posttoday
สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ พ่อพระของคนยาก

สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์ พ่อพระของคนยาก

05 ธันวาคม 2558

เชื่อไหมว่า ธรรมะทำให้รวยได้ ศีลทำให้สวย (หล่อ) และการให้ (ทาน) โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ... หทัยชนก ไชยดา

เชื่อไหมว่า ธรรมะทำให้รวยได้ ศีลทำให้สวย (หล่อ) และการให้ (ทาน) โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้นยิ่งใหญ่ขนาดไหน

หากยังไม่มั่นใจว่าธรรมะมีอานุภาพยิ่งใหญ่เช่นว่า อยากให้รู้จักผู้ชายมาดสุขุมคนนี้ เขาเชื่อมาตลอดตั้งแต่เด็กๆ จนปัจจุบันอายุเฉียดๆ 60 ปีเข้าไปทุกขณะว่า ชีวิตธรรมดาๆ ที่ก้าวมาอยู่ ณ จุดนี้ได้นั้น เพราะศีล เพราะธรรม และเพราะกรรมดีหนุนนำประทานให้เขา

เขาเชื่อสนิทใจว่าธรรมะทำให้เขามีกินมีใช้อย่างไม่เดือดร้อน (โดยที่แต่เดิมครอบครัวเขาไม่ได้ร่ำรวยมาก่อน ต้องต่อสู้กับความลำบากทุกอย่าง) ธรรมะทำให้เขามีจิตใจสูง (ไม่เคยคิดเอารัดเอาเปรียบคนอื่นในการทำธุรกิจ) และธรรมะทำให้คิดถึงการแบ่งปัน (เมื่อพอมีพอเหลือก็คิดอยากช่วยคนที่ลำบากหรือด้อยกว่า)

สุรัตน์...เขาผู้นี้คือใคร 

เขาคือ “สุรัตน์ วงศ์ชาญศิลป์” นักธุรกิจผู้ใจบุญแห่งย่านบางลำพูและถนนข้าวสาร วัย 56 ปี ที่คนย่านนี้ต่างรู้จักเป็นอย่างดีเพราะเขาเคยนั่งตำแหน่งนายกสมาคมผู้ประกอบการค้าบางลำพูมาก่อน

ทว่าในระยะเวลา 9 ปีหลังมานี้จนถึงปัจจุบัน คนชุมชนละแวกบางลำพูและถนนข้าวสารต่างจดจำเขาในภาพของ “พ่อพระของคนยาก” ซึ่งคำเรียกนี้สุรัตน์ไม่ได้อุปโลกน์สมมติตัวเองขึ้นมา แต่เป็นเหล่าคนยากที่มีชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก และคนยากคนจนทั้งหลายมักจะพรรณนาคุณของเขาอยู่เสมอ

แน่นอน การอยู่เฉยๆ ไม่ได้ทำความดีหรือสร้างประโยชน์อะไรต่อคนอื่นไหนเลยจะมีคนยกย่องสรรเสริญให้เมื่อยปากเสียน้ำลายเปล่า ใช่แล้ว “สุรัตน์” นักธุรกิจเจ้าของโรงแรม รีสอร์ท ที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี และเจ้าของเกสต์เฮาส์และอพาร์ตเมนต์หลายแห่งในกรุงเทพฯ ผู้นี้มีของดี และของดีที่ว่าไม่มีใครขโมยไปได้ เพราะมันคือ “ธรรมะ” ที่อยู่กับตัวเขาตลอดเวลา

สุรัตน์เปิดคลินิกรักษาคนไข้ที่ยากจนหรือมีรายได้น้อยฟรี มาเป็นเวลา 9 ปีแล้ว ในชื่อ “คลินิกเวชกรรมสุรัตน์” หรือที่ซึ่งคนทั่วไปรู้จัก “คลินิก 1 บาท” ตั้งอยู่ในซอยรามบุตรี ตรงข้ามโรงแรมเวียงใต้ บางลำพู แขวงตลาดยอด เขตพระนคร ซึ่งถือว่าตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน คนไข้ไปหาหมอสะดวก และด้วยสิ่งที่เขาทำนี้คนจึงยกเขาคือพ่อพระของคนยาก

นักธุรกิจใจบุญย้อนอดีตก่อนมาเปิดคลินิก 1 บาทในช่วง 9 ปีที่ผ่านมาให้ฟังว่า เขาเกิดมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย ฐานะทางบ้านออกจะยากจนสุดๆ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน คุณพ่อต้องทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงครอบครัว ทั้งรับซ่อมรองเท้าและต่อมาก็ลงทุนทำรองเท้าขาย ส่วนเขาหลังเลิกเรียนก็มาช่วยพ่อแม่ทำงานจนครอบครัวเริ่มมีฐานะดีขึ้นเป็นลำดับ

เพราะธรรม...ทำให้มี (เหลือ)

ถ้าถามถึงการลงมือทำธุรกิจด้วยตัวเองครั้งแรก สุรัตน์ บอกว่า เริ่มต้นในช่วงมัธยมอายุประมาณ 16 ปี โดยการจ้างโรงงานผลิตรองเท้าเพื่อขายและทำการตลาดด้วยตัวเอง แต่ด้วยความเป็นมือใหม่และขาดประสบการณ์ธุรกิจจึงล้มเหลว แต่เขาไม่ท้อถอยกลับนำความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาเป็นบทเรียนในคราวต่อไป

จนวันหนึ่งธุรกิจของเขา (เครื่องหนังส่งออกรองเท้า) ก็ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรืองมั่นคง จนต่อมาเขาและครอบครัวได้แตกไลน์ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ได้แก่ ธุรกิจอพาร์ตเมนต์ เกสต์เฮาส์ อาคารให้เช่า ส่วนใหญ่อยู่ในย่านบางลำพู ถนนข้าวสาร และซอยรามบุตรี ตลอดจนโรงแรม รีสอร์ท ซึ่งมีทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ปัจจุบันธุรกิจต่างๆ มีความมั่นคงดี

สุรัตน์ มั่นใจว่า จากครอบครัวๆ หนึ่งที่มีลูกมากและยากจนต้องต่อสู้ทำมาหากิน จนวันหนึ่งกลับมายืนบนจุดนี้ มีกินมีใช้ได้ ถึงจะไม่ร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐี แต่ปัจจุบันก็ไม่ได้ลำบากเดือดร้อน ดิ้นสู้เหมือนก่อน เพราะเขาเชื่อว่าธรรมะและความดีที่เขาและครอบครัวยึดมั่นทำมาตลอดทำให้ประสบความสำเร็จและชีวิตพบพาแต่สิ่งดีๆ

“ผมโชคดีมากที่เกิดมาในครอบครัวนับถือพระพุทธศาสนา คุณพ่อคุณแม่เป็นสัมมาทิฐิ เคารพในศีลบูชาพระธรรม ดำเนินชีวิตและทำธุรกิจบนหลักของศีล 5 มาโดยตลอด ขณะเดียวกันท่านทั้งสองก็ได้อบรมสอนสั่งปลูกฝังลูกๆ ในทางที่ดีเสมอ ผมเองก็ปฏิบัติตามที่ท่านสอน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวกลางคืนมาตั้งแต่วัยรุ่นแล้ว

คุณแม่ยังสอนให้รู้จักแบ่งปัน การเสียสละ เมื่อเราพอมีกินมีใช้ก็ให้หันดูคนอื่นที่ลำบากไม่มีกินบ้าง ท่านว่าตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ ส่วนการทำธุรกิจสอนให้รักษาสัจจะ คือซื่อสัตย์ ไม่คิดโกง ไม่เอาเปรียบลูกค้า เช่น สินค้าที่ส่งออกก็ต้องได้สเปกที่ลูกค้ากำหนด สินค้าไม่ดีก็ไม่ส่ง นี่คือส่วนหนึ่งของการเอาธรรมะไปใช้ในการทำธุรกิจ” นักธุรกิจดังย่านบางลำพูเล่าชีวิต

เปิดคลินิกรักษาฟรี 

การเปิด “คลินิกเวชกรรมสุรัตน์” หรือคลินิก 1 บาทของสุรัตน์นั้นมีที่มา เขาเล่าว่า เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วคุณแม่เขาป่วยหนัก และไม่เคยป่วยถึงขนาดต้องนำเข้าไอซียู ทันทีที่รู้ข่าวเขาไม่รู้จะคิดหาหนทางไหนช่วยคุณแม่ จึงตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในโลกว่า ถ้าแม่หายป่วยเขาจะเปิดคลินิกรักษาคนไข้ฟรีตลอดชีวิต

“ตอนนั้นหมอบอกโอกาสรอดแค่ 50% ความที่เป็นห่วงท่าน ผมจึงอธิษฐานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอพรพระพุทธองค์ ถ้าคุณแม่หายป่วยจะเปิดคลินิกรักษาคนฟรี ไม่ว่าใครก็ตามที่เดินเข้ามาที่คลินิก จะยากดีมีจน หรือเชื้อชาติ ศาสนาไหน รักษาให้หมด ฟรีตลอดจนกว่าผมจะไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว หลังจากนั้นคุณแม่ดีขึ้น ผมก็ได้ทำตามที่ตั้งจิตไว้ เปิดคลินิกรักษาฟรี ส่วนที่มีค่ารักษา 1 บาท เพราะกฎหมายกำหนดต้องเสียค่ารักษา ผมจึงตั้งไว้ที่ 1 บาท แต่ความจริงแล้วไม่ได้เก็บ”

ทว่า การเปิดคลินิกไม่ได้มีแต่เสียงชื่นชมเท่านั้น ทว่ายังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงครหาจากคนที่ไม่เข้าใจต่างๆ นานา ตามมาด้วย เช่น ทำบุญเอาหน้าหรือทำบุญสร้างภาพ แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวเพราะเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองทำ และมองว่าคงไม่สามารถไปเปลี่ยนความคิดคนเหล่านั้นได้และคงต้องปล่อยให้คิด

จากวันนั้นคลินิกได้เปิดให้บริการมา 9 ปีแล้ว  แบ่งการรักษาออก 2 ส่วน คือ คลินิกเวชกรรมสุรัตน์ ให้การรักษาโรคทั่วไป และเกี่ยวกับหู ตา คอ จมูก เบาหวาน ความดัน ตรวจครรภ์ ฯลฯ และคลินิกแพทย์แผนโบราณ ให้การรักษาผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต หมอนรองกระดูกทับเส้น โดยใช้วิธีแพทย์แผนไทย เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 17.00- 21.00 น. (หยุดวันพุธและนักขัตฤกษ์) เสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.00-13.00 น.

เปิดปฏิบัติธรรมรักษาโรคใจ

นอกจากเปิดคลินิกรักษาโรคกายแล้ว สุรัตน์ยังก่อตั้งสถานปฏิบัติธรรมชื่อว่า “สุรัตนธรรม” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสี่แยกบางลำพู ฝั่งเดียวกับวัดชนะสงคราม ภายใต้สโลแกนว่า “ธรรมะสากล ไร้รูปแบบ” มีการจัดปฏิบัติธรรมฟรีทุกวันอาทิตย์ โดยเชิญพระสงฆ์จากวัดต่างๆ มาแสดงธรรม มีการสวดมนต์ นั่งสมาธิ อีกทั้งยังเลี้ยงอาหารผู้ที่มาร่วมปฏิบัติธรรมฟรีด้วย

“ที่เปิดปฏิบัติธรรม (มีห้องสมุดธรรมะด้วย) เพราะชอบปฏิบัติ ภรรยาเป็นคนแนะนำให้เปิดเพราะเห็นว่าไหนๆ เปิดคลินิกรักษาคนป่วยทางกายก็ควรทำในด้านจิตใจควบคู่ไปด้วย เพราะส่วนใหญ่ทุกวันนี้ทุกข์ที่ใจ เราเปิดให้ทุกคนเข้ามาปฏิบัติได้หมด ไม่ว่าจะนับถือศาสนาอะไร หรือไม่ว่าพระอาจารย์รูปไหนเอาอะไรมาสอนเราก็ปฏิบัติเพราะเป็นคำสอนพระพุทธเจ้าเหมือนกัน จะมา 15 นาที ครึ่งชั่วโมงหรือหลายชั่วโมงก็ไม่มีใครว่า เราเลี้ยงอาหารฟรีด้วย”

สุรัตน์ บอกว่า กิจกรรมการกุศลทุกอย่างที่จัดขึ้นไม่ว่าจะในส่วนของคลินิก 1 บาท (ที่ต้องจ่ายค่าเวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์ ค่าหมอ พยาบาล แต่คุณหมอบางคนมาตรวจให้ฟรี และทั้งหมดมาด้วยใจทั้งสิ้น)  และกิจกรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม รวมแล้วต้องใช้เงินประมาณกว่า 3 แสนบาท/เดือน

“มีคนถามเสมอว่า ทำแล้วได้อะไร ผมบอกว่าสิ่งที่ผมได้และได้มากที่สุดคือความปีติอิ่มใจ ทุกครั้งที่ได้เห็นคนที่เราช่วยเหลือสุขภาพดี มีความสุขขึ้น มันรู้สึกอิ่มใจครับ บางคนที่มารักษาหายแล้วก็กลับมาหา เอาขนมเล็กๆ น้อยๆ มาฝาก อยากจะมาขอบคุณที่ช่วยให้เขาหายจากความเจ็บป่วย”

ต้องยอมรับว่าการที่นักธุรกิจผู้นี้ประสบความสำเร็จและมีความสุขในชีวิต เพราะเขาใช้ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งในการทำธุรกิจและในการทำประโยชน์เพื่อคนอื่นและสังคม

แน่นอนว่า คนที่คิดได้ขนาดนี้ และทำได้อย่างนี้ โดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ นั้นมีหรือที่คนจะมองไม่เห็นค่าความดีของเขา ล่าสุดวันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เสถียรธรรมสถานได้มอบรางวัลตาราอวอร์ด (รางวัลผู้ทำความดีด้วยจิตใจของพระโพธิสัตว์) ให้กับเขา

ดังนั้น ในโอกาสวันมหามงคลนี้ หากจะโถมนาการ (ยกย่อง) เขาคือ “พ่อพระแห่งคนยาก” ก็คงไม่ใช่คำยอที่เกินจริงแต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน