
'เดินตามรอย' สะพานเชื่อมวรรณกรรมแห่งยุคสมัย
ประกาศออกมาให้ได้เก็งกันไปแล้วว่าในปี 2553 นี้ กวีนิพนธ์เรื่องไหนจะคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ไปครอง ซึ่งปีนี้มีเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่ ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ เดินตามรอย ของ วันเนาว์ ยูเด็น ในความไหวนิ่งงัน ของ นายทิวา เมืองในแสงแดด ของ โกสินทร์ ขาวงาม ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ของ ซะการีย์ยา อมตยา และ รูปฉายลายชีพ ของ โชคชัย บัณทิต
ประกาศออกมาให้ได้เก็งกันไปแล้วว่าในปี 2553 นี้ กวีนิพนธ์เรื่องไหนจะคว้ารางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ไปครอง ซึ่งปีนี้มีเข้ารอบสุดท้ายทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่ ฉันอยากร้องเพลงสักเพลง ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ เดินตามรอย ของ วันเนาว์ ยูเด็น ในความไหวนิ่งงัน ของ นายทิวา เมืองในแสงแดด ของ โกสินทร์ ขาวงาม ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ของ ซะการีย์ยา อมตยา และ รูปฉายลายชีพ ของ โชคชัย บัณทิต
โดย....มัลลิกา
ในครานี้เปิดตัวว่าที่ซีไรต์กับ “วันเนาว์ยูเด็น” เจ้าของผลงาน “เดินตามรอย”
“...สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงนิพนธ์โคลงโลกนิติขึ้นเมื่อเกือบ 180 ปีมาแล้ว หลายบทมีสำนวนภาษาเก่าเกินกว่าที่คนในปัจจุบันจะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ ด้วยเหตุนี้ วันเนาว์ ผู้เห็นว่าโคลงโลกนิติเป็นวรรณกรรมคำสอนที่ทรงคุณค่า จึงพยายามที่จะสร้างสรรค์วรรณกรรมขึ้นมาใหม่ให้อ่านง่ายขึ้นโดยมีโคลงโลกนิติบทที่เป็นต้นแบบ จัดวางพิมพ์ไว้ในหน้าซ้าย แล้วแต่งกลอนสุภาพพิมพ์ไว้ในหน้าขวา
...เดินตามรอย จึงเป็นวรรณกรรมที่น่าสนใจอย่างยิ่งในการเป็นสะพานแห่งยุคสมัยที่เชื่อมต่อระหว่างวรรณกรรมที่ทรงคุณค่าในอดีตกับปัจจุบัน ซึ่งคนรุ่นใหม่สามารถใช้เป็นหลักคิดได้ และอาจย้อนกลับไปอ่านโคลงโลกนิติเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม...” บางส่วนจากคำประกาศการคัดเลือกกวีนิพนธ์รอบสุดท้าย ปี 2553
ในส่วนของการสร้างสรรค์งานนั้น วันเนาว์ บอกว่า ต้นฉบับจากโคลงโลกนิติมีเป็นร้อยบท แต่ได้ทำการคัดเลือกมาเฉพาะบทที่มีลักษณะใน 1 บาท (1 บรรทัด) ให้ความหมาย 1 เรื่อง ดังนั้นใน 1 บท จะมี 4 ความหมาย แล้วเอามาเขียนเป็นกลอน 1 บท ต่อ 1 บาท ความหมายคืออันเดียวกัน โคลงมี 4 บาท กลอนมี 5 บท บทสุดท้ายจะเป็นบทสรุป โดยเอาเนื้อความทั้งหมดที่เป็นแก่นสำคัญมาสรุปอีกทีหนึ่ง
“ความหมายจะคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เราจะนำมาขยายความ อธิบายความให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นด้วยการใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย เพราะของเดิมบางทีเป็นศัพท์โบราณ แต่แทนที่เราจะแปลเป็นภาษาธรรมดา เราก็แปลเป็นกลอนให้มีสัมผัสช่วยให้ท่องจำได้ง่าย ความยากของงานอยู่ตรงที่ของเดิมสมบูรณ์อยู่แล้ว เป็นเพชรแล้ว เราเอามาทำให้มัวหมองไม่ได้” วันเนาว์ กล่าว
ในหนังสือ “เดินตามรอย” มีโคลงโลกนิติ 80 บท ซึ่งวันเนาว์เลือกจำนวนเพื่อให้เหมาะแก่วโรกาสอันเป็นมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา อีกทั้งเห็นว่าพระองค์มีพระราชจริยวัตรอันงดงาม และกระแสพระราชดำรัสที่พระราช ทานแก่พสกนิกรในโอกาสต่างๆ ล้วนเปี่ยมด้วยคติธรรม ซึ่งได้แนวทางมาจากโคลงโลกนิติ
วันเนาว์ เล่าว่า คำสอนในโคลงโลกนิติล้วนแต่เป็นคำสอนที่ใช้ได้กับทุกคนในสังคม “เดี๋ยวนี้คำสอนแบบนี้ลดน้อยลง เป็นคำสอนโบราณแต่ก็สามารถนำกลับมาใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย กับทุกคนในสังคม ไม่ใช่คำสอนที่แก่วัด แต่เป็นคำสอนง่ายๆ เข้าใจได้ง่าย อีกอย่างเป็นคนรักภาษาไทย รักวรรณคดี เป็นครูมาทั้งชีวิต แต่ปัจจุบันการเขียนอาจเจริญขึ้น แต่วรรณกรรมแบบนี้ (โคลงโลกนิติ) ถูกลืมไป เมื่อก่อนเราท่องจำได้ มีบทท่องจำ ยุคนี้ลืมไป ตรงนี้เราอยากเป็นจุดเชื่อมให้คนหันมาสนใจการอ่านโคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ไม่อยากให้มันหลุดไป”
วันเนาว์เป็นครูมาทั้งชีวิตการทำงาน ยิ่งสอนวิชาภาษาไทยด้วยแล้ว ยิ่งตระหนักถึงคุณค่าของวรรณกรรม วรรณคดี การใช้ภาษาไทยนั้นสำคัญเพียงใด “ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัลซีไรต์ แต่ถ้าการเข้ารอบทำให้คนหันมาสนใจอ่านกวีนิพนธ์ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะการใช้ภาษาไม่ได้ใช้แค่สื่อความเข้าใจซึ่งกันและกันเท่านั้น แต่ภาษาเป็นศิลปะ ภาษาช่วยให้จินตนาการหรือสื่อถึงอะไรก็ได้ อยากให้เด็กรุ่นใหม่หวนกลับมาอ่านวรรณคดีไทยหรือกาพย์กลอนมาอ่าน ก็จะได้สัมผัสกับสิ่งที่มีคุณค่าของชาติเรา อย่าทำมันหายไป”







