posttoday
ลมหายใจสุดท้ายของ ‘ชุมชนวัดกัลยาณ์’

ลมหายใจสุดท้ายของ ‘ชุมชนวัดกัลยาณ์’

27 กันยายน 2558

“วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” หรือ “วัดกัลยาณ์” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463

โดย...ขุนอิน

“วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” หรือ “วัดกัลยาณ์” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2463 โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ (เจ้าสัวโต แซ่อึ้ง) ว่าที่สมุหนายก ต้นสกุล กัลยาณมิตร ได้อุทิศบ้านและที่ดินถวายแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ต่อมาได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกัลยาณมิตร”

วัดนี้อุดมด้วยคุณค่าทางประวัติศาสตร์และปูชนียสถานและถาวรวัตถุล้ำค่ามากมาย อาทิ พระวิหารหลวง พระพุทธไตรรัตนนายก หรือหลวงพ่อโต (ซำปอกง) เป็นต้นจนได้รับการขึ้นทะเบียนจากกรมศิลปากรให้เป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2492

นอกจากนี้ มีที่ดินบางส่วนให้ชาวบ้านเช่าเป็นที่อยู่อาศัย “สมัยนั้นยังใช้การคมนาคมทางน้ำเป็นหลัก ผู้คนใช้ชีวิตบนเรือ พอสร้างวัดขึ้น พระก็บิณฑบาตลำบาก ท้ายที่สุดจึงให้ชาวบ้านเช่าที่ดินปลูกบ้านเรือนอยู่อาศัย เพราะเห็นว่าควรให้ชาวบ้านเข้ามาช่วยทำนุบำรุงวัด และคนที่ช่วยดูแลวัดตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็คือ ชุมชนวัดกัลยาณ์” ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ทายาทตระกูลกัลยาณมิตรกล่าวถึงเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษในการบริจาคที่ดินผืนนี้

ลมหายใจสุดท้ายของ ‘ชุมชนวัดกัลยาณ์’

 

แต่วันนี้ชุมชนที่อยู่มานานนับร้อยปีกลับต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน หลังชาวบ้านลุกขึ้นคัดค้านไม่ให้เจ้าอาวาสทุบทำลายโบราณสถานเพื่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใหม่ ผลคือถูกขับไล่ออกจากที่ดินวัด โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า

ย้อนกลับไปเมื่อ พ.ศ. 2546 หลังจากพระธรรมเจดีย์ (ประกอบ ธมฺมเสฏฺโฐ) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสองค์ใหม่ ได้เดินหน้าบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถานภายในวัด อ้างเหตุผลว่าเก่าแก่ทรุดโทรม กรมศิลปากรขอให้หยุดแต่ไม่เป็นผล จนมีเรื่องฟ้องร้องดำเนินคดีกับทางวัดข้อหาทำลายโบราณสถาน ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535)

ระหว่าง พ.ศ. 2551-2558 มีทั้งหมด 22 รายการ รวมทั้งการบูรณะโดยไม่ได้ขออนุญาตอีก 5 รายการ ปัจจุบันวัดกัลยาณมิตรและกรมศิลปากรมีคดีฟ้องร้องที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา 16 คดี ใน 45 รายการ ของโบราณสถานและโบราณวัตถุ หากศาลตัดสินว่ามีความผิด ผู้ละเมิดจะมีโทษฐานทำลายโบราณสถาน จำคุก 1 ปี และปรับ 10 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ก็คือ ทางวัดได้ประกาศยกเลิกสัญญาเช่าที่ดินบางส่วนของชุมชนวัดกัลยาณ์ ให้ชาวบ้าน 56 หลังคาเรือน จากทั้งหมด 230 หลังคาเรือน ออกจากพื้นที่ ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม พร้อมกำลังตำรวจ ทหาร และชายฉกรรจ์กว่าครึ่งร้อย เดินทางเข้าปิดล้อมและยึดทรัพย์สินของบ้านหลังหนึ่งภายในชุมชนวัดกัลยาณ์ เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา

“ผมไม่ได้เก็บข้าวของแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะไม่รู้ล่วงหน้ามาก่อน ไม่มีหมายแจ้งเตือนบอกกล่าวอะไรทั้งนั้น มาถึงก็ทุบเลย มันเจ็บปวดมากๆ”

ลมหายใจสุดท้ายของ ‘ชุมชนวัดกัลยาณ์’

 

ชัยสิทธิ์ กิตติวณิชพันธุ์ เจ้าของบ้านหลังแรกที่ถูกไล่รื้อ บอกด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“เราอยู่กันมาตั้งแต่รุ่นปู่ทวดยันรุ่นหลานเหลน จู่ๆ ก็จะไล่เราออก เพียงเพราะแค่เราไม่เห็นด้วยกับการทุบทำลายโบราณสถาน เจ้าอาวาสก็ไม่เคยลงมาคุยเลย ไม่ยอมให้เข้าพบ ไม่แม้แต่จะออกมาบิณฑบาต เหตุผลที่วัดอ้างว่าจะไล่รื้อชุมชนเพื่อนำที่ดินไปสร้างเป็นแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่ทำกลับเป็นการทุบทำลายประวัติศาสตร์ ทำลายทั้งโบราณสถานภายในวัด ทำลายทั้งวิถีชุมชนรอบวัด”

บรรยากาศความวิตกกังวลแผ่ซ่านภายในชุมชนวัดกัลยาณ์ ชาวบ้านนั่งจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันหน้าบ้าน ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะถึงคิวตัวเอง ใครจะถูกไล่รื้อเป็นรายถัดไป บางคนถึงกับร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย เพราะยังไม่มีแผนการรองรับใดๆ ทั้งสิ้น ป้ายประท้วงต่อต้านการกระทำของวัดถูกติดไว้ทั่วชุมชน สะท้อนความรู้สึกอันเจ็บปวดของชาวบ้านออกมาได้อย่างแจ่มชัด

ชะตากรรมของชาวชุมชนวัดกัลยาณ์ในวันนี้คงทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าพยายามประสานกับทางวัด เจรจาขอให้หยุดไล่รื้อชั่วคราว และยืดเวลาออกไปอีกอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อให้ชาวบ้านได้เตรียมตัวตั้งหลักชีวิตต่อไป

อนาคตของชาวบ้านชุมชนวัดกัลยาณ์ช่างมืดมนและน่าเป็นห่วงยิ่ง

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอลโลก 2026 เช็กที่นี่ ตารางแข่งบอลโลก 2026 บอลโลกวันนี้

โปรแกรมบอลโลก 2026 เช็กที่นี่ ตารางแข่งบอลโลก 2026 บอลโลกวันนี้