
นิค เดย์ ชีวิตพอดีที่เมืองไทย
โดย...กองทรัพย์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
โดย...กองทรัพย์ ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์
“มักจะมีคนบอกว่าผมเป็นคนอังกฤษปลอม” นิค เดย์ มาร์เก็ตติ้งหนุ่ม จากบริษัท ดีดับเบิ้ลยูพี (dwp-design worldwide partnership) บริษัทออกแบบภายในและสถาปนิกระดับโลก ในวัย 29 ปี นิคสื่อสารกับเราด้วยภาษาไทยที่ค่อนข้างชัดเจน เขายิ้มเล็กๆ ก่อนจะบอกเหตุผลว่าทำไมใครๆ จึงไม่คิดว่าเขาเป็นคนอังกฤษ
“หนึ่งเพราะผมไม่ดูฟุตบอล สองผมไม่ดื่มชา สามสำเนียงอังกฤษของผมหายไปหลังจากมาอยู่เมืองไทย” นิค เล่าต่อว่า เวลา 9 ปีในเมืองไทยทำให้เขาเดาไม่ออกว่าสำเนียงผู้ดีของเขาหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ตัวอีกทีเขาก็เป็นคนอังกฤษที่ไม่มีสำเนียงอังกฤษเสียแล้ว “ทำไมเป็นแบบนั้นก็ไม่รู้ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะผมเรียนภาษาไทย ผมใช้ภาษาไทยสื่อสารกับเพื่อนครึ่งหนึ่งที่เป็นคนไทย ส่วนเพื่อนต่างชาติส่วนใหญ่ก็เป็นอเมริกัน ออสเตรเลียน สเปน ฟิลิปปินส์ เพื่อนที่เป็นคนอังกฤษน้อยและไม่ค่อยได้เจอกัน
ผมไม่รู้สึกแปลกอะไร และสนุกดีที่มีคนมาถามว่าเรามาจากประเทศไหน ถ้าคนเดาออกอาจจะบอกได้ว่าเราเป็นคนยุโรป แต่พอฟังสำเนียงที่เราพูดอาจจะเดาไม่ได้ว่าเราเป็นคนชาติไหนกันแน่ (หัวเราะ) เขาอาจจะคิดว่าเป็นเนเธอร์แลนด์ เยอรมัน รัสเซีย แต่ไม่มีใครคิดว่าผมเป็นคนอังกฤษเลยสักคน”
ย้อนกลับไปก่อนที่จะมาหลงเสน่ห์เมืองไทย หนุ่มอังกฤษคนนี้บอกว่า เขาอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ ของอังกฤษ ที่มีอาณาเขตติดกับลอนดอน หลังจากเรียนจบมัธยมปลาย ก็สมัครเป็นอาสาสมัครของ Project Trust (www.projecttrust.org.uk) เป็นเวลา 1 ปี ก่อนจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และประเทศที่ได้มาคือ เมืองไทย
“ผมอยากเห็นโลกกว้าง อยากผจญภัย ได้เห็นความเป็นไปของโลก ที่จริงก็ไม่ได้เจาะจงเลือกเมืองไทย แต่ไทยเป็นหนึ่งประเทศที่น่ามา และที่เขาเลือกให้เรามาที่นี่ เพราะว่าเราคงเหมาะสมกับโปรเจกต์ที่เขามีในเมืองไทย งานของผมคือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนศรียาภัย จ.ชุมพร ระหว่างนั้นก็ไปท่องเที่ยวบ้าง หลังจากครบกำหนดเวลา 1 ปีก็กลับไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยเลสเตอร์ ประเทศอังกฤษ เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ แต่เรียนได้เพียงสัปดาห์เดียวก็ขอย้ายไปเรียนในลอนดอน ด้วยเหตุผลที่ว่าผมไม่ชอบเศรษฐศาสตร์แบบที่เลสเตอร์สอน”
การตัดสินใจของนิคตอนนั้น มีส่วนทำให้เขาต้องเกี่ยวพันกับเมืองไทยอีกครั้ง และเหมือนหนนี้จะกินเวลายาวนานกว่า “ผมย้ายมาเรียนที่ SOAS (The School of Oriental and African Studies) เป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอน ที่สอนเรื่องเอเชียและแอฟริกา เขามีสอนภาษาไทยด้วย ที่จริงก็ยังชอบเศรษฐศาสตร์อยู่ ก็เลยเรียนเศรษฐศาสตร์ไปด้วยครึ่งหนึ่ง และเรียนภาษาไทย การอ่าน การเขียน การพูด ควบคู่ไปด้วย พอขึ้นปีที่ 3 มีโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษา ผมจึงมาเรียนที่สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ 1 ปี ที่นี่ทำให้ได้เพื่อนชาวไทยเพิ่มขึ้นอีกเยอะ”
ชีวิตในรั้วธรรมศาสตร์ทำให้นิคได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันเกือบ 100% ใช้ตำราเรียนเป็นภาษาไทย อ่านหนังสือปรัชญาตะวันออกด้วยภาษาไทย แม้จะงงแต่ก็ทำให้เพิ่มความรู้ภาษาไทยได้มากทีเดียว
“จากนั้นผมก็กลับไปเรียนที่อังกฤษต่อจนครบ 4 ปี แต่ไม่กี่สัปดาห์หลังเรียนจบ ผมก็ตัดสินใจกลับมาเมืองไทยอีก คราวนี้อยู่ยาวจนถึงปัจจุบันเลย”
งานแรกที่เมืองไทยของนิค คือเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต แม้จะชอบการเป็นอาจารย์ แต่ว่าการไม่การันตีความก้าวหน้าสำหรับครูชาวต่างชาติ ทำให้นิคต้องเบนเข็มไปทำงานแปลและตรวจเอกสาร (English Editor) ให้กับบริษัทกฎหมายนานาชาติ และจากนั้นก็ได้ทำงานเป็นนักเขียนภาษาอังกฤษให้กับนิตยสารด้านอุตสาหกรรม นิตยสารที่เกี่ยวกับการผลิตอาหาร และนิตยสารโลหะการ ซึ่งทั้งสามแบบล้วนต้องอาศัยความชำนาญ
“เราไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรม แต่งานนี้ทำให้เราอ่าน และเรียนรู้เพิ่มเติม พอเวลาผ่านไปก็ได้ความรู้เพิ่มขึ้นตลอด จากนั้นก็ได้ขึ้นเป็นบรรณาธิการของ 3 เล่ม ทำอยู่ 2 ปีกว่า จึงย้ายมาทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งจนถึงปัจจุบัน”
ดูเหมือนหนุ่มอังกฤษคนนี้จะไม่มีปัญหาอะไรกับชีวิตในเมืองไทย เขาบอกว่า อาจจะเป็นเพราะเรียนภาษาไทยมาก่อนก็เลยทำให้เข้ากับคนไทยได้ง่าย “อันนี้ผมคิดว่าสำคัญ เพราะถ้าพูดภาษาไทยไม่ได้เลยอาจจะมีปัญหามากกว่านี้ เพื่อนก็อาจจะน้อย อาจจะจำกัดเฉพาะคนไทยที่พูดภาษาอังกฤษเป็น ถ้าพูดภาษาไทยได้เราจะได้เพื่อนมากขึ้น”
ภาษาไทยสำหรับนิค “ผมว่าการเรียนพื้นฐานไม่ค่อยยาก แต่การเรียนระดับวรรณกรรมหรือปรัชญาจะยากขึ้น เพราะมีคำศัพท์แปลกประหลาดศัพท์ที่เราไม่คุ้น ไม่ค่อยได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ผมเคยเรียนวรรณกรรมไทยตั้งแต่อยู่อังกฤษ อาจารย์ที่สอนเขาสนใจภาพยนตร์ไทยที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนา เราก็เลยได้ดูหนังไทยและอ่านหนังสือไปด้วย ชอบหนังเรื่องมนต์รักทรานซิสเตอร์ อินทรีทอง หมานคร หรือวรรณกรรมที่สะท้อนว่าอะไรเกิดขึ้นในสังคมไทยเรื่อง คำพิพากษา เป็นเรื่องที่ผมได้มีโอกาสอ่าน”
เมื่อถามว่าติดใจอะไรเมืองไทย เจ้าตัวทำท่าคิดเล็กน้อยก่อนจะบอกว่า “ชอบอยู่ที่นี่ มีเพื่อนหลายคนอยู่ที่นี่ จริงๆ มีงานหนึ่งที่ต้องไปประจำที่สิงคโปร์ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจว่าไม่ไป เพราะอยากอยู่ที่นี่มากกว่า ก็เรียนภาษาไทยมาตั้งนาน (หัวเราะ) และอีกอย่างหนึ่งผมไม่ได้ชอบอากาศหนาวแม้จะอยู่อังกฤษมาก็เถอะ และการอยู่เมืองไทยก็ดีตรงที่ไม่มีอากาศหนาวเลย (หัวเราะ)”
นิคไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นคนไทย หรือรักเมืองไทยมากแค่ไหน เขาบอกแต่เพียงว่าชอบเมืองนี้ ชีวิตของเขาพอดีและลงตัวแล้วกับเมืองไทย







