posttoday
ลดโลกร้อนเพื่อโลกเขียว

ลดโลกร้อนเพื่อโลกเขียว

16 กรกฎาคม 2553

....วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

 

 

ปัญหาในเรื่องของภาวะโลกร้อน (Global Warming) กำลังเป็นปัญหาที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ ด้วยการอภิปรายและถกเถียงกันตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยต่างเห็นพ้องต้องกันว่าทุกประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจังเพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว

นักวิชาการจำนวนมากเชื่อกันว่าสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนเกิดจากแนวความคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภายใต้ระบบทุนนิยมหรือวัตถุนิยมแบบสุดขั้ว คือ ต่างคนต่างเอาแต่ได้เป็นสำคัญ เพราะต่างมุ่งเน้นที่การผลิตจำนวนมากเพื่อลดต้นทุนให้ต่ำสุดในทุกรูปแบบ ทำให้ไม่ได้คำนึงถึงการทำลายสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ และที่สำคัญก็คือ ลัทธิบริโภคนิยมแบบฟุ่มเฟือยที่เน้นการเสพและใช้ทรัพยากรอย่างไม่ประมาณตน

ดังนั้น แนวความในคิดเรื่องของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” (Sustainable Development) จึงเกิดขึ้น ซึ่งหมายถึง “การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ทำให้คนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคตต้องลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการของตนเอง” (Development that meets the needs of the present without compromising the ability of future generations to meet their own needs)

แนวความคิดของการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการใช้และจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติอย่างประหยัดและคุ้มค่าที่สุด ในลักษณะของการเลือกใช้ “วัตถุดิบ” และ “เทคโนโลยีสำหรับการผลิต” จึงเป็นการลดภาวะโลกร้อนไปในตัว

ทุกวันนี้ภาวะโลกร้อนหรือภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น (ร้อนขึ้น) ก็เพราะในบรรยากาศมี “ก๊าซเรือนกระจก” (Greenhouse Gas) เพิ่มมากขึ้น

ก๊าซเรือนกระจกเป็นก๊าซที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นรังสีความร้อนหรือรังสีอินฟาเรดได้ดี ซึ่งมีทั้งที่อยู่ในธรรมชาติและไม่มีในธรรมชาติ ก๊าซเรือนกระจกที่ว่านี้มีความจำเป็นต่อการรักษาอุณหภูมิของโลกให้คงที่ เพราะถ้ามีมากไปก๊าซนี้ ก็จะปกคลุมโลกของเราหนาขึ้น โลกก็ร้อนขึ้น

ก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญชนิดที่มีอยู่ในธรรมชาติ ได้แก่ ไอน้ำ โอโซน (O3) คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) เป็นต้น และชนิดที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ ได้แก่ ซัลเฟอร์เฮกซะฟลูออกไรด์ (SF6) ไฮโดรฟลูออไรคาร์บอน (HFCs) เปอร์ฟลูออโรคาร์บอน (PFCs) และคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs)

ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น 0.74 องศาเซลเซียส

ความร่วมมือระหว่างประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อลดภาวะโลกร้อน อันเป็นผลจากการประชุมสัมมนาระหว่างประเทศ ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค เมื่อปี2552 เรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (Climate Change)” จึงมีพัฒนาการมาเป็นลำดับ โดยประเทศต่างๆ เรียกร้องให้ประเทศผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรายใหญ่และประเทศผู้ปล่อยมลภาวะจำนวนสูง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศอินเดีย ลดการปล่อยก๊าซจากการประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อจะได้ลดภาวะก๊าซเรือนกระจก แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่สัมฤทธิผล จึงทำให้สังคมโลกยังจะต้องผลักดันและเรียกร้องกันต่อไป

การลดภาวะโลกร้อนในภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเริ่มจากกระบวนการผลิตในโรงงานที่ต้องมุ่งเน้นตั้งแต่ “การเลือกใช้วัตถุดิบ” โดยผลักดันย้อนกลับด้วยการเลือกซื้อจาก “ผู้ขาย” หรือ “ซัพพลายเออร์” ที่มีระบบบริหารจัดการผลิตที่ดี ไม่ก่อมลภาวะ ไม่ปล่อยคาร์บอนเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดและวัตถุดิบที่จะผ่านเข้ากระบวนการผลิตนั้น ควรมีการสูญเสียจากกระบวนการผลิตน้อย โดยสามารถใช้แบบหมุนเวียน หรือรีไซเคิลได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

และที่สำคัญสำหรับโรงงานอีกประการหนึ่ง ก็คือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือใช้ให้น้อยที่สุด สูญเสียพลังงานในกระบวนการผลิตน้อยที่สุด โดยมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในการผลิตจะต้องเพิ่มสัดส่วนของการใช้ “พลังงานทดแทน” ให้มากขึ้นด้วย

ทุกวันนี้เราต่างรู้ว่าโลกร้อนขึ้น เพราะเราต่างอยู่ด้วยการ “เอาเปรียบ” โลกใบนี้ ทั้งการผลิตและการบริโภคที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ห่วงหาอาทร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวัฒนธรรมในการผลิตและการบริโภคด้วย “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงมีความสำคัญมากขึ้นทุกที

เมื่อความร้อนของโลกยังไม่ลด โลกสีเขียวก็จะไม่เกิด ความยั่งยืนก็เป็นไปได้ยาก ครับผม!

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน