posttoday

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ซูเปอร์ดอกเตอร์นักปกป้องพุทธศาสนา

11 กรกฎาคม 2553

เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ

เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ

โดย..สมาน สุดโต

เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ

ท่านผู้นั้นเมื่อเอ่ยชื่อย่อมเป็นที่รู้จักมักคุ้น คือ ดร.พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ศิษย์สำนักวัดชนะสงคราม ที่มีวุฒินำหน้าชื่อเป็น ดร.ที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นพระไทยเพียงรูปเดียวที่ได้ปริญญาเอกถึง 3 ใบ ใบที่ 3 เพิ่งได้รับเมื่อก่อนวันวิสาขบูชาปีนี้ เป็นสาขาวิชาการจัดการภาครัฐ (DM.) (Doctor Of Management) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ดุษฎีนิพนธ์ที่เสนอ คือ เรื่องการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ ราชบัณฑิต เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต, ป.ธ. 9, ศน.ม., Ph.D.) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ปริญญาเอก 2 ใบแรก ที่ได้ คือ พ.ศ. 2548 สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย

ใบที่ 2 พ.ศ. 2550 สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต (DODT.) (Doctor Of Organization Development And Transformation) สาขาการพัฒนาและปฏิรูปองค์กร (ODT) จากมหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ เมืองซีบู ประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนการศึกษาวุฒิทางพระได้ น.ธ.เอก ป.ธ. 7 ปริญญาตรี พ.ธ.บ. จาก มจร ปริญญาโท ศศม. จากมหาวิทยาลัยเกริก

ดังนั้น ถ้าจะเขียนชื่อให้เต็มยศใส่วุฒิการศึกษาลงไปด้วย จะต้องเขียนชื่อ ดร.พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย (ผลเจริญ) ป.ธ. 7 พ.ธ.บ. ศศม. Ph.D, DODT., DM.

เมื่อวุฒิการศึกษาสูงขนาดเป็นซูเปอร์ ดร. จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นครูอาจารย์ในหลายสถาบันด้วยกันตามบัญชีรายชื่อบางแห่งดังนี้ 

รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

อาจารย์พิเศษคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

ประธานที่ปรึกษาองค์การพุทธศาสนิกสงเคราะห์ กัมพูชาประเทศกัมพูชา

เป็นกรรมการสอบผู้เข้าฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มจร

รองประธานกรรมการศูนย์ IBMC Inter national Buddhist Meditation Centre (MCU)

เลขานุการมูลนิธิเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อมวลชนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2547-ปัจจุบัน 

ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร

ด้านการเผยแผ่นั้นเป็นผู้ดำเนินรายการทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ซูเปอร์ดอกเตอร์นักปกป้องพุทธศาสนา

รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ เช่นรางวัล “เสมาคุณากร” ผู้ทำคุณประโยชน์กระทรวงศึกษาธิการประจำปี พ.ศ. 2544 รางวัลพระราชทาน “เสาเสมาธรรมจักร” สาขาสื่อสารมวลชนที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2545 รางวัล “เหรียญเครื่องอิสริยยศ” ผู้ทำคุณประโยชน์ สาขาการพัฒนาประเทศและสังคม จากรัฐบาลประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2548 รางวัลโล่เกียรติคุณ “ผู้บำเพ็ญประโยชน์ในการพัฒนาจิต” ประจำปี พ.ศ. 2553 จากสภาชาวพุทธ

ท่านเกิดที่บ้านโคกขมิ้น หมู่ 8 ต.โคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เรียนหนังสือขั้นต้นที่บ้านเกิด แต่ได้เปรียญเอก (ป.ธ. 7) ที่สำนักเรียนวัดชนะสงคราม กทม.

ดุษฎีนิพนธ์ เมื่อท่านเป็นผู้นำแถวหน้าในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาขนาดนี้ ทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ที่ปรากฏในงานดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกจึงน่าติดตาม แต่ด้วยพื้นที่จำกัดจึงนำบทคัดย่อบางส่วนที่ปรับปรุงเนื้อหามาให้อ่านดังนี้

ในข้อแรกท่านเล่าถึงการบริหารการปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระธรรมราชา บริหารคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง มีพระธรรมวินัยเป็นกฎเกณฑ์หลักในการบริหารงาน มีพระสารีบุตรเป็นพระธรรมเสนาบดี

การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ในสยาม เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์ พบว่าไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์ แต่แบ่งการปกครองเป็น 2 คณะ คือ ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี ลำดับชั้นปกครองมีสังฆราช ปู่ครู หรือพระครู เจ้าอาวาส ตามหัวเมืองใหญ่ๆ มีพระสังฆราชบริหารการปกครอง

สมัยรัชกาลที่ 3 เกิดคณะธรรมยุติกนิกาย สมัยรัชกาลที่ 4 คณะธรรมยุติกนิกายมีอิสระในการบริหารคณะของตน

เมื่อดูพัฒนาการกฎหมายสงฆ์ พบว่ากฎหมายคณะสงฆ์เริ่มมีในรัชกาลที่ 1 ตามมาด้วยรัชกาลที่ 5 ในรัชกาลที่ 8 สภาผู้แทนได้ออก“พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484” และรัชกาลปัจจุบัน รัฐบาลที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แทน พ.ร.บ.นี้ให้อำนาจเด็ดขาดกับฝ่ายปกครองและพระสงฆ์มีบทบาทมากขึ้น ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติม (พ.ศ. 2535) และใช้มาถึงปัจจุบัน

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ซูเปอร์ดอกเตอร์นักปกป้องพุทธศาสนา

ปัจจุบันพบว่า การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ที่ต่อเนื่องกันมานานนั้น ในช่วงต้นมีจุดแข็งทำให้เป็นเอกภาพได้ดี ต่อมาเกิดกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้จุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อน เช่นการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้การแก้ปัญหาและการสื่อสารกันระหว่างองค์กรสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพ พระเถระบางรูปทำงานในตำแหน่งเดิมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง พุทธบริษัทและคนพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการช่วยดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพควรสนับสนุนให้พระในพื้นที่นั้นๆ เป็นผู้ปกครอง

ในการวิจัยนโยบาย ปัญหา อุปสรรค พบว่านโยบายขาดความชัดเจนเมื่อเทียบกับภาครัฐและเอกชน เพราะไม่มีเป้าหมาย ขาดวัตถุประสงค์ยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ

เจ้าคณะพระสังฆาธิการไม่เข้าไปดูแลสอดส่องพระสงฆ์สามเณรภายใต้การปกครองอย่างแท้จริง อีกทั้งการคัดสรรคนเข้าศาสนาค่อนข้างหลวม จึงทำให้ผู้เข้ามาบวชก่อปัญหาบ่อยๆ

ผู้บริหารไม่ค่อยมีความรู้ความสามารถ มักมีอายุมาก แต่ต้องแบกภาระหนักทั้งกฎระเบียบและมติมหาเถรสมาคม จึงทำให้การบริหารขาดประสิทธิภาพ

การกระจายอำนาจการบริหารกิจการคณะสงฆ์มีค่อนข้างน้อย พระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัทในวัดและที่เกี่ยวข้องกับวัดไม่ค่อยมีบทบาทร่วมกับผู้บริหาร ข้อมูลข่าวสารยังล้าสมัย ผู้บริหารไม่ค่อยมีความรู้ การสั่งงานจากระดับสูงไปสู่ระดับล่างขาดประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจแก่คณะสงฆ์ระดับล่างไม่ค่อยเชื่อมประสานกัน งานมักจะตกอยู่กับเจ้าอาวาส คณะสงฆ์ระดับสูงไม่ค่อยลงมาช่วยเอื้ออย่างเต็มที่

พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์กับหลักธรรมาภิบาล พบว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ปัจจุบันมีส่วนดี ช่วยเอื้อเฟื้อต่อการส่งเสริมให้มีการธำรงรักษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระสงฆ์อยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมืองช่วยส่งเสริมและคุ้มครองด้วย แม้ว่า พ.ร.บ.สงฆ์|เกิดขึ้นในสมัยเผด็จการ ไม่ค่อยเอื้อต่อรูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ขาดความคล่องตัว ไม่ค่อยกระจายอำนาจ องค์กรไม่สามารถสนองงานระดับถัดไปของมหาเถรสมาคมก็ตาม

โครงสร้างของมหาเถรสมาคมควรกระจายอำนาจมากกว่านี้ ควรมีสังฆสภา ควรมีคณะพระวินัยธรทำหน้าที่คล้ายศาลสงฆ์ และที่สำคัญสุดคือการบริหาร (ในวัด) ควรเป็นรูปของคณะกรรมการมากกว่าที่จะให้อำนาจแก่เจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว

การแต่งตั้งพระผู้บริหารไม่ได้เปิดโอกาสให้พระในวัดตลอดทั้งพุทธบริษัทที่อุปถัมภ์ได้มีส่วนร่วมคัดเลือก มักจะใช้อำนาจของผู้บริหารแต่งตั้งเข้าไป

ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ซูเปอร์ดอกเตอร์นักปกป้องพุทธศาสนา

การแต่งตั้งอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์ไม่คำนึงถึงอาวุโส ตัว พ.ร.บ.คณะสงฆ์หลายเรื่อง ทำให้เห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะความไม่โปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม จะพบว่างานวิจัยหลายเรื่องระบุชัดเจนว่าการบริหารจัดการในปัจจุบันมีความหย่อนยาน แค่การบริหารจัดการวัดเพียงเรื่องเดียวก็พบปัญหาจากทั้งสองหลักนี้มาก

จากการวิจัยพบว่า การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ที่มีประสิทธิภาพ ควรมีรูปแบบความเป็นสังฆะ มีความเป็นชุมชน เป็นสังคมกัลยาณมิตร เป็นสังคมที่มีความอบอุ่น เป็นสังคมที่มีแก่นธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยว พระสงฆ์ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคมอย่างแท้จริง และจัดการศึกษาแบบพุทธ และมีพันธกิจคือกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งภาพฝันของการบริหารพระพุทธศาสนา คือ จัดการบริหาร

พระสงฆ์พึงเป็นเนติแบบอย่างการดำเนินชีวิตแบบพุทธ จัดกิจกรรมทางศาสนา เรียนรู้ให้ทันและล้ำกระแสโลก มีการประสานงานกับพระสงฆ์ที่เห็นปัญหาสังคม ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสรรค์และจรรโลงภูมิปัญญาท้องถิ่น เจริญอยู่ในสติปัฏฐานและศึกษาพุทธธรรม
พระสงฆ์ควรเป็นผู้รู้ ผู้นำสติปัญญา มีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเพื่อนต่างลัทธินิกายต่างศาสนา โดยไม่มีการแบ่งแยก จัดการศึกษาสงฆ์เป็นไปตามแนวปรัชญาแห่งศาสนา เพื่อให้คนเข้าถึงความดี ความงามและความจริงแห่งชีวิต ส่วนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและศาสตร์อื่นๆ เป็นแต่เพียงส่วนประกอบของชีวิตเท่านั้น

ควรปรับปรุงการบริหารคณะสงฆ์ให้มีกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ ประกอบด้วยการศึกษาและวิเคราะห์หลักธรรมนำมาปฏิบัติอย่างสมสมัยและได้ผล วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดมาอย่างถูกต้องแล้วเผยแผ่ผลวิเคราะห์ข้อมูลที่มีผลต่อสังคม และมีงานเผยแผ่ความคิดต่างๆ เพื่อให้สติแก่สังคม หรือแถลงข่าวตามสื่อต่างๆ จัดกิจกรรมทางศาสนาในแนวสร้างสรรค์ นำเสนอสถานการณ์และความคิดที่ดีต่อสถานการณ์นั้น

ส่งเสริมสมาชิกดำเนินชีวิตตามแนวพุทธพระธรรมวินัย เน้นความเรียบง่ายประหยัด หมั่นเพียร ทำหน้าที่ให้เกิดผล ศึกษาพระสัทธรรมร่วมกัน เรียนรู้ให้ทันกระแสโลก เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เก็บเกี่ยวความรู้จากสื่อต่างๆ นำมาวิเคราะห์เสวนากัน เพื่อให้เข้าใจปัญหาสังคมอย่างถ่องแท้

สิ่งที่ควรจัดการให้เหมาะสมต่อการพัฒนาการบริหารคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มที่ พ.ร.บ.โดยกำหนดโครงสร้างของคณะสงฆ์ หน้าที่และความรับผิดชอบงานหลักงานรอง มีรูปแบบการบริหารดี มีแผนพัฒนาระยะสั้นและระยะยาว มีนโยบายเชิงรุก คือมียุทธศาสตร์กลยุทธ์ในแต่ละด้านให้ชัดเจน มีการติดตามประเมินผลทุกระยะเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย

พร้อมกันนี้จะต้องมีแผนปฏิบัติงานประจำปีทุกส่วนของคณะสงฆ์ นับตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นมา เมื่อมีงานก็จะต้องจัดกำลังคนให้สอดรับกับงาน จัดคนให้เหมาะกับงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนแผนให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนไม่มีก็ต้องวางแผนพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ

นอกจากนี้ เสนอว่าศาสนสมบัติกลางต้องวางระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นำเงินรายได้มาสนับสนุนแผนพัฒนาของคณะสงฆ์

หากทำได้ครบทุกเรื่องที่ว่ามานี้ คาดว่าคณะสงฆ์ไทยจะทันยุคทันโลก และนำชาวบ้านได้เป็นอย่างดี

ข่าวล่าสุด

Whoscall เผยภัยไซเบอร์น่าห่วง มิจฉาชีพใช้ AI โจมตี 173 ล้านครั้ง