
ณัฐชญ์ภรณ์ พรเวชอำนวย ขอโตแบบพอเพียง
จํานวนฐานลูกค้าที่แวะเข้าไปคลิกไลค์ที่เฟซบุ๊ก ไดอารี่ซ์ (Diariez) แบรนด์รองเท้าหนังที่สร้างโดย มิ้นท์-ณัฐชญ์ภรณ์ พรเวชอำนวย หญิงสาววัย 25 ปี
โดย...วราภรณ์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
จํานวนฐานลูกค้าที่แวะเข้าไปคลิกไลค์ที่เฟซบุ๊ก ไดอารี่ซ์ (Diariez) แบรนด์รองเท้าหนังที่สร้างโดย มิ้นท์-ณัฐชญ์ภรณ์ พรเวชอำนวย หญิงสาววัย 25 ปี มีมากถึง 1.2 ล้านไลค์ ภายในระยะ 4 ปีที่สร้างแบรนด์มาตั้งแต่อายุเพียง 22 ขณะเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะบริหารการจัดการ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
แรงบันดาลใจของเธอมาจากการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เมื่อคุณพ่อเจ้าของโรงงานผลิตรองเท้าหนังสำหรับผู้ชาย ได้รับออร์เดอร์ให้ผลิตรองเท้าผู้หญิงออกมาแล้วลูกค้าทางฝั่งตะวันออกกลางเบี้ยว ไม่ยอมมารับสินค้าตามเวลาที่กำหนด ทำให้เกิดรองเท้าเหลือค้างสต๊อกมากมาย ซึ่งรองเท้าถือว่าเป็นสินค้าแฟชั่นหากไม่รีบระบายออกจะเกิดความล้าสมัยและจำหน่ายยากในที่สุด จะต้องขาดทุนหนัก ทั้งค่าวัสดุและค่าแรงที่ลงไป เธอจึงคิดช่วยคุณพ่อนำรองเท้าดีไซน์เก๋ล็อตนั้นออกจำหน่ายทางเฟซบุ๊ก ผลปรากฏว่า ได้รับการตอบรับดีเกินคาด ลูกค้าโดยเฉพาะสุภาพสตรีสั่งซื้อมาเป็นจำนวนมาก แถมยังได้เป็นนายตัวเองที่สามารถบริหารธุรกิจผ่านหน้าจอดิจิทัล และทำงานอยู่ที่บ้านก็ได้ แต่ถึงกระนั่้นเธอก็ขอทำธุรกิจเล็กๆ และก้าวไปอย่างมั่นคง
แม้จะมีรองเท้าเพียงแบบเดียว คือ แชปเตอร์ 1 มีสองสีขาวกับชมพู แต่ลูกค้าก็ยังชื่นชอบ เพราะรองเท้ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นรองเท้าผู้หญิงออกแนวแมนๆ เจาะกลุ่มเป้าหมายคือเด็กผู้หญิงเพิ่งโตเรียนอยู่ชั้น ม.3 ขึ้นไป จากนั้นเธอไม่หยุดนิ่ง เพราะรู้สึกแบบที่มีอยู่ค่อนข้างจำกัด เธอจึงออกแบบสินค้าเพิ่มแบบไปเรื่อยๆ เป็นแชปเตอร์ 2 และ 3 โดยลงมือออกแบบรองเท้าด้วยตัวเอง ปรับแบบให้ดูน่าสวมใส่และ
แข็งแรงมากขึ้น อีกทั้งเอาใจผู้หญิงเท้าไซส์ใหญ่ผลิตรองเท้าเบอร์ 43 ไว้คอยบริการ เพราะเธอดูความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก และตัวเธอเองก็เป็นผู้หญิงเท้าไซส์ใหญ่หารองเท้าใส่ค่อนข้างยาก จึงอยากให้ไดอารี่ซ์เป็นอีกหนึ่งทางเลือก
“ผู้หญิงบางคนมีปัญหารองเท้าไม่มีไซส์ใหญ่มากๆ ที่ 43 ก็มีขนาดเท้าที่เล็กมากๆ คือ 34 เราจึงเพิ่มไซส์ทั้งเล็กและใหญ่ อีกทั้งเราออกแบบแชปเตอร์ 2 ให้นิ่มขึ้นใส่สบายขึ้น สาเหตุหนึ่งที่รองเท้าหนังเสียงตอบรับดีตั้งแต่แชปเตอร์แรก เพราะเราตั้งราคาที่เป็นมิตรกับลูกค้าคือ 1,300 บาท แต่ปัจจุบันผ่านไป 3 ปี ก็มีบางรุ่นที่มีราคาที่แพงขึ้น แต่ก็นับว่าถูกกว่าร้านอื่นๆ คือมิ้นท์โตมากับรองเท้าหนัง รู้สึกว่ารองเท้าหนังที่วางจำหน่ายในห้างใหญ่ๆ ราคาค่อนข้างสูง แต่มิ้นท์มองกลับอีกมุมหนึ่ง หากเราทำธุรกิจเล็กๆ เหมือนลูกค้าเป็นเพื่อนเรา ทำสินค้าเพื่อนขายให้เพื่อน แล้วเราอยู่ได้ คุณภาพเท่าราคา เติบโตแบบนี้เราก็พอใจค่ะ”
ใช่ว่าเส้นทางการทำธุรกิจของสาวมิ้นท์จะโรยไปด้วยกลีบกุหลาบ เธอก็ประสบปัญหาช่วงวิกฤตน้ำท่วมเมื่อปี 2554 เหมือนกัน แต่เธอก็ฝ่าน้ำท่วมมาได้ และยังกัดฟันออกแบบแชปเตอร์ 3 เพิ่มดีเทลเป็นรุ่นผูกเชือก ปรากฏขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จนกระทั่งปัจจุบันสู่แชปเตอร์ 8 แล้ว
“วิธีฝ่าฟันอุปสรรคของมิ้นท์ หลักการทำงานของมิ้นท์คือ เวลาที่ตั้งใจทำอะไรแล้ว ต้องทำให้ดีที่สุด คิดว่าอย่างร้ายที่สุดก็เท่าทุน หรือขาดทุนนิดหน่อย เพราะเราลงทุนไม่เยอะ แต่มิ้นท์อยากแนะนำน้องๆ ว่า เวลาทำอะไรแรกๆ อย่าทำใหญ่ ให้ทำเล็กๆ เพื่อปูพื้นฐานให้แน่น แล้วค่อยๆ ปลูกให้รากกระจายไปในดินดีกว่า แม้จะได้กำไรนิดหน่อยก็ภูมิใจแล้ว
แม้จากสิ่งที่เรียนด้านการจัดการมาสอนว่า เมื่อทำอะไรแล้วขายได้ ให้เปิดสาขาเพิ่ม แต่ในชีวิตจริงมิ้นท์คิดว่าชีวิตนี้สั้นนัก ซึ่งมิ้นท์ได้บทเรียนจากคุณแม่ที่เสียเมื่อท่านอายุเพียง 45 ปีเท่านั้นเอง ทำให้มิ้นท์ฉุกคิดว่า เราสร้างธุรกิจให้ใหญ่โตไปแล้ว เราจะมีความสุขหรือ เพราะเราไม่มีทางรู้ว่าวันข้างหน้าจะยาวแค่ไหน เราควรมีความสุขกับงานที่ทำ แค่เราพอใจในสิ่งเล็กๆ และเราควบคุมได้ ไม่ต้องมานั่งปวดหัว ไม่ต้องมานั่งเหนื่อยเกินไป มิ้นท์คิดพอเพียงแบบนี้” สาวมิ้นท์จึงมีความสุขกับการทำแบรนด์เล็กๆ แต่มั่นคงอย่างนี้ไปเรื่อยๆ มีเวลาแบ่งให้กับครอบครัว อยู่บ้านกินข้าวกับคุณพ่อและน้องสาว ออกกำลังกายและมีชีวิตที่เรียบง่าย
ข้อดีของการทำตลาดออนไลน์คือ สามารถทำงานได้ที่บ้าน และโชคดีที่เธอมีเพื่อนคู่คิดอย่างคุณพ่อ ที่ช่วยเธอดูด้านการผลิต ส่วนเธอรับผิดชอบด้านการตลาดด้วยตัวเอง
“หน้าที่ของมิ้นท์คือ อัพเดทรูปขึ้นเฟซบุ๊กทุกวัน และตอบอินบ็อก ใครซื้อไม่ซื้อ มีรองเท้าสีอะไร ไซส์อะไร ราคาเท่าไหร่ ราคาสีนี้เท่าไหร่ ทำธุรกิจออนไลน์ต้องตอบให้รวดเร็วทันใจลูกค้า แต่บางวันมิ้นท์ก็นึกสนุกออกบูธเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับสินค้าโดยตรงบ้าง เพราะลูกค้าปัจจุบันเราขยายฐานโตไปที่วัย 35 อัพ ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้อยากลองสินค้า อยากเห็นของจริง ก็มีลองเปิดบูธเล่นๆ ซึ่งจำเป็นสำหรับร้านรองเท้า ก็ขายได้ดีนะคะ เราจึงตั้งใจออกบูธปีละ 2 ครั้งต่อปีค่ะ”
ข้อดีอีกข้อนอกจากให้ลูกค้าสัมผัสสินค้าจริงแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ยิ่งเป็นร้านหรือแบรนด์ใหม่ๆ จำเป็นควรออกบูธพบปะโดยตรงกับลูกค้าบ้าง
“บางครั้งลูกค้าก็กังวลกับสินค้าออนไลน์ว่าจ่ายสตางค์ไปแล้วจะได้สินค้าไหม แต่เราเปิดขายมาเข้าปีที่ 4 แล้ว ไม่เคยมีปัญหานะคะเพราะสินค้าเราลงทะเบียนอีเอ็มเอส ส่งสินค้าได้เร็วและไม่หาย โดยเราคิดค่าส่งเพิ่มอีก 30 บาท แต่เราออกให้ลูกค้าอีก 40 บาท เพราะค่าส่งครั้งละ 70 บาท แต่สินค้ารับรองถึงมือลูกค้าแน่นอนค่ะ ซึ่งดีกว่า”
ทำธุรกิจมา 4 ปี สาวมิ้นท์ก็ยังจำหน่ายผ่านช่องทางเดิมคือเฟซบุ๊ก เพราะตอนที่เริ่มธุรกิจ มิ้นท์ต้องเรียน จึงไม่มีเวลาไปเปิดร้านและมีหน้าร้านไม่ได้ คุณพ่อก็ไม่ว่างคุณแม่ก็เพิ่งเสีย เธอจึงต้องฝ่าฟันช่วยคุณพ่อเฟซบุ๊กจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะก่อนมาทำรองเท้า มิ้นท์เคยเขียนนิยายให้สำนักพิมพ์แจ่มใส แล้วก็มีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
“ตอนนั้นมิ้นท์มีก็มีเพจชื่อ มิ้นตี้ ตามนามปากกา ครั้งแรกก็ลองขายผ่านทางหน้าแฟนเพจเพื่อแค่ระบายสินค้า ระบายสต๊อก และเอาทุนคืนให้คุณพ่อเฉยๆ” เมื่อจำหน่ายทางออนไลน์เวิร์ก ก้าวต่อไปเธอค่อยๆ ทำเพจของตัวเอง เพราะก็มีความรู้เรื่องเฟซบุ๊กและเล่นเฟซบุ๊กบ่อยน่าจะเป็นช่องทางได้ เธอจึงสร้างไดอารี่ซ์มาจากชื่อรองเท้าของเธอตอนเด็กๆ เป็นรองเท้าหมีพูร์สีน้ำตาล แต่เปลี่ยนจากไดอารี่ เติม iez เข้าไปก็เกิดความเก๋ เป็นชื่อที่เรียบง่ายคนจดจำได้ง่ายๆ
แม้จะชอบทำแบรนด์รองเท้าโตแบบเล็กๆ แต่ธุรกิจก็ต้องต่อยอด ด้วยการออกแบบรองเท้าใหม่ๆ ที่เธอดีไซน์เอง โดยมีคุณพ่อเป็นผู้ตัดรองเท้าต้นแบบ แล้วส่งไปให้ช่างดู สินค้าจะได้ไม่ผิดแบบมากนัก
“แบบรองเท้าที่มิ้นท์ออกแบบไม่ชอบตามเทรนด์โลก แต่มิ้นท์ตามใจที่ลูกค้าชอบ เช่น เราจะมีแบบแล้วให้ลูกค้าได้ลองออกแบบเอง เช่น เอาเชือกสีนี้ เอาหนังตรงช่วงปลายเท้าเป็นสีนั้น คือลูกค้าสามารถออกแบบตามความชอบของตัวเองก็ได้ มิ้นท์ค่อนข้างซัพพอร์ตลูกค้าเก่าๆ เช่น ก่อนจะผลิตแบบใหม่ๆ ออกขาย มิ้นท์จะให้พ่อวางแบบร่างก่อน แล้วถามลูกค้าเก่าๆ ของเราว่าชอบไหม ถ้าชอบก็ค่อยทำ เพื่อความปลอดภัย แต่มิ้นท์พยายามดีไซน์ใหม่อยู่ตลอดเวลา แต่ก็ยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ด้วย”
ในวัยเพียง 25 ปี แต่เธอดูโตกว่าตัวและบอกว่า การทำธุรกิจเธอไม่อยากวางเป้าหมาย เพราะหากไม่ได้ตามเป้าแล้วจะรู้สึกผิดหวัง เวลาผิดหวัง คนที่หวังจะล้มลงมาแรงกว่าคนที่ตั้งเป้าหมายธรรมดา คิดแบบนี้ทำให้เธอรู้สึกมีความสุขมากกว่า
“ใจจริงมิ้นท์อยากทำธุรกิจเล็กๆ แต่ดูแลได้ทั่วถึง ได้คุยกับลูกค้า แล้วยิ่งเราเป็นเจ้าของเราคุยเองทำเองดีกว่าค่ะ” เธอเน้นย้ำปิดท้ายอย่างหนักแน่นถึงหลักการทำการตลาดที่ดำเนินธุรกิจเล็กๆ และพอเพียง







