
แรงบันดาลใจจากไอดอล
แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ...มันอาจจะฟังดูง่าย แต่ว่ายาก (มาก) สำหรับคนจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะเริ่มต้นหรือเพื่อดันให้ตัวเองไปต่อ
แค่ขยับก็เท่ากับออกกำลังกาย ...มันอาจจะฟังดูง่าย แต่ว่ายาก (มาก) สำหรับคนจำนวนหนึ่ง เพื่อที่จะเริ่มต้นหรือเพื่อดันให้ตัวเองไปต่อ หลายคนมี “ไอดอล” ที่เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ทั้งคนธรรมดาที่ลุกขึ้นมาดูแลเนื้อตัวและร่างกายตัวเอง รวมถึงคนดังและดาราก็สามารถกลายเป็นคนต้นแบบได้ ยิ่งในยุคโซเชียลมีเดียรุ่งเรืองเช่นนี้ แค่เปิดมือถือทุกคนก็สามารถออกกำลังกายไปพร้อมกับคนโปรดของเราได้ทุกๆ วัน
หนึ่งในไอดอลแห่งการออกกำลังวันนี้คงหนีไม่พ้น ฟ้าใส พึ่งอุดม เทรนเนอร์ ฟิตเนสเจ้าของฟิตเนส ฟิต จังชั่น (Fit Junctions) และล็อกอินอินสตาแกรม @fassai ที่มีผู้ติดตามนับแสนคน เล่าถึงการโพสต์รูปร่างหลังการเล่นฟิตเนสลงอินสตาแกรมจนมีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากว่า
“จุดเริ่มต้นการออกกำลังกายของผม เริ่มมาจากความที่เป็นคนตัวเล็ก ทำให้คนอื่นรังแกเราได้ง่าย ผมเลยคิดว่าผมน่าจะเล่นกีฬาสักอย่าง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ก็เริ่มจากการเล่นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว พอเริ่มเล่นศิลปะป้องกันตัวก็ต้องมีการเล่นเวตเข้ายิม เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอร่างกายแข็งแรงขึ้นใหญ่ขึ้นเราก็สามารถสู้กับคนอื่นเขาได้
“จนกระทั่งประมาณปี 2555 ผมเริ่มหันมาเข้าฟิตเนสเล่นกล้ามเพียงอย่างเดียว ประกอบกับคนในสังคมเริ่มนิยมเล่นอินสตาแกรมโพสต์รูปกัน ผมก็เลยโพสต์รูปตัวเองถอดเสื้อลงอินสตาแกรมเป็นรูปแรก จุดประสงค์ของการโพสต์รูปครั้งนั้นเพียงแค่เราต้องการจะเก็บไว้เป็นเหมือนภาพไดอารี่ส่วนตัวเพื่อวันหนึ่งข้างหน้าในอีก 2-3 ปี เราจะได้กลับมาเทียบเพื่อให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเอง ในช่วงเวลานั้นผมคิดแค่นั้นจริงๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีคนมากดฟอลโลว์ติดตามมากมาย
“ผมโพสต์รูปตัวเองลงไปได้สักระยะก็เริ่มมีคนกดติดตามเร้ากรู้สึกดีที่มีคนให้ความสนใจเรารู้สึกขอบคุณทุกคนที่ทำให้เรามาถึงจุดนี้ ในอินสตาแกรมบางคนก็สอบถามว่าออกกำลังกายแบบไหนอย่างไรเราก็ตอบกลับไปไม่เหมือนกับคนอื่นที่เน้นรูปอย่างเดียว แต่ผมให้ทั้งรูปและเนื้อหาเป็นประโยชน์ต่อทุกคน
“จากนั้นเราก็เริ่มเอาความรู้เรื่องการออกกำลังกายแนะนำให้กับคนอื่นๆ รับเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวบ้าง จนกระทั่งมียอดคนกดติดตามเข้าหลักแสน ผมก็เริ่มผันตัวออกมาเปิดฟิตเนสเปิดสอนผู้ที่สนใจออกกำลังกาย รวมทั้งตัดสินใจทำคอนเทนต์เกี่ยวกับการออกกำลังกายทั้งบทความและคลิปวิดีโอลงในยูทูบเฟซบ๊กุ และอินสตาแกรมให้ครบทุกช่องทางโซเชียลมีเดียมากขึ้น
สิ่งที่ผมมักจะบอกกับทุกคนที่ติดตามผมและสนใจการออกกำลังกายให้ได้รูปร่างที่สวยงามก็คือ รูปร่างที่ดีต้องใช้เวลาในการฝึกนานนับปีไม่ใช่เพียงใช้เวลาไม่กี่วันหรือกี่เดือน เหมือนกับสิ่งที่ผมทำได้โลกออนไลน์ผมใช้เวลากว่าจะได้ยอดไลค์หลักแสนนานกว่า 2 ปี การออกกำลังกายของคนเราก็เช่นกันครับต้องใช้เวลาและความอดทนจึงจะประสบความสำเร็จ”
สำหรับสาวๆ ที่ไม่ยอมแพ้แก่วัยต้องดู ภารุณี มุติวัฒนาสวัสดิ์ เป็นตัวอย่าง เพราะทำงานด้านแฟชั่นจึงต้องเป็นไม้แขวนเสื้อที่ดี แต่ก่อนนี้เธอเคยหุ่นผอมมาก ชนิดที่เรียกว่าไม่มีเชปเลย แต่วันนี้ Senior Vice Presidentแห่งแม็กกรุ๊ป สามารถใส่ยีนส์โชว์หุ่นเป๊ะ เซียะ สุดเฟิร์มด้วยกล้ามเนื้อขาแข็งแรงในวัย 46 ปี ไม่เคยทำให้ใครผิดหวัง ทุกครั้งที่โพสต์เฟซบุ๊ก-อินสตาแกรม ก็เรียกยอดไลค์ได้น่าปลื้มใจไม่น้อย แม้เป็นผู้บริหารที่ไม่ใช่ดาราดังที่จะได้ยอดไลค์กระหน่ำ
“ท่าโยคะที่ชอบโพส คือ Eka Pada Rajakapotasana โชว์ความยาวและแข็งแกร่งของช่วงขาได้ชัดเจนค่ะ แล้วทุกครั้งที่ดิฉันไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ ดิฉันเลือกโพสท่านี้จนกลายเป็นลายเซ็นของเราไปแล้วนะคะ มีแฟนคลับที่ตามกดไลค์กันพอสมควรค่ะแล้วล่าสุดก็มีครูโยคะที่เก่งมากๆ เข้ามาทักทายบอกว่าดิฉันกลายเป็นไอดอลของครูโยคะไปแล้วนะ ดิฉันกรี๊ดเลยอุทาน ว้าว...ตื่นเต้นจัง (หัวเราะ) แล้วครูก็บอกว่าขอก๊อบปี้ท่านี้ไปโพสท่าถ่ายรูปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ บ้างนะซึ่งการโพสท่าแบบนี้เป็นทั้งการบันทึกในสถานที่ที่เราไปและเป็นการบันทึกการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างเราที่เปลี่ยนแปลงไปตามวัยได้ชัดเจนเลยนะคะ
วัย 20-30 ปี ตอนนั้นไม่มีกล้ามเนื้อเลยแขนขาลีบๆ แห้งๆ ผอมแต่กลับมีไขมันสะสมมีพุงย้อยนะคะ ดิฉันชอบรูปร่างของตัวเองในวัยนี้ ส่องกระจกแล้วเราดูดี ใส่อะไรก็ไม่มีอะไรยื่นห้อยย้อยให้ขัดสายตาใคร (หัวเราะ)
นอกจากโพสต์รูป ดิฉันยังโพสต์คลิปการออกกำลังกายทุกๆอาทิตย์ แล้วแต่ละท่า ก็ต้องเรียกว่าท่ายาก เช่น Hanging Inverted Crunch ท่านี้ต้องปีนขึ้นไปบนราวโหนแล้วห้อยศีรษะลงมาโดยออกแรงต้านกับแรงโน้มถ่วง ทำให้เราต้องเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเหมือนกับการซิทอัพบนพื้นแต่นี่ทำกับราวโหนสูงจากพื้น ประโยชน์ของท่านี้นอกจากกล้ามท้องเฟิร์มมากๆ แล้ว ในทางจิตใจยังสร้างความกล้าหาญด้วยค่ะคือ ถ้าเราก้าวผ่านทำท่านี้ได้ เราก็ไม่กลัวอะไรอีก งานบริหารแฟชั่นที่มีเรื่องให้ต้องตัดสินใจแบบฉับพลันเกิดได้เสมอ ดิฉันไม่เคยกลัวการเลือกหรือทำอะไรเร็วๆ แล้วมีสมาธิดีมาก ตั้งแต่เข้าฟิตเนสจนเป็นวินัยวีกละ 3-4 ครั้ง
ดิฉันทำงานด้านเสื้อผ้าจึงชอบแต่งตัว ดิฉันไม่ชอบเสื้อผ้าสำหรับออกกำลังกายโดยเฉพาะเลยค่ะ รู้สึกว่าการออกกำลังด้วยเสื้อผ้าแบบนั้น ไม่รีแลกซ์ดูหนักหน่วงเกินไป แล้วเสื้อผ้าแฟชั่นสมัยนี้ก็เซ็กซี่ เช่น เสื้อครอป ก็เหมาะกับท่า Headstand หรือท่าหกคะเมนตีลังกามากๆเลยค่ะ คนเข้ามากดไลค์ คนที่ไม่รู้จักแต่เข้ามากดแอดเฟรนด์แล้วขอปรึกษาเรื่องชุดเข้ายิม แล้วใส่ตามที่เราแนะนำโพสต์กลับมาให้เราดู บางชุดก็มีเสื้อเกาะอกกับกางเกงยืดขาบานสีสันสดใส
ทุกๆ ครั้งที่โพสต์ลงเฟซบุ๊กก็ได้ยอดไลค์กระหน่ำ และมีคำถามตามมาด้วยคือ ขอ How to การแต่งตัวเข้าฟิตเนสดิฉันชอบแนะนำมากๆ ค่ะ เพราะเกี่ยวกับงาน แล้วชวนคนเข้ายิมด้วยความสนุกสนานขึ้นด้วยค่ะ”
หากเป็นเมื่อก่อนเราคงได้เห็นนักแสดงวัย 33 ปี อย่างเต้-นันทศัย พิศัลยบุตร ในโฉมที่ดูจะมีพุงนิดๆ แบบอาเสี่ยในสมัยนิยม แต่ด้วยความที่เจ้าตัวเบื่อตัวเองในกระจกเหลือเกิน ไม่ถึง 3 ปีดี เต้คนเดิมได้ขึ้นปกนิตยสารชื่อดังหลายฉบับ แถมยังไม่ได้ขึ้นเฉยๆ พ่อคุณคนนี้ยังถอดเสื้อโชว์หุ่นล่ำๆ ให้สาวๆ กรี๊ดกันแทบบ้ากับโฉมใหม่ที่เจ้ๆ เห็นเป็นต้องอยากเข้าไปกัด
แน่นอนว่าหลังจากอัพหุ่นงานก็รุ่งขึ้น แบบเจ้าตัวยังไม่คาดฝันทั้งในอินสตาแกรมที่มีคนตามเพียงหลักพันก็พุ่งสูงเหยียบแสนเข้าไปแล้ว เพราะนอกจากจะอัพกล้ามงามๆ ให้เห็นทุกวันแล้ว เขาเองยังเอาเทคนิคดีๆ ทั้งการออกกำลังกายที่ถูกต้อง แนะการกินที่ถูกหลัก บอกต่อเพื่อนๆ ที่คอยติดตามเสมอ แบบนี้จะไม่ให้เรียกไอดอลเรื่องสุขภาพตัวพ่อก็คงไม่ได้ ในวันที่ได้พูดคุยกันเต้ได้บอกเคล็ดลับความสำเร็จของเขาไว้เพียงสั้นๆ ว่า ถ้าใครอยากหุ่นดีเริ่มที่ต้องมีเป้าหมายและหาแรงบันดาลใจ
“คือผมเป็นคนชอบออกกำลังกายตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อเป็นนักกีฬาเทนนิสแชมป์ประเทศไทย ก็เลยรักการออกกำลังกายเป็นทุนอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อก่อนเราก็ออกกำลังกายปกตินะ เล่นกีฬาได้ทุกประเภท แต่หุ่นมันก็ยังไม่ดีสักทีก็เลยลองจริงจังไปเข้ายิมเลยนะเมื่อ 5 ปีก่อน ปรากฏว่าเล่นอยู่ 2 ปี เข้ายิมมั่งไม่เข้ามั่งกินแบบปกติมันก็ไม่เห็นผล คือเหมือนมันไม่มีแรงบันดาลใจที่จะเล่นเหมือนมันไม่มีเป้าหมายชัดเจน แล้ววันหนึ่งผมก็เจอแรงบันดาลใจจากผู้ชายคนหนึ่ง
“ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นก็มาจากเพื่อนผมเองคือ กำปั้น บาซูซึ่งวันนั้นเราไปเชียร์เขาเล่นคอนเสิร์ตเป็นเหมือนงานรียูเนียน แล้วมีซีนหนึ่งที่กำปั้มโดนฉีกเสื้อบนเวทีโชว์หุ่นเราเห็นสาวกรี๊ดกันแทบฮอลล์แตกเลย โฮ้! ทำไมมันเท่แบบนี้วะ จากนั้นผมตะโกนตรงนั้นเลยว่ากูต้องมีกล้ามให้ได้ ก็มีภาพกำปั้นบนเวทีเป็นแรงบันดาลใจเลย จากนั้นมาวันรุ่งขึ้นผมโทรหาเพื่อนเลยว่าแนะนำเทรนเนอร์เก่งๆ ให้หน่อยกูจะจริงจังหลังจากนั้นเราก็จริงจังมาก เทรนเนอร์ให้ทำอะไรเราทำหมด จากนั้นมา 6 เดือนหุ่นก็เปลี่ยนแปลง”เต้เล่าให้ฟังต่อว่าจุดที่ยากที่สุดของการเข้ายิมคือช่วง 3 เดือนแรก เพราะจะทรมานที่สุดเป็นช่วงที่หลายต่อหลายคนจะท้อ ซึ่งช่วงนี้เองที่เต้บอกว่าสิ่งสำคัญมากที่สุดคือ การมีเป้าหมายที่ชัดเจนและเอาแรงบันดาลใจที่มีมาผลักดันตัวเอง อย่างช่วงที่เต้ท้อเขาเองมักจะนึกถึงภาพของเพื่อนรักอย่างกำปั้นฉีกเสื้อบนเวที ให้ก้าวผ่านช่วงเวลาทรหดไปให้ได้ และถ้าหากผ่านไปได้หลังจากนั้นทุกอย่างจะเป็นระบบทั้งการออกกำลังและการควบคุมอาหาร
“พอเราหุ่นดีขึ้นทุกอย่างก็ดีขึ้น ชีวิตมันมีแต่เรื่องดีๆนะ จากการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ซึ่งมันบอกได้เลยนะว่าสุขภาพที่ดี มันทำให้เราทำในสิ่งที่ฝันได้ง่าย ถึงวันนี้ผมก็บรรลุเป้าหมายที่ผมวางไว้แล้ว มีหุ่นที่ดี มีงานเข้ามาแล้วยังมีธุรกิจสุขภาพ (Healthymealthailand) ซึ่งพอมาถึงจุดนี้เราจะรักษาทุกสิ่งไว้ มันยากกว่าการที่เราจะสร้างขึ้นมาอีกนะ ฉะนั้นเราต้องหาเป้าหมายต่อไปในการรักษาสุขภาพของเรา ตรงนี้แหละที่จะผลักดันเราก้าวไป ซึ่งถามว่ายากไหมกว่าจะมามีหุ่นแบบนี้ ผมขอบอกเลยว่าผมก็คนเหมือนกันเคยเป็นคนอ้วนมาก่อน แต่ทำไมผมทำได้ เพราะว่าผมมีเป้าหมาย ถ้าคุณอยากสุขภาพดีต้องมุ่งมั่นไปให้ถึงเป้าหมายขอให้สู้ตั้งใจกับมัน หาแรงบันดาลใจเพื่อผลักดันตัวเอง”







