ผ่านมา เราจึงเห็นรัฐบาลเร่งดำเนินการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดย (1) รัฐได้เปิดประมูล 4จี ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา อันจะนำไปสู่การเปิดโอกาสธุรกิจใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับโลกดิจิทัล และนำไปสู่การลงทุนในโครงข่ายอีกรอบ (2) การรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เริ่มการประมูลโครงการรถไฟทางคู่ เส้นทางจิระ-ขอนแก่น และเส้นทางฉะเชิงเทรา-แก่งคอย ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ซึ่งจะนำไปสู่การประมูลเส้นทางอื่นๆ อีกในปีนี้ (3) การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย กำลังเร่งประเมินเส้นทางรถไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการขนส่งให้กับประเทศ และเปิดโอกาสให้กับชุมชนต่างๆ ที่อยู่ตามเส้นทาง นอกจากนี้ (4) ท่าอากาศยานไทย กำลังจะเริ่มดำเนินการในโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ในระยะที่ 2 (ที่เราทุกคนรอมาเป็นเวลานาน ในช่วงต้นปีนี้) ซึ่งต่อไปจะทำให้เราสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพิ่มขึ้นเป็น 60 ล้านคน/ปี จากเดิมที่สามารถรองรับได้เพียง 45 ล้านคน/ปี

อนึ่ง กรอบการร่วมทุน PPP Fast Track ที่รัฐได้ปรับปรุงขึ้น จากเดิมที่ใช้เวลากว่า 22 เดือน มาเป็นเพียง 9 เดือน และกองทุน Thailand Future Fund ที่จัดตั้งขึ้นมาเป็นช่องทางใหม่ในการระดมทุนสำหรับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ก็จะเป็นอีกปัจจัย ที่จะช่วยปลดล็อกข้อจำกัดด้านงบประมาณให้กับประเทศ และให้กับโครงการต่างๆ เหล่านี้

ถ้าเราสามารถขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เกิดผลจริง เศรษฐกิจไทยปี 2559 ก็จะขับเคลื่อนไปได้ และจะช่วยเป็นภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ให้สามารถฟันฝ่าความซบเซาและความผันผวนที่กำลังจะเกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจโลกที่กำลังรอพวกเราอยู่ใน 2-3 ปีข้างหน้า

ผมขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนครับ

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้