
เอดส์ไม่ใช่โรคร้าย พบเร็วควบคุมได้
เอดส์ ถ้าย้อนไปตอนที่ยังไม่มียาต้านไวรัสเอดส์ หรือเอชไอวี คนที่ติดเชื้อแทบจะนั่งรอความตายด้วยความสิ้นหวัง ทั้งผู้คนรังเกียจ
โดย...วรธาร ทัดแก้ว ภาพ : คลังภาพโพสต์ทูเดย์
เอดส์ ถ้าย้อนไปตอนที่ยังไม่มียาต้านไวรัสเอดส์ หรือเอชไอวี คนที่ติดเชื้อแทบจะนั่งรอความตายด้วยความสิ้นหวัง ทั้งผู้คนรังเกียจ แต่พอมียาต้านยิ่งในปัจจุบันยาต้านมีประสิทธิภาพสูง เอดส์ก็ไม่ได้น่ากลัวเหมือนก่อน คนที่ติดเชื้อสามารถดำเนินชีวิตได้เช่นคนปกติทั่วไป และอยู่ร่วมกันในสังคมได้สบายๆ ซึ่งถ้าไม่บอกว่าตัวเองติดเชื้อก็ยากที่ใครจะรู้
สำหรับโรคเอดส์ซึ่งเริ่มต้นค้นพบในทศวรรษที่ 1970 นั้น ส่วนใหญ่ติดต่อกันในหมู่ชายรักชาย เมื่อยุคก่อนจึงเรียกกันว่า “มะเร็งเกย์” ทว่าจริงๆ แล้วโรคเอดส์หรือเชื้อเอชไอวีนั้นเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชายกับชาย หรือชายกับหญิงล้วนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อได้ทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่มีกลุ่มคลูคลักซ์แคลน (Klu Klux Klan) ออกมาบอกให้กำจัดเกย์ชายรักชายให้หมดจากโลกแล้วเอดส์ก็จะหายไป จึงไม่ต้องตรงกับความเป็นจริง
สถานการณ์เอดส์ในประเทศไทย
ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า สถานการณ์เอดส์โลกและไทยต้องบอกว่าลดลงอย่างมาก และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยตัวเลขผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 40 ล้านคน แบ่งเป็นได้รับยาต้านไวรัสประมาณ 15-20 ล้านคน ส่วนที่ไม่ได้รับยาต้านทั้งหมดเพราะเมื่อก่อนการรักษาจะรอจนคนไข้เริ่มป่วยจึงจะให้ยา ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลข้างเคียง ซึ่งต่างจากทุกวันนี้พอรู้ว่าติดเชื้อแพทย์จะให้กินยาต้านทันที ซึ่งยาต้านปัจจุบันมีความปลอดภัยสูง
“นี่คือข้อมูลคร่าวๆ ถ้าแน่นอนดูสถิติจากองค์การอนามัยโลก ขณะที่ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อประมาณ 5 แสนราย ผู้ที่เป็นหนักๆ คือเป็นโดยไม่รู้ตัว หรือคนต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 2-3 หมื่นคน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนลดลงมาก ผู้ที่เป็นส่วนมากอยู่ในวัยทำงาน สาเหตุใหญ่ๆ มาจากมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกัน ส่วนอื่นๆ ถือว่าน้อยมาก เช่น การใช้ยาเสพติดจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เมื่อก่อนใช่ แต่เดี๋ยวนี้คนเสพหันไปใช้สารอย่างอื่น หรือใช้เข็มที่สะอาด ส่วนระบบการให้เลือดก็ไม่เสี่ยง เพราะกระบวนการรับบริจาคเลือดทุกวันนี้ทำดีมาก หรือจากแม่สู่ลูกก็แทบไม่เห็น เพราะมีกระบวนการป้องกันที่ดี คงเหลือสาเหตุเดียว คือการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ซึ่งไม่ว่าจะเป็นชายกับชาย หรือชายกับหญิงก็เสี่ยงหมด”
ด้าน ศ.เกียรติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ก็กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์เอดส์ในประเทศไทยดีขึ้นกว่า 15 ปีที่แล้วมาก มีคนไทยที่ติดเชื้อใหม่ในแต่ละปีน้อยลง คนที่ตายจากเอดส์น้อยลง ยกตัวอย่าง เวลานี้สมมติคนไทยติดเชื้อประมาณ 8,000-1 หมื่นคน ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนติดเชื้อเอดส์ 1-1.5 แสนคน และเสียชีวิตน้อยลง ต่างจากเมื่อก่อนเสียชีวิตเกือบปีละแสนคน ตอนนี้มีไม่ถึง 5,000 คน/ปี เหตุผลที่ผู้ติดใหม่และเสียชีวิตน้อยลง เนื่องจากตอนนี้คนไทยเข้าถึงระบบการรักษาดีขึ้นโดยเฉพาะการได้รับยาต้านไวรัสที่ดี ทำให้ไม่ป่วย ไม่ตาย ไม่แพร่เชื้อ และส่งต่อเชื้อให้คนอื่น
ชาวสีม่วงยังคงเสี่ยง
นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า สมัยก่อนคนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นชายกับผู้หญิงทั่วๆ ไป แต่เวลานี้กลุ่มหลักคือกลุ่มชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย อยู่ที่ประมาณ 50% ส่วนผู้ที่ใช้ยาเสพติดประมาณ 10% หญิงและชายขายบริการรวมถึงลูกค้าของกลุ่มนี้อีก 10% อีก 30% ที่เหลือเป็นคู่หญิงชายตามปกติ ที่ฝ่ายหนึ่งติดเชื้ออยู่ก่อนอีกฝ่ายไม่ทราบแล้วแพร่ให้กัน
“ต้องยอมรับว่ากลุ่มชายรักชายมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ เพราะคนกลุ่มนี้จะมีคู่เยอะ แล้วเวลามีเพศสัมพันธ์กันบางครั้งไม่ป้องกันเลย หรือบางทีใส่ถุงยางแล้วถุงแตก เหล่านี้ถือว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง เวลามีเพศสัมพันธ์จึงเสี่ยงติดเชื้อเอดส์สูงตามไปด้วย คนกลุ่มนี้ถ้าป้องกันตลอดไม่พลาด ไม่ถือว่ามีพฤติกรรมเสี่ยง ต้องแยกคนละส่วน”
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ กล่าวต่อว่า กลุ่มหญิงหรือชายทั่วไป ไม่ว่าสามีภรรยา หรือคนรักกันอยู่ด้วยกันก็ถือว่ามีความเสี่ยงได้เหมือนกัน ตราบใดที่ไม่เคยไปตรวจเลือด เพราะสามีภรรยาบางคนอาจจะติดเชื้อมาก่อนแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นก็ได้ แต่มารู้ตัวตอนป่วยหนักไปหาหมอตรวจ จึงจะรู้ตัวว่าแพร่ให้คู่รักไปก็สายไปแล้ว
“คนที่เป็นภรรยาสามีอยู่กินกันมา จะมีใครบ้างคิดว่าตัวเองเสี่ยงติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนก็คิดว่าตัวเองไม่เสี่ยง แต่ต้องบอกว่าความคิดอย่างนี้เสี่ยง ถ้าถามว่าคุณแต่งงานมีภรรยาสามีคนเดียวไม่เคยนอกใจ ใช่ คุณก็จะคิดว่าไม่เสี่ยง แต่คุณรู้ไหมล่ะว่า ก่อนที่เขากับคุณจะแต่งงาน เขาไปมีอะไรกับใครก่อนหรือเปล่า หรืออยู่กินกันแล้วเขาไม่มีใครอีก
ผมบอกได้เลยว่า ตราบใดที่ไม่เคยไปตรวจเลือดในชีวิต ก็ถือว่าอยู่บนความเสี่ยงเหมือนกันหมด ซึ่งต้องบอกว่ากลุ่มนี้เสี่ยงมากถึง 30% ผมแนะนำให้ตรวจเลือดพร้อมกันครับ ถ้าไม่เป็นทั้งคู่ก็ไม่ต้องไปตรวจอีก ตราบใดที่ตัวเองไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ไปมีอะไรกับคนอื่นโดยไม่ป้องกัน แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งเป็น อีกคนไม่เป็น โอกาสที่อีกคนจะได้รับเชื้อก็จะไม่มีเพราะรู้ก่อนป้องกันได้”
ติดเอดส์เพราะไว้ใจ-ทั้งเมาแล้วเผลอ
หน่อย (นามสมมติ) สมาชิกชมรมเพื่อนวันพุธ ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย เล่าสาเหตุของการติดเชื้อเอชไอวีให้ฟังว่า ติดมาประมาณ 20 ปีแล้ว ปรากฏอาการเมื่อปี 2536 ไปตรวจและรู้ว่าติดเชื้อเมื่อปี 2540 สาเหตุ น่าจะเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ วางใจในคู่รักตัวเอง และดื่มแอลกอฮอล์เมาไม่มีสติ แล้วเผลอไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นโดยไม่ได้ป้องกัน
“กับแฟนที่คบและอยู่กันมานาน แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว เขาห่างและหายไปตั้งแต่ปี 2536 ตอนแรกๆ เวลามีเพศสัมพันธ์เราก็ป้องกันตลอด แต่ตอนหลังหลังจากมีอะไรกัน เขามักพูดว่าไม่ไว้ใจผมเหรอ ผมไปตรวจเลือดเรียบร้อยไม่มี จากนั้นกับเขาก็ไม่ได้ป้องกันอีกเลย ส่วนเรื่องเมาแล้วไปมีอะไรกับคนอื่นก็ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย และคนที่ไปมีอะไรด้วย ก็คิดว่าไม่น่าจะมีเชื้อพวกนี้จึงไม่ได้ป้องกัน”
หน่อยเล่าให้ฟังถึงอาการที่เป็นในตอนแรกให้ฟังว่า มีอาการทางผิวหนังคือเป็นสะเก็ดเงิน หรือที่ชาวบ้านเรียกเรื้อนกวาง รักษาอย่างไรก็ไม่หาย จึงตัดสินใจไปตรวจที่คลินิกนิรนาม และพบว่าตัวเองติดเชื้อเอชไอวี
“สมัยนั้นคนที่เป็นมักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน แต่ด้วยใจที่เข้มแข็งก็หันมาดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกาย เลิกเหล้า บุหรี่ทุกอย่าง เข้าวัดทำบุญช่วยให้จิตดีขึ้น กินยาต้านอย่างมีวินัย และไปพบหมอตามนัด ทุกวันนี้ร่างกายแข็งแรง น้ำหนัก 56 สูง 157-158 ซม. โรคแทรกซ้อนที่เคยเป็นทุกอย่าง เช่น เรื้อนกวางหาย ซีดีโฟร์ (CD4) หรือเม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับเชื้อสูงมาก ตอนนี้ตรวจหาเชื้อไม่เจอแล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราหายจากโรคนี้ ยังคงเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยู่”
อย่ามองแค่รูปลักษณ์ ฐานะ ตำแหน่ง
ดร.อรณัฏฐ์ นครศรี อดีตพยาบาลโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง และเคยดูแลคนไข้เกย์รายหนึ่งที่ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งคนไข้รายนี้ก่อนเสียชีวิตได้ถ่ายทอดเรื่องราวของเขาให้เธอฟังว่า เขาเป็นหนุ่มแบงก์ไฮโซ หน้าตาดี ครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นผู้ชายที่มีแฟนสาวหน้าตาสวย แต่ตอนหลังค้นพบตัวเองว่าเป็นชายรักชาย ต่อมาโชคดีที่ไปเจอผู้ชายแสนดีคนหนึ่งและตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แต่แล้วความสุขก็เปลี่ยนเป็นความทุกข์ เมื่อเขาไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นหลายคนโดยที่ไม่ได้ป้องกันและได้รับเชื้อมา พอไปตรวจและรู้ว่าติดเชื้อ ก็สารภาพกับแฟน พร้อมกับให้แฟนไปตรวจ และโชคดีที่ไม่เป็นเหมือนเขา
“เขาเล่าว่าชายๆ ที่เขาไปนอนด้วย ล้วนมีฐานะดี ทั้งการเงินและฐานะทางสังคม เป็นระดับไฮโซ ขับรถราคาแพงเกือบทั้งสิ้น รูปลักษณ์ภายนอกแต่ละคนดูดีไปหมด เขาจึงไม่คิดว่าคนกลุ่มนี้จะติดเชื้อเอชไอวี และเพราะคิดว่าความดูดีนี่เอง ทำให้เขาประมาทไม่ป้องกัน จนนำมาซึ่งโรคร้าย ซึ่งกว่าจะรู้ตัวและไปตรวจก็สายเกินไป เพราะเชื้อลุกลามไปจนภูมิต้านทานต่ำมาก โรคแทรกซ้อนเยอะจนในที่สุดเขาก็เสียชีวิต”
ดร.อรณัฏฐ์ เล่าตลอดช่วงเวลาที่เขามาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลให้ฟังว่า แฟนของเขาซึ่งไม่ได้ติดเชื้อด้วย แม้จะรู้ว่าเขาติดเชื้อร้ายยังไม่ทิ้งเขาไป ทั้งยังหมั่นมาดูแลที่โรงพยาบาลตลอดจนลมหายใจสุดท้ายของเขา ขณะที่เธอในฐานะพยาบาล นอกจากต้องดูแลคนป่วยตามหน้าที่แล้ว ยังได้ทำสิ่งหนึ่งให้แก่เขาคือการตัดผมให้
“วันหนึ่งเขาลงไปข้างล่างเพื่อไปตัดผมที่ร้าน แต่เขาต้องกลับขึ้นมาด้วยความผิดหวัง เพราะร้านตัดผมไม่มีร้านไหนในละแวกนั้นตัดให้ ซึ่งการที่ทางร้านไม่ตัดให้ คงเป็นเพราะร่างกายของเขาเวลานั้นใครเห็นคงคิดว่าเป็นโรคร้าย เขาเองก็คิดอย่างนั้น จิ๋วสงสารเขาเลยอาสาว่าถ้าพี่จะตัดให้จะยอมไหม เขาตอบต่อว่าถ้าพี่ไม่รังเกียจผมยินดีและขอบคุณพี่มาก” อดีตพยาบาลเล่าประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ให้ฟัง
เอดส์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่หลายคนคิด
นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า สำหรับคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรต้องไปตรวจเลือดอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง หรือทุก 6 เดือน หรือหลังจากที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีเพศสัมพันธ์กับ
คนอื่นโดยไม่ได้ป้องกันผ่านไป 2-4 สัปดาห์ เพื่อตรวจหาเชื้อให้เร็วที่สุด ถ้าเจอก็จะได้รักษาด้วยการรับยาต้านไวรัสทันที ไม่ต้องรอให้ภูมิต้านทานต่ำ แต่ปัญหาส่วนมากทิ้งไว้จนออกอาการจึงมาหาหมอ
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ กล่าวต่อว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหลังจากที่กินยาต้านไปประมาณ 6 เดือน ปริมาณเชื้อในเลือด ในน้ำคัดหลั่งต่างๆ จะน้อยมาก จนไม่สามารถไปแพร่เชื้อให้คนอื่นได้ และตอนนี้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขกำลังรณรงค์ให้ข้อมูลความรู้แก่บุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
“ปัจจุบันกลุ่มชายรักชายยังเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง รัฐบาลพยายามรณรงค์ให้คนกลุ่มนี้มาตรวจและรักษาทันที เช่น หลังมีพฤติกรรมเสี่ยง 2-4 สัปดาห์ หรืออย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ถ้าตรวจเจอก็ให้กินยาต้านทันที
ขณะเดียวกัน ถ้าระหว่างที่ตรวจหาเชื้อไม่เจอ เพื่อรอมาตรวจใหม่ใน 6 เดือน ทางหมอจะให้ยาต้านไวรัสตัวเดียวกับที่รักษาไว้ก่อน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เรียกว่า การให้ยาต้านก่อนสัมผัสเชื้อ หรือที่เรียกว่า เพร็พ แต่กรณีนี้อยู่ในช่วงศึกษาผู้ป่วยยังต้องซื้อยากินเองอยู่ แต่ที่คลินิกนิรนามคิดราคาถูกวันละ 30 บาท หรือเดือนละประมาณ 600 กว่าบาท รวมเจาะเลือดด้วย”
นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า แม้โรคนี้จะไม่มียารักษาให้หายขาด แต่ต้องยอมรับว่ายาต้านไวรัสในปัจจุบันมีประสิทธิภาพสูงมาก คนที่ติดเชื้อไม่ต้องกลัว ขอเพียงให้ไปตรวจเลือดเท่านั้น อย่ารอให้สายเกินไป โดยคนที่ได้รับยาต้านส่วนใหญ่มีชีวิตเหมือนคนปกติที่ไม่ได้ติดเชื้อเลย
หันไปทำอย่างอื่นบ้าง
แจ็ค-ญาณอมรวัตร จัดของ แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังและเจ้าของร้านตัดผม ฟีนิกซ์ แอท วัน ที่สยามสแควร์วัน ฝากเตือนไปยังกลุ่มชาวสีม่วงทั้งหลายว่า คนกลุ่มนี้โดยพื้นฐานเป็นคนที่มีอารมณ์ความต้องการทางเพศค่อนข้างสูง ประเภทไปไวเกินไป ถ้าถูกใจแล้วไปด้วยกันเลย
“อยากเตือนคนกลุ่มนี้ กลุ่มเดียวกับแจ็คนี่แหละ ว่าอย่าไปหมกมุ่นเรื่องเพศสัมพันธ์ เรื่องกามารมณ์มากนัก หรือไปทำศัลยกรรมให้ตัวเองหล่อสวยแล้วไปหาคู่หลับนอน ห่างๆ หน่อยก็ดี ไปหาอย่างอื่นทำ เช่น เล่นกีฬา ปลูกต้นไม้ ออกกำลังกาย จะได้ไม่หมกมุ่น
บอกตามตรงรู้สึกเป็นห่วงพวกกะเทย พวกเกย์รุ่นใหม่ๆ ที่เป็นวัยรุ่น วัยเรียน ที่ห่วงเพราะมีลูกค้าหมอมาตัดผมที่ร้านบอกว่า คนที่ติดเชื้อเอดส์ทุกวันนี้ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเกย์อายุน้อยๆ เป็นคนรุ่นใหม่อยู่ในวัยเรียน เวลามีอะไรกันมักไม่ป้องกัน เพราะคิดว่าแฟนหรือคู่ตัวเองไม่มีเชื้อ อันนี้น่ากลัว ต่างจากรุ่นใหญ่ หรืออายุ 30 ขึ้นไปที่รู้จักป้องกัน”
แฮร์สไตลิสต์ชื่อดังบอกว่า ชายรักชายที่รักเดียวใจเดียวมี แต่น้อย ส่วนใหญ่เจ้าชู้ทั้งนั้น สิ่งที่จะช่วยไม่ให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ติดเชื้อ ก็คือการให้ความรู้กับพวกเขาเท่าที่จะทำให้ได้ เพื่อที่พวกเขาจะได้มีสติระมัดระวัง







