posttoday
ความเครียด ทำร้ายวัยทำงาน

ความเครียด ทำร้ายวัยทำงาน

25 พฤศจิกายน 2558

จากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า หนุ่มสาววัยทำงานมีสถิติเรื่องความเครียดสูงสุด

โดย...มัลลิกา [email protected]

จากผลการวิจัยของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่า หนุ่มสาววัยทำงานมีสถิติเรื่องความเครียดสูงสุด และความเครียดเรื้อรังนี้เองที่เป็นสาเหตุทำลายสุขภาพและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ (NCDs) ของคนวัยทำงานได้ นพ.ฮันส์ เซลเยอ ชาวออสเตรีย ผู้ศึกษาเรื่องฮอร์โมนได้กล่าวไว้ว่า เมื่อคนเราเกิดความเครียด ฮอร์โมนกว่า 30 ชนิดในร่างกายเราจะปั่นป่วน ฮอร์โมนบางชนิดอาจจะหายไปหรือหยุดทำงาน และฮอร์โมนบางชนิดอาจจะทำงานหนักมากเกินไป ความปั่นป่วนของฮอร์โมนนี้เองที่ทำให้เกิดการเจ็บป่วยทางกาย เริ่มตั้งแต่เจ็บป่วยเล็กน้อยไปจนถึงป่วยหนักเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ ได้

ภญ.วิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ ได้อธิบายเกี่ยวกับความเครียดว่า เป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์ในการตอบสนองต่อสิ่งที่คุกคามหรือกดดัน ซึ่งส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ "จริงๆ แล้วหากเป็นความเครียดในระดับที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายกระตือรือร้นและขวนขวายหาความสำเร็จ แต่ถ้าความเครียดมากเกินไปและสะสมจะส่งผลเสียมากมาย ซึ่งพฤติกรรมที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดความเครียดเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว ได้แก่ การเป็นคนที่ชอบชิงดีชิงเด่นเอาชนะ เป็นคนที่เข้มงวดไม่มีการผ่อนปรน เป็นคนที่พยายามทำอะไรหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เป็นคนที่ใจร้อนไม่ชอบรอนาน เป็นต้น

ความเครียดที่มากเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพหลายๆ ด้าน ตั้งแต่อาการเล็กๆ น้อย อย่างปวดศีรษะบ่อย ปวดไมเกรน หรือมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังและนอนไม่หลับ บางรายอาจมีอาการเจ็บป่วยอยู่บ่อยๆ อย่างภูมิแพ้ เพราะความเครียดจะไปกดระบบภูมิคุ้มกันโดยผ่านฮอร์โมนชนิดหนึ่ง ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันต่ำหรือบกพร่องไป จึงทำให้ติดเชื้อได้ง่ายขึ้น หรืออาจมีอาการกระเพาะอาหารปั่นป่วน หรือเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร เพราะปัจจัยทางจิตใจมีผลทำให้สารคัดหลั่งในกระเพาะอาหารออกมามาก

จากการศึกษาพบว่าผู้ที่มีความวิตกกังวลมากอยู่เป็นประจำมีโอกาสเกิดความดันโลหิตสูงมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะความเครียดมากๆ จะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจช่องซ้ายโต ที่สำคัญ ความเครียดฉับพลันมีผลอย่างมากต่อเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจซึ่งจะทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ และในผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอยู่ก่อนแล้วมีโอกาสหัวใจวายสูงขึ้น”

เห็นได้ว่าความเครียดนั้นส่งผลต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน ดังนั้น เราจึงต้องหาวิธีบรรเทาความเครียด ปรับทัศนคติและวิถีชีวิตให้เหมาะสม อันดับแรก การรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างครบถ้วนและมีวิตามินบีสูงเพียงพอ สามารถช่วยคลายเครียดได้ เช่น ไข่แดง ตับ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียว แป้งไม่ขัดสี ธัญพืชและถั่ว เป็นต้น เพราะวิตามินบี เป็นโคเอนไซม์ที่สำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานจากสารอาหารให้สมอง ซึ่งในขณะที่ร่างกายต้องเผชิญความเครียด สมองและระบบประสาทต้องใช้พลังงานเป็นจำนวนมาก และวิตามินบีในร่างกายจะถูกดึงไปใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้สมองและระบบประสาทขาดพลังงานนำไปสู่ความเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ผู้ที่ได้รับวิตามินบีในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง อารมณ์ดีขึ้น รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น และมีปฏิกิริยาการตอบสนองที่เร็วขึ้นอีกด้วย โดยร่างกายคนเราควรได้รับวิตามินบี 25-50 มิลลิกรัม/วัน ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพราะการออกกำลังกายจนได้เหงื่อจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ร่างกายและจิตใจสดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ที่สำคัญการพูดคุยปรึกษาปัญหากับคนใกล้ชิด สามารถช่วยลดความเครียดได้ หรือแม้แต่การเจริญสติ และการฝึกสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้า-ออก จะช่วยชะลอความโกรธ คลายความกังวล ลดความกลัว และความตื่นเต้นลงได้ สามารถช่วยลดความเครียดได้เป็นอย่างดี แนะนำให้ทำสมาธิทุกวันก่อนเข้านอนเป็นเวลา 20 นาที เพียงแค่นี้คุณก็จะสามารถบรรเทาความเครียดจากการทำงาน และมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา