
ปฏิกิริยาลูกโซ่อันน่าหวาดกลัว!
ในเดือน ก.ค. 2014 จู่ๆ ก็เกิดหลุมมหึมาขึ้นที่คาบสมุทรยามาลทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ในไม่กี่สัปดาห์จากนั้นก็มีการค้นพบหลุมลึกลับนี้อีกในเขตทุนดราของไซบีเรียสองหลุม เกิดทฤษฎีขึ้นมากมาย เพื่ออธิบายหลุมกว้าง 80 เมตร ตั้งแต่อุกกาบาตตก จนกระทั่งถึงการทดสอบอาวุธ แต่หลังจากตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นักธรณีวิทยาก็ได้ข้อสรุปว่า หลุมนี้ไม่ได้เกิดจากที่มีวัตถุใดๆ ตกกระแทกลงไปในพื้นที่อันห่างไกลนี้ แต่เกิดขึ้นจากการระเบิดออกครั้งใหญ่ของก๊าซใต้ดินต่างหาก
ในเดือน ก.ค. 2014 จู่ๆ ก็เกิดหลุมมหึมาขึ้นที่คาบสมุทรยามาลทางตะวันตกเฉียงเหนือของไซบีเรีย ในไม่กี่สัปดาห์จากนั้นก็มีการค้นพบหลุมลึกลับนี้อีกในเขตทุนดราของไซบีเรียสองหลุม เกิดทฤษฎีขึ้นมากมาย เพื่ออธิบายหลุมกว้าง 80 เมตร ตั้งแต่อุกกาบาตตก จนกระทั่งถึงการทดสอบอาวุธ แต่หลังจากตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นักธรณีวิทยาก็ได้ข้อสรุปว่า หลุมนี้ไม่ได้เกิดจากที่มีวัตถุใดๆ ตกกระแทกลงไปในพื้นที่อันห่างไกลนี้ แต่เกิดขึ้นจากการระเบิดออกครั้งใหญ่ของก๊าซใต้ดินต่างหาก
เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว (permafrost) ในไซบีเรีย แคนาดา และอลาสกาละลาย มีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกดักจับเอาไว้กับน้ำแข็งใต้ดินในสภาพของแข็งจึงละลายออกมาด้วย มีเทนในสภาวะก๊าซปริมาตรมากกว่ามีเทนในภาวะของแข็งถึง 164 เท่า ดังนั้นความดันใต้ดินเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้เกิดการระเบิดได้ และเกิดหลุมขนาดใหญ่ขึ้นบนดิน นักวิทยาศาสตร์คาดว่าจะเกิดหลุมแบบเดียวกันนี้อีกทั่วทั้งเขตอาร์กติกเมื่อโลกร้อนขึ้น แต่หลุมเหล่านี้เป็นเพียงสัญญาณเตือนเบื้องต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ที่จะเกิดตามมาเพราะโลกร้อนขึ้นเท่านั้น
ก๊าซทำให้โลกยิ่งร้อน
ภาวะโลกร้อนเกิดจากปริมาณก๊าซเรือนกระจกอย่างเช่นมีเทนและคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ก๊าซจะสะท้อนรังสีความร้อนส่วนหนึ่งจากโลกกลับลงไปสู่ชั้นบรรยากาศด้านล่าง ก่อนที่ความร้อนจะหลุดออกไปในอวกาศ ถ้าไม่มีชั้นที่ทำหน้าที่ฉนวนนี้ โลกอาจจะเย็นกว่านี้ 30 องศาเซลเซียส แต่กลับกันการมีก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศมากเกินไปจะเพิ่มอุณหภูมิให้โลก นับจากศตวรรษที่ 19 ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 แล้วเกิดขึ้นเนื่องจากการเผาถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซในช่วงเดียวกันอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 0.85 องศาเซลเซียส ถ้ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในระดับเดิมอย่างต่อเนื่อง อุณหภูมิจะเพิ่มอีก 2.6-4.8 องศาเซลเซียส ก่อนปี 2100 นี่เป็นข้อมูลจากคณะกรรมการว่าด้วยสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ นับตั้งแต่สิ้นสุดยุคน้ำแข็ง ต้องใช้เวลาราว 10,000 ปี ก่อนที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น 5-6 องศาเซลเซียส
ศาสตราจารย์บิล แม็คไกวร์ แห่งยูนิเวอร์ซิตี้คอลเลจลอนดอน บอกว่า ความร้อนนั้นมีนัยไปไกลกว่าแค่การเกิดหลุมในเขตทุนดราแห่งไซบีเรีย “การตื่นขึ้นของยักษ์หลับอย่างเปลือกโลก ซึ่งถูกมองว่าเป็นหินแข็งที่เคลื่อนไหวไม่ได้ แต่การละลายของน้ำแข็งที่ไหลลงไปในมหาสมุทรจะทำให้พื้นผิวโลกหลายพันล้านตันเกิดการเรียงตัวใหม่เปลือกโลกจะต้องรับแรงดันใหม่ที่สูงขึ้นในบางส่วนและลดลงในบางส่วน ก่อให้เกิดแผ่นดินไหวเพิ่มมากขึ้น” เขื่อนแห่งหนึ่งของอินเดียที่สร้างในทศวรรษ 1960 แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแรงดันแม้เพียงเล็กน้อย มีผลให้เปลือกโลกมีปฏิกิริยาตอบสนอง เขื่อนคอยนา (Koyna Dam) เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน แต่แรงกดดันที่เกิดจากเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน ทำให้พื้นที่นั้นเกิดแผ่นดินไหวครั้งแรกขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ในวันที่ 11 ธ.ค. 1967 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.3 ตามมาตราริกเตอร์ทำให้มีคนตาย 200 คน นับตั้งแต่นั้นมีการสังเกตพบแผ่นดินไหวรุนแรงที่สัมพันธ์กับเขื่อนใหม่ต่างๆ กว่า 100 แห่งทั่วโลก
แม็กมาใหม่กระตุ้นให้เกิดการปะทุ
หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจที่สุดของความสัมพันธ์ระหว่างภูมิอากาศที่ร้อนขึ้นกับหายนะทางธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้นมาจากไอซ์แลนด์ เมื่อ 16,000 ปีก่อน เกาะแห่งนี้มีน้ำแข็งปกคลุมหนา 1 กิโลเมตร แต่ในช่วงเวลา 4,000 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งเกือบทั้งหมดละลายไป ทำให้ภูเขาไฟบ้าคลั่งในช่วง 1,500 ปีของการที่ภูเขาไฟมีการระเบิดสูงมากนั้น จำนวนการปะทุก็สูงเป็น 30-50 เท่าของอัตราปกติ
บิล แม็คไกวร์ บอกว่า การปะทุที่เพิ่มขึ้นนั้นเกิดจากมีแม็กมาใหม่ดันตัวขึ้นมาเพราะแรงกดเปลือกโลกลดลงเมื่อน้ำแข็งละลายหายไป ในปี 2013 ทฤษฎีนี้ทำให้เขาเตือนถึงการปะทุของภูเขาไฟบาร์ดาร์บังกา (Bardarbunga) ซึ่งตั้งอยู่ใต้ธารน้ำแข็งวานาโยคุลล์ (Vatnajökull) การคำนวณของแม็คไกวร์ แสดงให้เห็นว่า แรงกดจากน้ำแข็งที่ลดลงทำให้ภูเขาไฟทั้งลูกมีแม็กมาเพิ่มขึ้น และปลดปล่อยออกมาในการปะทุครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 200 ปี เมื่อเดือน ส.ค. 2014
ภูมิอากาศรักษาตัวเอง
ผลของภาวะโลกร้อนส่งผลไกลไปในอนาคต แต่โลกมีคุณสมบัติในการรักษาตัวเอง นั่นแปลว่าเมื่อเวลาผ่านไป โลกจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีก ตัวอย่างหนึ่งคือ ชั้นโอโซน ในปี 1985 นักวิทยาศาสตร์ส่งเสียงเตือน เมื่อค้นพบว่าชั้นโอโซนเหนือแอนตาร์กติกาที่คอยปกป้องโลกนั้นลดลงอย่างมาก เกิดขึ้นเพราะก๊าซซีเอฟซี ซึ่งเป็นก๊าซที่ใช้ในระบบทำความเย็น ระบบฉีดพ่นสเปรย์ ผลร้ายของก๊าซนี้ทำให้สหภาพยุโรปสั่งแบนการใช้ก๊าซนี้ในปลายทศวรรษ 1980 เมื่อการปล่อยก๊าซลดลง ชั้นโอโซนก็ค่อยๆ ซ่อมแซมตัวเอง ความเสียหายที่เกิดกับชั้นโอโซนนั้นยังคงสังเกตเห็นได้ เพราะก๊าซเรือนกระจกอย่างซีเอฟซี คาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซหัวเราะนั้นมีอายุยืนยาวมาก เช่นเดียวกันกว่าที่ผลของภาวะโลกร้อนจะลดลงก็ต้องใช้เวลายาวนาน ถ้าหยุดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะต้องใช้เวลาราว 1,000 ปี ก่อนที่อุณหภูมิจะเริ่มลดลง อย่างร้ายที่สุดก็อาจใช้เวลา 500,000 ปี กว่าที่ภูมิอากาศจะกลับมาสู่จังหวะเดิมก่อนที่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมาย







