posttoday
โจแอน มิตเชลล์ สตรีรุ่น 2 แอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์

โจแอน มิตเชลล์ สตรีรุ่น 2 แอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์

06 มีนาคม 2559

การเป็นจิตรกรสตรีในโลกที่ขับเคลื่อนโดยบุรุษไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่า โจแอน มิตเชลล์ (มีชีวิตระหว่างปี 1925-1992)

โดย...อฐิณป ลภณวุษ ภาพ joanmitchellfoundation.org

การเป็นจิตรกรสตรีในโลกที่ขับเคลื่อนโดยบุรุษไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่า โจแอน มิตเชลล์ (มีชีวิตระหว่างปี 1925-1992) จะเกิดอยู่ในยุคศตวรรษที่ 20 ที่ดูเหมือนว่าจะมีความเท่าเทียมกันมากขึ้นทางสังคมแล้วก็ตาม การจะแทรกเข้ามามีผลงานที่โดดเด่น และช่วงชิงพื้นที่ของความสำเร็จก็ยังต้องอาศัยพลังงานมากกว่าฝ่ายชายถึงสองเท่าสามเท่า วัดจากพวกเราๆ ว่ามีสักกี่คนที่รู้จักมักคุ้นเธอเป็นอย่างดีบ้าง?

โจแอน คือจิตรกรสตรีอเมริกัน รุ่นที่ 2 ของความเคลื่อนไหวแบบแอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ซึ่งผลงานส่วนใหญ่ของเธอสร้างสรรค์ในฝรั่งเศส ท่ามกลางจิตรกรสตรีรุ่นเดียวกันอย่าง ลี คลาสเนอร์, เกรซ ฮาร์ติแกน, เฮเลน แฟรงเคนตาเลอร์ แล้วก็ ซอนยา เกคตอฟฟ์ โจแอนเป็นหนึ่งในจิตรกรสตรีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับคำวิจารณ์ในด้านเชิดชู ซึ่งผลงานของเธอในปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในหอศิลป์สำคัญๆ หลายแห่งทั้งในยุโรปและสหรัฐ

ผลงานส่วนใหญ่ของ โจแอน มิตเชลล์ เป็นสีน้ำมันบนผ้าใบ โดยเริ่มเป็นจิตรกรมืออาชีพราวทศวรรษที่ 1950 อันเป็นช่วงเวลาที่เธอเปลี่ยนสไตล์มาเป็นภาพแอบสแทรกต์อย่างเต็มตัว โดยสิ่งที่ถ่ายทอดคือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวและประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสม

"ภาพเขียนของฉันจำนวนมากเล่าเรื่องราวของบ้านเกิด อย่างทะเลสาบมิชิแกน ไม่ก็น้ำ ท้องฟ้า ทุ่งหญ้า ดอกไม้ สุนัข ฉันรู้สึกเหมือนเป็นบทกวีที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของตัวเองบนผืนผ้าใบ" โจแอนเคยกล่าวไว้ด้วยว่า ผลงานของเธอส่วนใหญ่คือความทรงจำที่บันทึกลงผ้าใบไว้ด้วยสีน้ำมัน และเธอก็ตั้งชื่อแต่ละภาพตามเรื่องราวที่บอกกล่าว

ภาพแลนด์สเคปแนวแอบสแทรกต์เป็นจุดเด่นของโจแอน ที่เธอเล่นกับพื้นที่ว่างและสีสัน ว่ากันว่า จิตรกรสตรีอเมริกัน รุ่นที่ 2 ของความเคลื่อนไหวแบบแอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์ ผู้นี้ชอบทำงานของเธอในยามค่ำคืน โดยวาดภาพจากอารมณ์ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และความทรงจำมากกว่าจะไปนั่งเบื้องหน้าวิวทิวทัศน์จริง โดยโจแอนจะอ่านบทกวีและฟังเพลงก่อนที่จะลงมือสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น เธอชอบทำงานอย่างเงียบๆ ค่อยๆ วาดทีละช้าๆ อย่างละเมียดละไม โดยมีเพียงสุนัขคู่ใจอยู่เคียงข้าง ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ดูต่างจากภาพที่ออกมาที่แสดงถึงพลังความเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วแม่นยำของพู่กัน รวมทั้งสีสันอันจัดจ้าน

ความเป็นนักกีฬาในวัยเด็ก แสดงออกในผลงานศิลปะของโจแอน ตั้งแต่ความมีวินัยในการสร้างสรรค์ออกมาอย่างสม่ำเสมอ การแสดงออกถึงการหมั่นฝึกฝนฝีแปรง รวมทั้งความสมดุล และการควบคุมสีสันที่ปรากฏบนผืนผ้าใบได้อย่างสบายๆ สิ่งเหล่านี้เห็นได้ชัดบนผลงานขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผลงานส่วนมากของเธอ โดยเฉพาะที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1970 หลังจากที่เธอย้ายไปอยู่ที่ย่านเวตเตย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงปารีส ที่ทำให้มีพื้นที่ในการวาดภาพใหญ่ขึ้น โดยที่เห็นมันจะเป็นผ้าใบขนาดมาตรฐานหลายๆ ชิ้นมาต่อกันเป็นภาพใหญ่ ซึ่งโจแอนอาศัยวิธีการวาดแล้วย้ายผ้าใบไปเรื่อยๆ รอบสตูดิโอของเธอ เพื่อให้ได้ภาพให้เหลี่ยมมุมและความสมดุลตามจินตนาการ จากผืนผ้าใบแนวตั้ง ย้ายไปมาจนต่อเนื่องกันกลายเป็นภาพแนวนอนขนาดใหญ่

"ฉันชอบเล่นกับแสงสีและความมืด การเกิดขึ้นและดับไป แรงโน้มถ่วงและการล่องลอย ในภาพวาดไม่เคยมีตัวของฉัน เพราะจริงๆ แล้วฉันไม่เคยมีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้ ฉันชอบสัจธรรม การไม่มีอยู่มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์มาก เหมือนเวลาขี่จักรยานแล้วปล่อยมือน่ะ" โจแอน มิตเชลล์ กล่าวกับ แมเรียน คาโจรี คนเขียนชีวประวัติให้เธอ

โจแอนเกิดที่ชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐ เธอเป็นลูกของแพทย์ผิวหนัง เจมส์ เฮอร์เบิร์ต มิตเชลล์ และกวีสาว แมเรียน สโตรเบลล์ มิตเชลล์ หลังจบไฮสกูล เธอเข้าศึกษาด้านศิลปะที่สมิธคอลเลจ ก่อนจะเข้าสถาบันศิลปะแห่งชิคาโก จนจบปริญญาโทในทศวรรษที่ 1950 แล้วย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนของฮันส์ ฮอฟฟ์แมน ในนิวยอร์ก ทว่าเรียนแค่คอร์สเดียวเธอก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่กรุงปารีส และแคว้นโปรวองซ์ของฝรั่งเศส

ในฐานะจิตรกรแอบสแทรกต์ เอ็กซ์เพรสชันนิสม์สตรีชาวอเมริกัน รุ่นที่ 2 ที่มีน้อยคนนักจากนิวยอร์ก ทำให้เธอสร้างชื่อเสียงอย่างรวดเร็วในแวดวงศิลปะในกรุงปารีส ซึ่งเธอได้รับอิทธิพลอย่างมากมายจาก โปล เซซาน, วาสสิลี คันดินสกี, โกล้ด โมเนต์, วินเซนต์ ฟาน โค้ค รวมทั้งจิตรกรรุ่นต่อๆ มา เช่น ฟรันซ์ ไคลน์, วิลเลม เด คูนิง และ ฌอง-โปล ริโอแปลล์

โดยเฉพาะจิตรกรอิมเพรสชันนิสม์ที่เธอชื่นชอบเป็นพิเศษอย่าง วินเซนต์ ฟาน โค้ค นั้น ส่งอิทธิพลต่อผลงานและฝีแปรงของโจแอนอย่างมากมาย จากภาพ Wheatfield with Crows (1890) ของจิตรกรดัตช์ที่เธอเห็นว่าคล้ายจดหมายลาตายของเขา เป็นแรงบันดาลใจให้ภาพ No Birds (1987/88) ของเธอที่เล่าถึงความว่างเปล่าและความคิดถึงบ้าน

สีสันสดใสและฝีแปรงที่เกรี้ยวกราดก็เป็นอิทธิพลมากมายจาก วินเซนต์ ฟาน โค้ค รวมทั้ง อองรี มาติสส์ โดยเฉพาะผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1960 นั้นดูรุนแรงและกราดเกรี้ยว ก่อนที่จะเริ่มคลี่คลายลงมาบ้างในช่วงกลางๆ ของการสร้างสรรค์ผลงาน คือหลังจากทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ที่เริ่มเล่าเรื่องสัจธรรมความจริงของชีวิต และหลังจากทศวรรษที่ 1980 ที่เธอรู้ตัวว่าป่วยเป็นมะเร็ง ก็มีผลอย่างมากต่อผลงานที่ออกมาด้วย ไม่เพียงภาวะทางอารมณ์เท่านั้น หากผลจากการรักษาก็ทำให้สภาพทางร่างกายของเธอเปลี่ยนไป และมีส่วนกับผลงานที่ออกมา

ผลงานสุดท้าย Sunflowers (1990-91) แสดงถึงความเสื่อมถอย ผุพัง “แม้จิตใจจะยังมีพลังสร้างสรรค์ผลงาน แต่ร่างกายกลับไม่ไหวแล้ว”

Untitled (1960) ผลงานของเธอได้รับการประมูลไปด้วยมูลค่า 11.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2014 ซึ่งนับว่าเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลกสำหรับจิตรกรผู้หญิง

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน