ดร.พระมหาโชว์ ทัสสนีโย ซูเปอร์ดอกเตอร์นักปกป้องพุทธศาสนา
เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ
เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ
โดย..สมาน สุดโต
เมื่อมีปัญหาพระสงฆ์และศาสนาพุทธถูกลบหลู่ รังแกและเบียดจากการเมือง คนนอกศาสนา หรือผู้ที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จะมีพระภิกษุรูปหนึ่งอยู่แถวหน้า ออกมาเผชิญหน้าเสมอ
ท่านผู้นั้นเมื่อเอ่ยชื่อย่อมเป็นที่รู้จักมักคุ้น คือ ดร.พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ศิษย์สำนักวัดชนะสงคราม ที่มีวุฒินำหน้าชื่อเป็น ดร.ที่ไม่ธรรมดา เพราะเป็นพระไทยเพียงรูปเดียวที่ได้ปริญญาเอกถึง 3 ใบ ใบที่ 3 เพิ่งได้รับเมื่อก่อนวันวิสาขบูชาปีนี้ เป็นสาขาวิชาการจัดการภาครัฐ (DM.) (Doctor Of Management) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ดุษฎีนิพนธ์ที่เสนอ คือ เรื่องการบริหารการปกครองคณะสงฆ์ไทยตามหลักธรรมาภิบาล โดยมีศาสตราจารย์ ดร.สมบูรณ์ สุขสำราญ ราชบัณฑิต เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา พระเทพวิสุทธิกวี (เกษม สญฺญโต, ป.ธ. 9, ศน.ม., Ph.D.) เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
ปริญญาเอก 2 ใบแรก ที่ได้ คือ พ.ศ. 2548 สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต (Ph.D.) มหาวิทยาลัยมคธ รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
ใบที่ 2 พ.ศ. 2550 สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต (DODT.) (Doctor Of Organization Development And Transformation) สาขาการพัฒนาและปฏิรูปองค์กร (ODT) จากมหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์ เมืองซีบู ประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนการศึกษาวุฒิทางพระได้ น.ธ.เอก ป.ธ. 7 ปริญญาตรี พ.ธ.บ. จาก มจร ปริญญาโท ศศม. จากมหาวิทยาลัยเกริก
ดังนั้น ถ้าจะเขียนชื่อให้เต็มยศใส่วุฒิการศึกษาลงไปด้วย จะต้องเขียนชื่อ ดร.พระมหาโชว์ ทสฺสนีโย (ผลเจริญ) ป.ธ. 7 พ.ธ.บ. ศศม. Ph.D, DODT., DM.
เมื่อวุฒิการศึกษาสูงขนาดเป็นซูเปอร์ ดร. จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นครูอาจารย์ในหลายสถาบันด้วยกันตามบัญชีรายชื่อบางแห่งดังนี้
รองผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
อาจารย์พิเศษคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย
ประธานที่ปรึกษาองค์การพุทธศาสนิกสงเคราะห์ กัมพูชาประเทศกัมพูชา
เป็นกรรมการสอบผู้เข้าฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ มจร
รองประธานกรรมการศูนย์ IBMC Inter national Buddhist Meditation Centre (MCU)
เลขานุการมูลนิธิเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อมวลชนสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ พ.ศ. 2547-ปัจจุบัน
ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ สภาผู้แทนราษฎร
ด้านการเผยแผ่นั้นเป็นผู้ดำเนินรายการทางสถานีวิทยุและโทรทัศน์
รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ เช่นรางวัล “เสมาคุณากร” ผู้ทำคุณประโยชน์กระทรวงศึกษาธิการประจำปี พ.ศ. 2544 รางวัลพระราชทาน “เสาเสมาธรรมจักร” สาขาสื่อสารมวลชนที่ส่งเสริมพระพุทธศาสนา จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พ.ศ. 2545 รางวัล “เหรียญเครื่องอิสริยยศ” ผู้ทำคุณประโยชน์ สาขาการพัฒนาประเทศและสังคม จากรัฐบาลประเทศกัมพูชา พ.ศ. 2548 รางวัลโล่เกียรติคุณ “ผู้บำเพ็ญประโยชน์ในการพัฒนาจิต” ประจำปี พ.ศ. 2553 จากสภาชาวพุทธ
ท่านเกิดที่บ้านโคกขมิ้น หมู่ 8 ต.โคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เรียนหนังสือขั้นต้นที่บ้านเกิด แต่ได้เปรียญเอก (ป.ธ. 7) ที่สำนักเรียนวัดชนะสงคราม กทม.
ดุษฎีนิพนธ์ เมื่อท่านเป็นผู้นำแถวหน้าในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนาขนาดนี้ ทัศนคติเกี่ยวกับการบริหารคณะสงฆ์ที่ปรากฏในงานดุษฎีนิพนธ์ปริญญาเอกจึงน่าติดตาม แต่ด้วยพื้นที่จำกัดจึงนำบทคัดย่อบางส่วนที่ปรับปรุงเนื้อหามาให้อ่านดังนี้
ในข้อแรกท่านเล่าถึงการบริหารการปกครองคณะสงฆ์สมัยพุทธกาลว่า พระพุทธเจ้าเป็นพระธรรมราชา บริหารคณะสงฆ์ด้วยพระองค์เอง มีพระธรรมวินัยเป็นกฎเกณฑ์หลักในการบริหารงาน มีพระสารีบุตรเป็นพระธรรมเสนาบดี
การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ในสยาม เริ่มตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยถึงรัตนโกสินทร์ พบว่าไม่มีกฎหมายคณะสงฆ์ แต่แบ่งการปกครองเป็น 2 คณะ คือ ฝ่ายคามวาสีและอรัญวาสี ลำดับชั้นปกครองมีสังฆราช ปู่ครู หรือพระครู เจ้าอาวาส ตามหัวเมืองใหญ่ๆ มีพระสังฆราชบริหารการปกครอง
สมัยรัชกาลที่ 3 เกิดคณะธรรมยุติกนิกาย สมัยรัชกาลที่ 4 คณะธรรมยุติกนิกายมีอิสระในการบริหารคณะของตน
เมื่อดูพัฒนาการกฎหมายสงฆ์ พบว่ากฎหมายคณะสงฆ์เริ่มมีในรัชกาลที่ 1 ตามมาด้วยรัชกาลที่ 5 ในรัชกาลที่ 8 สภาผู้แทนได้ออก“พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484” และรัชกาลปัจจุบัน รัฐบาลที่มีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2484 ให้มี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แทน พ.ร.บ.นี้ให้อำนาจเด็ดขาดกับฝ่ายปกครองและพระสงฆ์มีบทบาทมากขึ้น ต่อมามีการแก้ไขเพิ่มเติม (พ.ศ. 2535) และใช้มาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันพบว่า การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ที่ต่อเนื่องกันมานานนั้น ในช่วงต้นมีจุดแข็งทำให้เป็นเอกภาพได้ดี ต่อมาเกิดกระแสโลกาภิวัตน์ทำให้จุดแข็ง กลายเป็นจุดอ่อน เช่นการรวมศูนย์อำนาจ ทำให้การแก้ปัญหาและการสื่อสารกันระหว่างองค์กรสงฆ์ไม่มีประสิทธิภาพ พระเถระบางรูปทำงานในตำแหน่งเดิมนานๆ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง พุทธบริษัทและคนพื้นที่ไม่มีส่วนร่วมในการช่วยดูแลปกป้องพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ ถ้าจะให้มีประสิทธิภาพควรสนับสนุนให้พระในพื้นที่นั้นๆ เป็นผู้ปกครอง
ในการวิจัยนโยบาย ปัญหา อุปสรรค พบว่านโยบายขาดความชัดเจนเมื่อเทียบกับภาครัฐและเอกชน เพราะไม่มีเป้าหมาย ขาดวัตถุประสงค์ยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว และขาดตัวชี้วัดความสำเร็จ
เจ้าคณะพระสังฆาธิการไม่เข้าไปดูแลสอดส่องพระสงฆ์สามเณรภายใต้การปกครองอย่างแท้จริง อีกทั้งการคัดสรรคนเข้าศาสนาค่อนข้างหลวม จึงทำให้ผู้เข้ามาบวชก่อปัญหาบ่อยๆ
ผู้บริหารไม่ค่อยมีความรู้ความสามารถ มักมีอายุมาก แต่ต้องแบกภาระหนักทั้งกฎระเบียบและมติมหาเถรสมาคม จึงทำให้การบริหารขาดประสิทธิภาพ
การกระจายอำนาจการบริหารกิจการคณะสงฆ์มีค่อนข้างน้อย พระภิกษุสามเณรและพุทธบริษัทในวัดและที่เกี่ยวข้องกับวัดไม่ค่อยมีบทบาทร่วมกับผู้บริหาร ข้อมูลข่าวสารยังล้าสมัย ผู้บริหารไม่ค่อยมีความรู้ การสั่งงานจากระดับสูงไปสู่ระดับล่างขาดประสิทธิภาพ การกระจายอำนาจแก่คณะสงฆ์ระดับล่างไม่ค่อยเชื่อมประสานกัน งานมักจะตกอยู่กับเจ้าอาวาส คณะสงฆ์ระดับสูงไม่ค่อยลงมาช่วยเอื้ออย่างเต็มที่
พ.ร.บ.การปกครองคณะสงฆ์กับหลักธรรมาภิบาล พบว่า พ.ร.บ.คณะสงฆ์ปัจจุบันมีส่วนดี ช่วยเอื้อเฟื้อต่อการส่งเสริมให้มีการธำรงรักษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัย พระสงฆ์อยู่ภายใต้กฎหมายของบ้านเมืองช่วยส่งเสริมและคุ้มครองด้วย แม้ว่า พ.ร.บ.สงฆ์|เกิดขึ้นในสมัยเผด็จการ ไม่ค่อยเอื้อต่อรูปแบบการปกครองในปัจจุบัน ขาดความคล่องตัว ไม่ค่อยกระจายอำนาจ องค์กรไม่สามารถสนองงานระดับถัดไปของมหาเถรสมาคมก็ตาม
โครงสร้างของมหาเถรสมาคมควรกระจายอำนาจมากกว่านี้ ควรมีสังฆสภา ควรมีคณะพระวินัยธรทำหน้าที่คล้ายศาลสงฆ์ และที่สำคัญสุดคือการบริหาร (ในวัด) ควรเป็นรูปของคณะกรรมการมากกว่าที่จะให้อำนาจแก่เจ้าอาวาสเพียงรูปเดียว
การแต่งตั้งพระผู้บริหารไม่ได้เปิดโอกาสให้พระในวัดตลอดทั้งพุทธบริษัทที่อุปถัมภ์ได้มีส่วนร่วมคัดเลือก มักจะใช้อำนาจของผู้บริหารแต่งตั้งเข้าไป
การแต่งตั้งอุปัชฌาย์และสมณศักดิ์ไม่คำนึงถึงอาวุโส ตัว พ.ร.บ.คณะสงฆ์หลายเรื่อง ทำให้เห็นว่าไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะความไม่โปร่งใส หลักการมีส่วนร่วม จะพบว่างานวิจัยหลายเรื่องระบุชัดเจนว่าการบริหารจัดการในปัจจุบันมีความหย่อนยาน แค่การบริหารจัดการวัดเพียงเรื่องเดียวก็พบปัญหาจากทั้งสองหลักนี้มาก
จากการวิจัยพบว่า การบริหารการปกครองคณะสงฆ์ที่มีประสิทธิภาพ ควรมีรูปแบบความเป็นสังฆะ มีความเป็นชุมชน เป็นสังคมกัลยาณมิตร เป็นสังคมที่มีความอบอุ่น เป็นสังคมที่มีแก่นธรรมเป็นหลักยึดเหนี่ยว พระสงฆ์ต้องเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของสังคมอย่างแท้จริง และจัดการศึกษาแบบพุทธ และมีพันธกิจคือกิจที่จะต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งภาพฝันของการบริหารพระพุทธศาสนา คือ จัดการบริหาร
พระสงฆ์พึงเป็นเนติแบบอย่างการดำเนินชีวิตแบบพุทธ จัดกิจกรรมทางศาสนา เรียนรู้ให้ทันและล้ำกระแสโลก มีการประสานงานกับพระสงฆ์ที่เห็นปัญหาสังคม ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างสรรค์และจรรโลงภูมิปัญญาท้องถิ่น เจริญอยู่ในสติปัฏฐานและศึกษาพุทธธรรม
พระสงฆ์ควรเป็นผู้รู้ ผู้นำสติปัญญา มีท่าทีที่เป็นมิตรต่อเพื่อนต่างลัทธินิกายต่างศาสนา โดยไม่มีการแบ่งแยก จัดการศึกษาสงฆ์เป็นไปตามแนวปรัชญาแห่งศาสนา เพื่อให้คนเข้าถึงความดี ความงามและความจริงแห่งชีวิต ส่วนการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและศาสตร์อื่นๆ เป็นแต่เพียงส่วนประกอบของชีวิตเท่านั้น
ควรปรับปรุงการบริหารคณะสงฆ์ให้มีกลยุทธ์หรือยุทธศาสตร์ ประกอบด้วยการศึกษาและวิเคราะห์หลักธรรมนำมาปฏิบัติอย่างสมสมัยและได้ผล วิเคราะห์เหตุการณ์ที่เกิดมาอย่างถูกต้องแล้วเผยแผ่ผลวิเคราะห์ข้อมูลที่มีผลต่อสังคม และมีงานเผยแผ่ความคิดต่างๆ เพื่อให้สติแก่สังคม หรือแถลงข่าวตามสื่อต่างๆ จัดกิจกรรมทางศาสนาในแนวสร้างสรรค์ นำเสนอสถานการณ์และความคิดที่ดีต่อสถานการณ์นั้น
ส่งเสริมสมาชิกดำเนินชีวิตตามแนวพุทธพระธรรมวินัย เน้นความเรียบง่ายประหยัด หมั่นเพียร ทำหน้าที่ให้เกิดผล ศึกษาพระสัทธรรมร่วมกัน เรียนรู้ให้ทันกระแสโลก เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง เก็บเกี่ยวความรู้จากสื่อต่างๆ นำมาวิเคราะห์เสวนากัน เพื่อให้เข้าใจปัญหาสังคมอย่างถ่องแท้
สิ่งที่ควรจัดการให้เหมาะสมต่อการพัฒนาการบริหารคณะสงฆ์ให้มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มที่ พ.ร.บ.โดยกำหนดโครงสร้างของคณะสงฆ์ หน้าที่และความรับผิดชอบงานหลักงานรอง มีรูปแบบการบริหารดี มีแผนพัฒนาระยะสั้นและระยะยาว มีนโยบายเชิงรุก คือมียุทธศาสตร์กลยุทธ์ในแต่ละด้านให้ชัดเจน มีการติดตามประเมินผลทุกระยะเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย
พร้อมกันนี้จะต้องมีแผนปฏิบัติงานประจำปีทุกส่วนของคณะสงฆ์ นับตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นมา เมื่อมีงานก็จะต้องจัดกำลังคนให้สอดรับกับงาน จัดคนให้เหมาะกับงาน เพื่อช่วยขับเคลื่อนแผนให้บรรลุเป้าหมาย เมื่อคนไม่มีก็ต้องวางแผนพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ เสนอว่าศาสนสมบัติกลางต้องวางระบบการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ นำเงินรายได้มาสนับสนุนแผนพัฒนาของคณะสงฆ์
หากทำได้ครบทุกเรื่องที่ว่ามานี้ คาดว่าคณะสงฆ์ไทยจะทันยุคทันโลก และนำชาวบ้านได้เป็นอย่างดี


