
ชี้ 4 หัวใจหลักไอที ปรับสู่องค์กรดิจิทัล
ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั่วโลก เปิดเผยการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยี
โดย...ปากกาด้ามเดียว
ไดเมนชั่น ดาต้า ผู้ให้บริการโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารทั่วโลก เปิดเผยการคาดการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และการปรับเปลี่ยนของเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นวาระสำคัญสูงสุดขององค์กร เพราะได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เอเตียนน์ เรย์เนกเก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท ไดเมนชั่น ดาต้า กล่าวว่า โซเชียล เน็ตเวิร์ค โมบิลิตี้ คลาวด์ อนาไลติกส์ และไบโมดัล ไอที (Bimodal IT) หรือการจัดการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งเน้นให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพทั้งในแง่ของความแม่นยำ ปลอดภัย และความรวดเร็ว คล่องตัว ได้เป็นประเด็นร้อนสำหรับอุตสาหกรรมไอทีที่มาจัดสรรหน้าที่การทำงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และทีมบุคลากรในองค์กรทั่วโลก โดยไดเมนชั่น ดาต้า ให้ความสำคัญกับองค์กรในด้านงบประมาณและทรัพยากร
“แนวโน้มและเทคโนโลยีเหล่านี้จะรองรับเป้าประสงค์มากมาย เพราะสามารถปรับเปลี่ยนองค์กรเป็นองค์กรดิจิทัล อีกนัยหนึ่ง ธุรกิจยังสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อตอบสนองต่อโอกาสทางการตลาดและภัยคุกคามได้รวดเร็วขึ้น ตลอดจนสามารถจัดลำดับความสำคัญของบุคลากรที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า พนักงาน และคู่ค้าทางธุรกิจ”
ทั้งนี้ จากการพูดคุยถึงการปรับเปลี่ยนเข้าสู่โลกของดิจิทัล ซึ่งทางทีมบุคลากรของไดเมนชั่น ดาต้า เห็นว่า มีประเด็นที่องค์กรควรนำไปไตร่ตรองอย่างรอบคอบอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ข้อมูล ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักสำคัญในการปรับเปลี่ยนองค์กร 2.ระบบไฮบริด คลาวด์ ที่เป็นเครื่องมือในการใช้ประโยชน์ 3.รูปแบบการทำงานสำหรับอนาคต (Workspace for tomorrow) และ 4.ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์
เริ่มจากข้อมูลที่บทบาทกำลังเปลี่ยนไปจากเดิม โดยหลายปีที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญในการดูแลศูนย์ข้อมูลขององค์กรจะทุ่มเทเวลาและกำลังคนไปกับการดูแลด้านระบบการจัดเก็บข้อมูล และระบบการสำรองข้อมูล และมีความพยายามในการทำซ้ำข้อมูลและการลดความซ้ำซ้อนของข้อมูลให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด ดังนั้นการดำเนินการจึงมุ่งไปที่การลดค่าใช้จ่ายในการจัดการข้อมูล แต่ปัจจุบันทุกอย่างได้เปลี่ยนไปสู่การขยายขีดความสามารถในการใช้ประโยชน์จากข้อมูล และค้นหาวิธีการใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจ
ขณะที่ไฮบริดคลาวด์นั้น ในเวลา 12 เดือนนับจากนี้จะเห็นการใช้งานระบบ Private Cloud ภายในองค์กรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชาญฉลาดได้คำนึงถึงกลยุทธ์ “คลาวด์ เฟิสต์” (Cloud First) จะผันตัวไปสู่การนำเสนอระบบคลาวด์ส่วนตัวในองค์กรรูปแบบใหม่ๆ โดยอิงกับธุรกิจเป็นหลัก
สำหรับรูปแบบการทำงานสำหรับอนาคต จะสอดรับกับรูปแบบพฤติกรรมการทำงานจะเปลี่ยนไปอย่างมาก เพราะสื่อสังคมออนไลน์ ในปี 2559 ทำให้เกิดการสร้างเครื่องมือที่เน้นการรองรับผู้บริโภคเป็นสำคัญ เทคโนโลยีอย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ลิงก์อิน โฟร์สแควร์ และอีกมากมาย ยังทำให้เกิดการใช้งานเชิงธุรกิจควบคู่กันไปด้วย เพื่อนำเสนอได้ทั้งไฟล์เสียง ไฟล์วีดิทัศน์ การแบ่งปันไฟล์ข้อมูลการใช้งาน และการบูรณาการขั้นตอนการปฏิบัติงานร่วมกัน รวมถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ
เทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยหนุนให้เกิดชุมชนออนไลน์เพื่อใช้เป็นพื้นที่สื่อสารกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดำรงชีวิต การทำงาน การเลือกซื้อสินค้า และการโต้ตอบกันดังๆทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างกัน การค้นหาผู้คนหรือข้อมูลที่ง่ายขึ้น มีความร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ และนำไปสู่การตัดสินใจที่รวดเร็วขึ้น พฤติกรรมเหล่านี้จะเกิดในองค์กรมากขึ้นๆ ในปี 2559 เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด แม้ว่าจะอยู่กันคนละประเทศ คนละภูมิภาค และในเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละวัน
สุดท้าย เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น เรื่องของไซเบอร์ซีเคียวริตี้ หรือความปลอดภัยทางไซเบอร์จะเข้ามามีบทบาทตามมาด้วย เพราะการทำลายระบบรักษาความปลอดภัยของผู้ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักซึ่งเกิดขึ้นในปี 2558 จะยังคงเกิดต่อเนื่องไปในปี 2559 และแนวโน้มใหม่ๆ ที่เรียกกันว่า “วัลลิ่ง” (Whaling) เพื่อสร้างความปั่นป่วนยุ่งเหยิง คือ การเห็นบรรดาแฮ็กเกอร์ออกล่าเหยื่อที่เป็นผู้บริหารระดับสูง ด้วยการปล่อยไวรัสคอมพิวเตอร์ “แรนซอมแวร์” (Ransomware) เพื่อหวังเอาเงินหรือข้อมูลของผู้บริหารเหล่านั้นไปใช้ในทางที่ผิด
นอกจากนี้ ผู้ที่มีหน้าที่สืบหาหลักฐานการกระทำผิดจะมีบทบาทสำคัญมากในการดูแลรักษาความปลอดภัยบนทางไซเบอร์ไปอีก 12 เดือนข้างหน้าเช่นกัน







