
แก่นสารบนฝ่ามือ
เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าบุคลิกภาพของผู้คนยุคใหม่ที่ค่อยๆ ถูกกำหนดโดยอุปกรณ์
โดย...ธเนศน์ นุ่นมัน
เป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาว่าบุคลิกภาพของผู้คนยุคใหม่ที่ค่อยๆ ถูกกำหนดโดยอุปกรณ์ที่พวกเขานั่งจ้องบนฝ่ามือจะสิ้นสุดลงตรงไหน
เมื่อต้นทุนการเข้าถึงต่ำลง โทรศัพท์มือถือและบรรดาแท็บเล็ตก็เริ่มขยาย “สังคมก้ม” ออกไปเป็นวงกว้าง จากภาพที่เราเห็นได้จากเพียงใจกลางเมือง ตามรถไฟฟ้า ย่านธุรกิจ ก็เริ่มขยายไปในพื้นที่ที่คาดไม่ถึง อย่างตลาดสดทุกแห่งหน พ่อค้าแม่ค้าพากันลากนิ้วผ่านคอมพิวเตอร์พกพากันอย่างถ้วนหน้า ยังไม่นับถึงกลุ่มคนอื่นๆ ซึ่งในอดีตมีข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ต่างก็เริ่มเข้าถึงโลกออนไลน์จนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ
ในขณะที่สื่อออนไลน์กำลังมีบทบาทอย่างสูงในการกำหนดกระแสสังคม สังคมก้มหน้าที่แผ่ขยายออกไปมากขึ้น กระแสสังคมในโลกออนไลน์ก็แผ่ขยายตามไปด้วยเป็นเงาตามตัว
จึงไม่น่าแปลกที่เมื่อมีการเผยแพร่เนื้อหาเรื่องคนดังพากันสวมใส่สร้อยข้อมือหินสีเสริมดวง หลายคนก็เริ่มเชื่อตามที่ดาราออกมาอ้างอิงถึงสรรพคุณของหินดังกล่าวตามไปด้วยอย่างว่าง่าย
จากปรากฏการณ์สร้อยข้อมือหิน เข้าสู่กระแส “ตุ๊กตาลูกเทพ” ตุ๊กตาเหมือนเด็กจริงที่กำลังตกเป็นประเด็นร้อน จนหลายคนแห่ไปซื้อมาครอบครองบ้างตามกระแสที่สังคมโซเชียลปั้นแต่งขึ้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งสองปรากฏการณ์สะท้อนถึงความไร้ที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จนยังผลให้ขาดสติยั้งคิดของผู้คนจำนวนไม่น้อย และสำหรับสังคมไทยซึ่งเป็นสังคมพุทธแล้ว เป็นเรื่องที่น่าตั้งคำถามถึงต้นตอของความเชื่อในสิ่งที่แย้งกับแก่นแท้ของศาสนาอย่างยิ่ง
โดยความหมายตามพระสูตรแล้ว “แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา” คือความหลุดพ้นเป็นอิสระ เข้าใจหลักธรรมเพื่อพัฒนาตนให้พึ่งตนเองได้ เป็นอิสระจากกิเลส มีภาวะทางจิตใจและปัญญา รู้เท่าทันวัตถุทรัพย์สินนอกกาย ใช้มันเพียงปัจจัยเกื้อหนุน ไม่ใช่ยึดเป็นแก่นสารของชีวิต
บางคนที่เคยพยายามใช้องค์ประกอบอื่นๆ เป็นที่ยึดเหนี่ยวก็ต้องพบกับความผิดหวังเสียอีก โดยเฉพาะวัดและพระสงฆ์ ที่กล่าวได้ว่า ส่วนใหญ่แล้วมีความสำคัญเฉพาะในแง่ของพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่ได้หนุนนำให้เราทั้งหลายเข้าใจในแก่นธรรมเพิ่มขึ้นเลย วัดหลายแห่งกลายเป็นเพียงแหล่งทำบุญ พื้นที่สะเดาะเคราะห์ มีสารพัดออปชั่นบุญที่สำทับเรื่องโชคลาง กรรมเก่า บุญอภินิหาร มากกว่าสร้างภาวะทางปัญญาด้วยมรรคปฏิบัติหรือคำสอนของพระพุทธองค์
ชัดเจนแล้วว่า โลกของข้อมูลเปิดกว้างขึ้น แต่โอกาสที่เราจะได้สัมผัสกับสังคมที่นำพาเราเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา กลับไม่ได้เติบโตตามไปด้วย เมื่อกวาดสายตาดูอันดับการค้นข้อมูลในเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังทั้งหลาย ก็พบว่าเรื่องราวของศาสนาพุทธหรือศาสนาใดๆ ไม่เคยติดอันดับการค้นหาเลย ยิ่งกว่านั้นมีจำนวนไม่น้อยที่ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์แชร์คำสอนพระพุทธองค์ และพระชื่อดังโดยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนนั้นเลย บ้างก็แชร์แล้วก็คิดไปว่า ได้เฉียดใกล้แก่นธรรม ได้แสดงให้เพื่อนร่วมโซเชียลเห็นความสูงส่งของจิตใจก็เพียงพอแล้ว
เมื่อเป็นดังนี้ ก็อดคิดไม่ได้ว่าทั้งหินสีและตุ๊กตาลูกเทพเป็นเพียงปลายเหตุของความไร้แก่นสารของสังคมเท่านั้น







