
ยูนิโคล่ รีไซเคิลสินค้า เพื่อโลกและสิ่งแวดล้อม
โดย...แมงโก้หวาน
โดย...แมงโก้หวาน
ถ้าคุณมีสินค้า (เสื้อผ้า) ของยูนิโคล่ (UNIQLO) ที่ใช้แล้วแต่สภาพยังดี ไม่คิดจะใช้ต่อ อย่าเพิ่งทิ้ง หรือถ้าคิดอยากแบ่งปันให้แก่คนอื่นๆ ที่ไม่มีใส่ ขอกระซิบดังๆ ว่า ให้นำไปบริจาคได้ที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขาใกล้บ้าน โดยทางยูนิโคล่จะมีกล่องสำหรับใส่เสื้อผ้าดังกล่าวที่ทำจากกระดาษรีไซเคิลสวยงามไว้รองรับ ทั้งนี้ เนื่องจากบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้ายูนิโคล่ได้ทำโครงการ All-Product Recycling รีไซเคิลสินค้าทุกอย่างของยูนิโคล่เพื่อโลกและสิ่งแวดล้อมมาตั้งแต่ปี 2549
ยูนิโคล่คือแบรนด์ในเครือของบริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง หรือเอ็ฟอาร์ (Fast Retailing Co., LTD.-FR) บริษัทค้าปลีกชั้นนำของญี่ปุ่นซึ่งออกแบบ ผลิต และจำหน่ายเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์สินค้าหลักหลากหลายแบรนด์ เช่น Comptoir des Cotonniers, GU, Helmut Lang, J Brand, Princesse tam.tam, Theory รวมถึงยูนิโคล่ ซึ่งเป็นแบรนด์ค้าปลีกเฉพาะชั้นนำของญี่ปุ่นที่ปัจจุบันมีสาขาร่วมกว่า 1,600 สาขา ใน 17 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
ชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ยูนิโคล่ ประเทศไทย กล่าวว่า เสื้อผ้าของยูนิโคล่ผลิตขึ้นภายใต้แนวคิดไลฟ์แวร์ ซึ่งสะท้อนถึงคุณค่าของความเรียบง่าย คุณภาพการตัดเย็บและความทนทานในการใช้งาน นอกจากจะมีการออกแบบที่ทันสมัยและตรงกับความต้องการในการสวมใส่อย่างแท้จริง แล้วยังมีความสง่างามที่ล้ำสมัยจนกลายเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสรรค์สไตล์ส่วนตัวของผู้สวมใส่แต่ละคนในราคาที่ทุกคนเข้าถึงได้
“เราจึงไม่เพียงแต่ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าคุณภาพดีที่ลูกค้าสามารถสวมใส่ได้ยาวนานเท่านั้น แต่ยูนิโคล่ยังนำเสื้อผ้าที่ลูกค้าใช้แล้วกลับมาให้คนอื่นได้ใช้ต่อหรือนำไปรีไซเคิลต่อด้วย โดยเราตระหนักดีว่าการใช้งานเสื้อผ้าให้ได้มากที่สุดจนกว่าเสื้อผ้านั้นจะหมดมูลค่า จึงเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญอีกประการหนึ่งของเรา ดังนั้นยูนิโคล่เริ่มดำเนินกิจกรรมรีไซเคิลสินค้าทุกชนิด หรือ All-Product Recycling ซึ่งเป็นหนึ่งกิจกรรมที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม”
ทั้งนี้ จากข้อมูล UNHCR ระบุว่า ในช่วงปลายปี 2557 มีผู้อพยพที่ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อหลีกหนีผลกระทบจากภาวะสงครามและภัยพิบัติอื่นๆ มากถึง 59.5 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งถือเป็นยอดผู้อพยพที่สูงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ด้วยเหตุนี้ฟาสต์ รีเทลลิ่งจึงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการจัดทำโครงการ All-Product Recycling เพื่อรับบริจาคเสื้อผ้าใช้แล้วสำหรับผู้อพยพนับตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา
“ต่อมาในปี 2554 ฟาสต์ รีเทลลิ่งได้ร่วมมือเป็นพันธมิตรระดับโลกของ UNHCR เพียงรายเดียวที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย นอกจากนี้บริษัทยังได้เริ่มรับบริจาคเสื้อผ้าจากพนักงานเพื่อร่วมสนับสนุนโครงการดังกล่าวอีกด้วย กว่า 90% ของเสื้อผ้าที่ฟาสต์ รีเทลลิ่งได้รับบริจาคภายใต้โครงการ All-Product Recycling นี้ ยังคงอยู่ในสภาพที่สามารถใช้สวมใส่ได้ ทั้งนี้ หากนับตั้งแต่การก่อตั้งโครงการนี้จวบจน เม.ย. 2558 บริษัท ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ได้บริจาคเสื้อผ้ารวมแล้วกว่า 10 ล้านชิ้น ผ่านทาง UNHCR ให้กับผู้อพยพใน 37 ประเทศทั่วโลก โดยรวมถึงประเทศจอร์แดน ซีเรีย ไทย และเนปาล”
อย่างไรก็ตาม กิจกรรม All-Product Recycling ที่ริเริ่มในปี 2549 ในช่วงระยะแรกที่คิดเพียงแค่จะนำเสื้อผ้ามารีไซเคิลเป็นวัตถุดิบในการผลิตเส้นใยอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่เนื่องจากเสื้อผ้าที่ลูกค้านำมาบริจาคส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่สวมใส่ได้ และเนื่องจากฟาสต์ รีเทลลิ่งต้องการให้เสื้อผ้ามีประโยชน์ในฐานะที่เป็นเสื้อผ้าจริงๆ จึงได้ริเริ่มการนำเสื้อผ้าที่ลูกค้าใช้แล้วมาส่งมอบให้ผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยได้สวมใส่ต่อไป
“ยูนิโคล่ต้องการเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นด้วยเสื้อผ้า และล่าสุดเมื่อ ต.ค. 2558 ฟาสต์ รีเทลลิ่ง ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของยูนิโคล่จึงเปิดตัวโครงการ 10 Million Ways to HELP ผนึกกำลังร้านยูนิโคล่ใน 16 ประเทศทั่วโลก เพื่อร่วมบริจาคเสื้อผ้าให้แก่ผู้อพยพ ผ่านความร่วมมือระดับโลกกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) และเครือข่ายหน่วยงานภาคเอกชน โดยได้เริ่มดำเนินงานในประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2558 ที่ผ่านมา ก่อนทยอยขยายออกสู่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกในช่วงกลางเดือน ต.ค. โดยมุ่งเชิญชวนให้ลูกค้านำเสื้อผ้ายูนิโคล่ที่ยังมีสภาพดีมาบริจาคที่หน้าร้านยูนิโคล่ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือผ่านพลังแห่งเสื้อผ้าไปยังผู้อพยพทั่วโลก”
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประชาสัมพันธ์ ยูนิโคล่ ประเทศไทย กล่าวต่อว่า ได้มุ่งเชิญชวนให้ลูกค้านำเสื้อผ้ายูนิโคล่ที่ยังมีสภาพดีมาบริจาคที่หน้าร้านยูนิโคล่ทุกสาขาใกล้บ้าน เพื่อรวบรวมและส่งมอบให้กับสมาคมอาสาสมัครสันติ (Shanti Volunteer Association-SVA) และคณะกรรมการการศึกษาเพื่อผู้อพยพชาวเม่ียนมา (Burmese Migrant Workers’ Education Committee-BMWEC) เพื่อช่วยกระจายความช่วยเหลือไปยังผู้อพยพในพื้นที่ต่างๆ โดยเริ่มรับบริจาคตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน







