
ขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวาง กระโดดกี่ครั้งก็ยังท้าทาย
เมื่อพูดถึงกีฬาขี่ม้า ภาพจำของหลายคนอาจจะนึกถึงเฉพาะการแข่งขันความเร็วของม้า
โดย...สมแขก
เมื่อพูดถึงกีฬาขี่ม้า ภาพจำของหลายคนอาจจะนึกถึงเฉพาะการแข่งขันความเร็วของม้า แต่จริงๆ แล้วการแข่งขันกีฬาขี่ม้าแบ่งย่อยเป็นประเภท ซึ่งสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทยได้กำหนดให้มีการแข่งขันตามข้อกำหนดของโอลิมปิก ซึ่งประเภทการแข่งในสโมสรต่างๆ แบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่ ศิลปะการบังคับม้า (Dressage) คือการขี่ม้าในสนามสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งผู้ขี่จะต้องบังคับให้ม้าทำท่าทางต่างๆ นานาตามคำสั่ง ผลการแข่งขันจะขึ้นอยู่กับว่าผู้แข่งสามารถควบคุมม้าให้ทำท่าได้ตามกำหนดหรือไม่ คล้ายกับกีฬายิมนาสติกลีลา เพียงแต่ Dressage คนกับม้าจะนับเป็นผู้เข้าแข่งขัน 1 ทีมประเภทที่สองคือกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง (Show Jumping) โดยจะมีเครื่องกีดขวางขนาดต่างๆ วางอยู่ในสนาม ผู้ขี่ก็ต้องบังคับให้ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางให้ได้ โดยมีการจับเวลาด้วย และ 3.อีเวนติ้ง (Eventing) คือการขี่ม้าในภูมิประเทศต่างๆ ขณะเดียวกันก็ต้องกระโดดข้ามอุปสรรค แต่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องตาย ถือว่าเป็นประเภทที่อันตรายที่สุดใน 3 ประเภท
สำหรับประเภทกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง โดย เสียงซอ เลิศรัตนชัย นักกีฬาขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางทีมชาติไทย วัย 19 ปี เจ้าของรางวัลเหรียญทองแดงประเภททีม ในการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่เมียนมา และครั้งที่ 28 ที่อินชอน เกาหลีใต้ อธิบายว่า วิธีการแข่งแต่ละครั้งจะเรียกว่าคอร์ส หนึ่งคอร์สจะมีเครื่องกระโดด 12 เครื่อง ระดับความสูงขึ้นอยู่กับระดับของการแข่งขัน เช่น ซีเกมส์ความสูงอยู่ที่ 1.30-1.40 เมตร เอเชียนเกมส์ 1.40-1.50 เมตร ผู้ที่มีคะแนนเสียน้อยที่สุดและทำเวลาได้ดีที่สุดจะเป็นผู้ชนะ
“การแข่งขันขี่ม้าเป็นกีฬาที่ชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันในทุกด้าน สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการต่างๆ ด้วยกัน โดยไม่มีข้อจำกัดหรือมีแต้มต่อเรื่องเพศ เมื่อได้รับชัยชนะก็ขึ้นรับเหรียญรางวัลที่แท่นเดียวกัน ไม่มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบ ขึ้นอยู่กับว่านักกีฬาจะปรับความเข้าใจกับม้าที่กำลังขี่ได้ดีมากแค่ไหน”
ก่อนเป็นนักกีฬาก็ต้องทำความรู้จักกับประเภทของกีฬาขี่ม้าเสียก่อน เบื้องต้นต้องเรียนศิลปะบังคับม้าพื้นฐานเสียก่อน “ซอค้นพบว่าตัวเองชอบขี่ม้าข้ามเครื่องกีดขวางที่สุดเพราะตื่นเต้น และมีความท้าทายที่ระดับความสูงของเครื่องที่เราต้องพาม้ากระโดดข้ามให้ได้ การกระโดดจะต้องอยู่ที่การตัดสินใจ แก้ไขสถานการณ์ เปรียบเทียบได้กับกีฬากระโดดสูงของคน ถ้าเกิดวิ่งมาแล้วเทกตัวใกล้ก็มีสิทธิชนไม้ หรือถ้าตัดสินใจเทกตัวไกลเกินไปก็ไม่สามารถกระโดดข้ามได้”
แต่กีฬาขี่ม้าจะมีสมาชิกเพิ่มมาหนึ่ง คือเราจะต้องเป็นทีมเวิร์กกับม้า เป็นกีฬาที่ม้ากับคนต้องไปด้วยกัน ไม่สามารถมีใครคนใดคนหนึ่งนำไปได้ เป็นกีฬาที่ต้องเข้าใจซึ่งกันและกัน ทุกอย่างอยู่ที่การฝึกซ้อมและการเรียนรู้ม้า ความยากคือเราต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ค่อนข้างเยอะ เวลาฝึกซ้อมไม่ได้หนักเท่ากับกีฬาอื่น เพราะม้ามีระยะเวลาในการซ้อมไม่มากแค่ 45 นาที ก็ต้องพัก เราต้องค่อยๆ พัฒนาและใส่ข้อมูล มันยากตรงที่ว่าเขาก็มีหัวใจและมีศักดิ์เป็นนักกีฬาเหมือนกัน กีฬานี้จึงต้องใช้เวลาในการทำความรู้จักกัน และทำยังไงให้เราเข้าใจเขาให้มากที่สุด” เสียงซอ อธิบายด้วยเสียงชัดเจน
เมื่อมีคำถามว่ากีฬาขี่ม้าอันตรายไหม? เสียงซอ บอกว่า แน่นอนว่าขี่ม้าเป็นกีฬาอันตราย เพราะเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ แต่ทำยังไงให้ลดความเสี่ยงนั่นคือต้องเรียนรู้เรื่องวิธีการตกม้าที่ถูกต้อง มีอุปกรณ์ป้องกัน และต้องมีสมาธิขณะที่อยู่บนหลังม้า “ต้องแก้ไขสถานการณ์ให้เร็ว กีฬาขี่ม้าต้องแก้ไขสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา อะไรก็เกิดขึ้นได้ในทุกเสี้ยววินาที ยิ่งเป็นกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง เวลาเราจะเข้าเครื่องกระโดดแต่ละครั้งสำหรับซอคือการตัดสินใจใหม่ทุกๆ ครั้ง เพราะว่ามันจะไม่เหมือนกันสักครั้ง
บางทีเราคิดว่าพอดี แต่ม้าบอกว่าไม่พอดี ทุกครั้งที่แข่ง ทุกครั้งที่ซ้อมคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าตลอดเวลา ในทุกๆ การแก้ไขสถานการณ์นั้นเราก็จะเก็บประสบการณ์ที่เราได้ทำ บางทีเราตัดสินใจพลาด เราก็มานั่งดูวิดีโอและหาทางแก้ไข กีฬานี้อยู่ที่ประสบการณ์ ยิ่งประสบการณ์เยอะก็ยิ่งได้เปรียบ”
เสียงซอ ส่งท้ายบทสนทนาด้วยประโยชน์ของการขี่ม้าที่เจ้าตัวได้รับ “โดยส่วนตัวซอว่ามันเป็นกีฬาค่อนข้างแปลกและมีความพิเศษกว่ากีฬาอื่น เพราะเรากำลังเล่นกับสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถพูดโต้ตอบกับเราได้ นี่คือเสน่ห์ของกีฬานี้ ม้าเป็นสัตว์ที่สง่างาม มีบุคลิกที่เจ๋ง ทำให้คนขี่มีบุคลิกดีไปด้วย เราได้ฝึกสมาธิ ฝึกบุคลิกภาพ สำหรับซอกีฬาขี่ม้าเป็นมากกว่ากีฬา กีฬาขี่ม้าสามารถสร้างชีวิตได้ ให้ทั้งระเบียบวินัย น้ำใจนักกีฬา เป็นกีฬาที่ครบเครื่องชนิดหนึ่ง”







