posttoday
แม่กับลูกชายที่หายไป

แม่กับลูกชายที่หายไป

09 สิงหาคม 2558

เกือบสิบปีก่อนสมัยผมเข้ามาทำงานที่มูลนิธิกระจกเงาใหม่ๆ ได้รับสายโทรศัพท์จากคุณแม่คนหนึ่งแจ้งเรื่องลูกชายหายออกจากบ้านไป

โดย...เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข [email protected]

เกือบสิบปีก่อนสมัยผมเข้ามาทำงานที่มูลนิธิกระจกเงาใหม่ๆ ได้รับสายโทรศัพท์จากคุณแม่คนหนึ่งแจ้งเรื่องลูกชายหายออกจากบ้านไป

เขาโตเป็นหนุ่มอายุเกินยี่สิบปี แต่มีอาการป่วยทางสมองเนื่องจากเคยประสบอุบัติเหตุตั้งแต่ตอนเด็ก จนมีอาการทางสมองและพัฒนาการช้า

เธอเป็นแม่ที่ดูแลลูกตามลำพัง ด้วยอาชีพรับจ้างเย็บผ้า หารายได้มาเป็นค่าเช่าห้องพัก ค่าอาหาร และค่ายาของลูกชาย

ทุกเช้าเธอจะเดินออกมาซื้อของกินให้ลูกก่อนออกไปทำงาน ก่อนหน้านี้เธอจะซื้ออาหารมากักตุนไว้ทั้งวัน และล็อกประตูใส่กุญแจห้อง ขังลูกชายไว้ในห้องเช่า เพราะกลัวเขาเดินพลัดหลงหายออกจากบ้าน

เธอรับรู้ข้อมูลจากเพื่อนบ้านมาว่า ระหว่างช่วงเวลากลางวันที่เธอล็อกกุญแจขังลูกชายไว้ มีเสียงพยายามพังประตูและร้องตะโกนออกมา

เธอรู้ว่าลูกไม่อยากถูกกักขัง แต่ก็อันตรายเกินไป หากลูกชายซึ่งมีสติสัมปชัญญะไม่ครบสมบูรณ์เดินออกจากห้องเช่ามาตามลำพัง

หลังจากนั้นทุกเช้าเธอพยายามพาลูกออกมาเดินซื้ออาหารด้วย เพื่อให้ลูกได้ผ่อนคลาย ทำอย่างนี้จนคุ้นชิน และเป็นที่คุ้นเคยของพ่อค้าแม่ค้าแถวบ้าน เธอจึงกล้าที่จะให้ลูกออกไปซื้ออาหารได้ตามลำพัง

เธอไม่ล็อกกุญแจหน้าห้องอีกต่อไป เพราะคิดว่าลูกชายเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตัวเองในเบื้องต้นโดยการออกมาซื้ออาหาร และทุกครั้งที่เธอล็อกกุญแจขังลูกชายไว้ เธอก็กังวลว่าหากเกิดเหตุร้ายหรือไฟไหม้ จะไม่มีใครเข้าไปช่วยลูกชายเธอได้

วันที่เธอโทรมาหาผม คือวันที่ลูกชายเธอหายออกจากบ้านไปหลายสัปดาห์แล้ว

เธอบอกว่า ตอนเช้าลูกชายไปซื้ออาหารกลับมากินตามปกติ จากนั้นช่วงเวลากลางวันมีคนเห็นว่า ลูกชายของเธอเดินออกมาที่ถนนใหญ่ คนที่คุ้นหน้าถามว่าจะเดินไปไหน แต่ลูกชายเธอไม่ได้ตอบอะไร

หลังจากนั้นลูกชายของเธอไม่ได้กลับมาที่ห้องเช่าอีกเลย

เธอเป็นหญิงอายุเกือบหกสิบปี ออกตามหาลูกชายเพียงลำพัง ด้วยการหาเบาะแสจากคนที่คุ้นเคยบริเวณนั้น เผื่อมีใครพบเห็นลูกชายของเธอในวันที่เขาเดินหายไป ยิ่งในสมัยนั้นกล้องวงจรปิดยังไม่แพร่หลายเหมือนในปัจจุบัน เธอจึงทำได้เพียงเดินสอบถามข้อมูล เอาภาพลูกชายไปให้คนแถวนั้นช่วยดู โชคดียังพอมีคนเห็นว่าลูกชายของเธอเดินขึ้นรถประจำทางสายหนึ่งไป

เธอคิดว่าลูกชายอาจต้องการไปหาเธอที่ทำงาน แต่เขาไม่รู้ว่าแม่ทำงานที่ไหน เขาน่าจะไปแบบมั่วๆ และลงรถไม่ถูก เพราะเขาไม่เคยขึ้นรถเมล์ตามลำพังมาก่อน

เธอยิ่งเป็นกังวลเพราะลูกชายไม่ได้กินยามาหลายวัน โดยปกติเขาจะไม่คุยกับคนแปลกหน้า และถ้าไม่ได้กินยาอาจมีอาการเหม่อลอยและพูดคนเดียว ยิ่งทำให้เธอเป็นห่วง เพราะรู้ว่าลูกชายไม่กล้าขอความช่วยเหลือใคร ยิ่งหิวข้าวหิวน้ำเขาคงไม่ขอใครกินเป็นแน่

เธอไปที่อู่รถเมล์หลายสายที่ผ่านหน้าบ้าน แต่ก็ไม่พบเบาะแสเกี่ยวกับลูกชายของเธอ เธอมั่นใจว่าลูกชายอาจลงกลางทางเพราะไม่มีเงินค่ารถ

เธอตัดสินใจเดินเท้าเพียงลำพังจากหน้าห้องเช่าแถวๆ ถนนบางกะปิ เดินตามถนนรามคำแหง ยาวมาจนถึงสุขุมวิท และมาสิ้นสุดที่สยาม

เธอใช้เวลาเดินแบบนี้อยู่หลายวัน เธอจะเข้าไปหาคนที่นอนเร่ร่อนอยู่ข้างถนน ไปปลุกและพลิกตัวดูว่าเป็นลูกชายของเธอหรือไม่ สภาพของชายที่ออกไปตากแดดตากฝนเกือบเดือน คงมีสภาพเหมือนคนเร่ร่อนเต็มตัว

เธอบอกว่า กล้าๆ กลัวๆ เวลาไปเดินตามลำพัง แต่ใจหนึ่งก็เป็นห่วงลูกชาย หวังว่าคนที่นอนอยู่ข้างถนนจะเป็นลูกชายของเธอสักคนหนึ่ง

เธอไปพลิกตัวดูคนเร่ร่อนที่นอนอยู่ริมถนนนับสิบๆ คน แต่ไม่มีคนไหนเป็นลูกชายของเธอเลย

ปัจจุบันมูลนิธิกระจกเงามีคนหายที่มีอาการทางสมองและมีอาการทางจิตเวช หายออกจากบ้านเดือนละประมาณ 20-30 รายต่อเดือน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่ที่ผู้ดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องออกไปทำงานช่วงกลางวัน ผู้ป่วยจึงอยู่บ้านตามลำพัง และมีแนวโน้มในการเดินพลัดหลงหายออกจากบ้านและกลับบ้านไม่ถูก ตลอดจนเมืองใหญ่ คนมักไม่รู้จักกัน ไม่รู้ว่าใครอยู่บ้านหลังไหน มีอาการป่วยหลงลืมที่ต้องช่วยกันดูแล เวลาผู้ป่วยเดินพลัดหลง คนทั่วไปไม่รู้ว่าเขาป่วย เพราะไม่ได้ใส่ใจต่อกัน

หลายเดือนต่อมาเธอได้รับการติดต่อจากเรือนจำ ปรากฏว่าลูกชายของเธอต้องโทษข้อหาบุกรุก เนื่องจากไปเดินเข้าบ้านคนอื่น และเขาแจ้งความเอาตำรวจมาจับกุมดำเนินคดี

ลูกชายเธออยู่ในคุกหลายเดือน ระหว่างนั้นเขาพอจะบอกชื่อ นามสกุลตัวเองได้ จึงทำให้เธอทราบว่าเขาติดคุกอยู่

นี่ไม่ใช่คดีแรกที่ผู้ป่วยซึ่งมีอาการทางสมองหรือสุขภาพจิต เดินพลัดหลงเข้าบ้านคนอื่นเพราะคิดว่าเป็นบ้านของตัวเอง จนถูกจับกุมดำเนินคดี ซึ่งแน่นอนว่าคนป่วยกลุ่มนี้พูดไม่ค่อยรู้เรื่องจึงดูเหมือนเขารับสารภาพทุกความผิดที่เขาได้ก่อขึ้น

แต่เธอและลูกไม่ได้เรียกร้องอะไรในฐานะที่มีการจับคนป่วยซึ่งไม่มีเจตนาในการกระทำความผิดเข้าคุก

หลังจากนั้นหลายเดือนต่อมา ฝันร้ายก็กลับมาเยือนเธออีกครั้ง ลูกชายเธอหายออกจากบ้านไปอีก เพราะเธอให้ลูกชายออกมาซื้ออาหารกินเอง หลังจากกลับมาใหม่ๆ ก็ล็อกบ้านขังไว้เหมือนเดิมจนอาการดีขึ้นและกล้าปล่อยให้ช่วยตัวเองในบางเรื่อง

หากจะมีคนซ้ำเติมว่า ทำไมลูกเคยหายออกจากบ้านแล้วยังกล้าปล่อยออกจากบ้าน แต่ในความเป็นจริงแล้ว การดูแลผู้ป่วยในลักษณะนี้เพียงลำพังเป็นเรื่องยากมาก ความเครียดสะสม การไม่ได้พักผ่อน ความห่วงกังวล ตลอดจนค่าใช้จ่ายหากต้องจ้างคนมาช่วยดู กลายเป็นภาระที่เธออาจจะแบกรับตามลำพังไม่ไหว บางเรื่องเลยกลายเป็นการดูแลตามสภาพ

เธอออกติดตามหาลูกชายด้วยวิธีการเดิม และเพราะเชื่อว่าลูกชายกำลังเดินอยู่ข้างถนนที่ไหนสักแห่ง และตรวจสอบไปตามโรงพักและเรือนจำว่าลูกชายเธอถูกจับหรือไม่...

ไม่กี่สัปดาห์จากนั้นต่อมา เธอโทรมาหาผมด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้ บอกว่าเจอลูกชายแล้ว แต่เขาจมน้ำเสียชีวิตอยู่ที่คูน้ำริมถนน...

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา