
เยอรมนีแบนกาแฟแบบแคปซูล
แคปซูลกาแฟชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งกำลังกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงกันในหมู่นักอนุรักษ์ ในฐานะตัวการสุดร้ายกาจอันดับต้นๆ ของขยะชนิดที่ย่อยสลายไปจากโลกนี้ได้ยากยิ่ง ในขณะที่หลายๆ แห่งในโลกกำลังจับตามอง หน่วยงานด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงานของฮัมบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศเยอรมนี ก็ออกมาประกาศห้ามใช้แคปซูลกาแฟชนิดใช้ครั้งเดียว ในหน่วยงานราชการทุกแห่งเพื่อที่จะลดปริมาณขยะ
แคปซูลกาแฟชนิดใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งกำลังกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงกันในหมู่นักอนุรักษ์ ในฐานะตัวการสุดร้ายกาจอันดับต้นๆ ของขยะชนิดที่ย่อยสลายไปจากโลกนี้ได้ยากยิ่ง ในขณะที่หลายๆ แห่งในโลกกำลังจับตามอง หน่วยงานด้าน สิ่งแวดล้อมและพลังงานของฮัมบูร์ก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับที่ 2 ของประเทศเยอรมนี ก็ออกมาประกาศห้ามใช้แคปซูลกาแฟชนิดใช้ครั้งเดียว ในหน่วยงานราชการทุกแห่งเพื่อที่จะลดปริมาณขยะ
"แคปซูลกาแฟพวกนี้คือขยะจากการบริโภคที่ไม่จำเป็น ส่วนใหญ่มักจะเป็นอะลูมิเนียมที่ย่อยสลายได้ยาก" ยาน ดูเบ เจ้าหน้าที่หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานของฮัมบูร์ก อ้างผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาบอกกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า แคปซูลกาแฟเหล่านี้ยากที่จะนำมารีไซเคิล เพราะมักจะผลิตจากพลาสติกผสมอะลูมิเนียม
"กาแฟ 6 กรัม อยู่ในบรรจุภัณฑ์แคปซูล 3 กรัม สำหรับในฮัมบูร์กเราลงความเห็นว่า ไม่คุ้มกับการนำเงินภาษีของประชาชนมาเสี่ยงอีกต่อไปแล้ว"
นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาเตือนเกี่ยวกับแคปซูลกาแฟชนิดใช้ครั้งเดียว ว่าจะกลายเป็นหนามยอกอกของยุโรปตะวันตกและสหรัฐมาตั้งแต่ปี 2011 โดยในปี 2013 ยอดการซื้อเครื่องชงกาแฟชนิดที่ต้องใช้แคปซูลแบบนี้ เพิ่มขึ้นมากกว่าการซื้อเครื่องชงชนิดอื่นเป็นหลายเท่าตัว ยกตัวอย่างยี่ห้อเคอริก ซึ่งเป็นเจ้าแรกที่ผลิตเครื่องชงกาแฟชนิดแคปซูลออกมา พวกเขาขายแคปซูลสำหรับเครื่องชงของพวกเขาได้ถึง 9,800 ล้านชิ้น ในปี 2014 โดย 5% เท่านั้นเป็นชนิดที่นำไปรีไซเคิลได้
ความก้าวหน้าในการสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ สำหรับผู้บริโภคอาจเป็นสิ่งที่ดี ทว่า แม้แต่ จอห์น ซิลแวน ผู้ก่อตั้งเคอริกยังออกมายอมรับว่า เค-คัพ ที่พวกคิดค้นขึ้นมาอาจจะไม่ใช่ความคิดที่สร้างสรรค์อีกต่อไป







