posttoday
เรื่องน่าหมั่นไส้ที่ต้องช่วยกัน

เรื่องน่าหมั่นไส้ที่ต้องช่วยกัน

01 สิงหาคม 2558

บ่นกันมากว่า สื่อคุมกันเองไม่ได้ พอจะลงโทษก็ลาออกจากสมาคมสื่อ นี่เป็นประเด็นที่พูดกันทั่วไป

บ่นกันมากว่า สื่อคุมกันเองไม่ได้ พอจะลงโทษก็ลาออกจากสมาคมสื่อ นี่เป็นประเด็นที่พูดกันทั่วไป

ข้อเท็จจริงที่คนบ่นไม่ค่อยทราบ คือ ตั้งสภาการหนังสือพิมพ์มา 18 ปี มีหนังสือพิมพ์ต่างๆสมัครเป็นสมาชิก หรืออีกนัยคือขอผูกพันกับจริยธรรมที่เรากำหนด เพิ่มขึ้น 47 ฉบับ ออกจากการเป็นสมาชิก 12 ฉบับ ในจำนวนนี้เป็นเพราะเลิกกิจการ 9 ฉบับ มีเพียง 3 ฉบับที่ไม่ยอมรับผลการวินิจฉัยแล้วลาออก

สรุปคือ คนดูแต่ขาออกไม่ดูขาเข้า แต่ก็ไม่เป็นไร…

ที่คนบ่นไม่ค่อยรู้อีกอย่าง คือ ต่อให้เขายอมรับการวินิจฉัยแล้วโทษคืออะไร?

คือ การลงประกาศตีพิมพ์คำวินิจฉัยในหน้าหนังสือพิมพ์ในที่ที่กำหนด ไม่มีโทษอย่างอื่นครับ

ที่คนบ่นอยากให้ลงโทษสื่อแรงๆ คงหมายถึง โทษปรับหรืออาญา

ข้อเท็จจริงคือ ทุกวันนี้คนที่ถูกสื่อละเมิดฟ้องแพ่งและอาญาได้อยู่แล้ว ถ้าจะให้สื่อคุมกันเองโดยมีอำนาจในการปรับหรือลงโทษอื่นคือ อาญาก็ต้องรับอำนาจรัฐมา องค์กรวิชาชีพสื่อก็ต้องมีสถานะเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่รัฐ

ปัญหาของการปฏิรูปสื่อคราวนี้จึงมีโจทย์ใหญ่ว่า เราจะรับกฎหมายมาคุมกันเองไหม?

คำถามที่น่าถามให้ได้ความกระจ่าง คือ รับกฎหมายมาคุมแล้ว เราจะมีอำนาจลงโทษอะไรได้อีก?

คำตอบง่ายๆ คือ สั่งปรับ  ส่วนการลงโทษทางอาญาอยู่ที่ศาลเท่านั้น

หลายวันก่อน คณะกรรมาธิการปฏิรูปสื่อฯ สภาปฏิรูปแห่งชาติ  เสนอรายงานและร่างกฎหมายเรื่องการปฏิรูปสื่อให้สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา สภาฯ เห็นชอบด้วยเสียงข้างมากแต่คณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปของ 4 องค์กรสื่อ มีแถลงการณ์คัดค้านว่า ร่างนั้นมีปัญหายุ่บยั่บไปหมด ประธานคณะกรรมาธิการฯ จึงเชิญคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูปไปคุยและสอบถามว่าเรามีข้อเสนออะไร

คุยกันแล้ว แนวคิดเรื่องหลักการส่วนใหญ่ตรงกันหมด ที่ไม่ตรงกันคือ เอาแนวคิดมาออกแบบกฎหมาย

ความต่างคือ กมธ.ออกแบบให้มีองค์กรใหม่เป็นร่มใหญ่ ทำทุกอย่างคือ มีอำนาจในการวินิจฉัย มีอำนาจลงโทษ (ปรับ) และออกแบบให้มีเงินจากรัฐมาอุดหนุนและทุนประเดิมในการทำงาน แต่เราเสนอให้แยกอำนาจหน้าที่ระหว่างผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการ

เราเสนอว่า ควรออกกฎหมายให้อำนาจผู้กำกับดูแล 2 กลุ่ม คือ 1.ให้มีองค์กรทำหน้าที่ในการออกมาตรฐานกลางทางด้านจริยธรรม และช่วยองค์การหรือสภาวิชาชีพสื่อพัฒนากระบวนการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ให้มีประสิทธิภาพ  2.องค์กรที่เกิดจากพัฒนากลไกการมีส่วนร่วม โดยให้ภาคประชาชนรวมตัวเป็นเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวัง (Media Watch) โดยให้องค์กรนี้ทำหน้าที่เฝ้าระวัง มิให้สื่อถูกครอบงำโดยอำนาจรัฐและทุน โดยมีเครื่องมือคือ ทำรายงานต่อสาธารณะในเรื่องสถานการณ์สื่อ รวมทั้งวิจัยในเรื่องสื่อ จะเป็นเรื่องสภาพการจ้างสวัสดิภาพ ฯลฯ เพื่อเสนอแนะให้องค์กรสื่อปรับปรุง ไปพร้อมๆ กับให้สังคมได้รับทราบและเป็นตัวแทนของประชาชน และทำหน้าที่กำกับและตรวจสอบสื่อแทนประชาชน หากเห็นว่า มีการทำผิดจริยธรรม

ทั้งสององค์กรนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐ แต่ก็มีสถานะเป็นองค์กรอิสระของประชาชน

ทั้งสององค์กรนี้จะไม่มีตัวแทนสื่อที่ยังประจำการอยู่ในกองบรรณาธิการ หรือคนจากสภาวิชาชีพสื่อไปเป็นกรรมการ

วิธีการนี้ เป็นการนำอำนาจรัฐคือ กฎหมายมาช่วยให้เกิดการปฏิรูปสื่อก็จริง แต่สื่อไม่ได้ถือและใช้อำนาจนั้นหากแต่ตัวแทนประชาชนจะเป็นคนถือและใช้อำนาจนั้น 

พูดตรงๆ ง่ายๆ คือ เพิ่มอำนาจและความเข้มแข็งให้ภาคประชาชน ในการทำหน้าที่กำกับตรวจสอบดูสื่อขณะเดียวกันก็ป้องกันการแทรกแซงสื่อด้วย 

วิธีนี้ตัดความกังวลว่า รัฐจะเข้ามาแทรกแซงด้วยงบปีละ 50 ล้านบาท หรือแทรกแซงทางอื่น ตัดเรื่องจะมีกรรมการมาจากไหนไม่รู้มาตัดสินโทษสื่อ เพราะองค์กรสื่อและสภาวิชาชีพสื่อยังมีกลไกในการกำกับกันเองเหมือนเดิม แต่ถ้าผู้เสียหายต้องการให้ลงโทษแรงกว่านี้ก็ไปหน่วยงานรัฐที่มีอำนาจลงโทษแพ่งและอาญา

วิธีนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้สื่อรวมตัวกันเพิ่มขึ้น จะรวมตัวตามประเภท ตามภูมิศาสตร์ หรือการประกอบการเชิญเลยตามอัธยาศัย เพราะถ้าจะให้เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาทางด้านจริยธรรม ก็ออกแบบให้อำนาจผู้กำกับดูแลกลุ่มแรกให้ทุนสนับสนุนองค์กรหรือสภาวิชาชีพที่มีกระบวนการที่ดี และพัฒนาจริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพได้

เหมือน สสส.ให้ทุนสื่อเหมือนปัจจุบัน

ส่วนร่างกรรมาธิการฯ นั้น ทราบว่าหลังมีเสียงสะท้อนจากฝ่ายต่างๆ แล้ว กรรมาธิการฯ ได้ปรับใหม่ ดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตามมีปมก็ยังคิดกันไม่ตกอยู่บ้าง เช่น สูตรที่มาของคณะกรรมการจะมาจากไหน มาจาก
สมาคมสื่อไหน ไม่ต้องไปพูดเรื่องเงิน และการใช้อำนาจวินิจฉัยลงโทษที่จะมีอยู่ในองค์กรเดียวอีก ฯลฯ

จะว่าไปแล้วทุกฝ่ายต่างก็ต้องพัฒนาแนวคิดต่อไปอีก เพื่อให้รัดกุมที่สุด

น่าคิดว่า ลึกๆ แล้วเป็นไปได้ไหมว่า ในสังคมที่คนไม่อยากได้ยินความเห็นต่าง และพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกันนั้น อาจจะอยากเห็นการลงโทษสื่อมากกว่านี้ คือ หักปากกามันเลย ห้ามเขียน ห้ามพูด ปิดมัน เอามันติดคุกติดตะรางใช่ไหม

น่าคิดว่า ลึกๆ แล้วสังคมไทยเต็มไปด้วยคนอยากมีอำนาจแต่ไม่ค่อยใช้สติปัญญา เลยมีแต่การด่าทอ ไม่มีการแลกเปลี่ยนความเห็น?

มีคำพูดหนึ่งฟังแล้วน่าหมั่นไส้ แต่มันเป็นความจริงคือ เสรีภาพสื่อ คือเสรีภาพประชาชน และเสรีภาพมาคู่กับความรับผิดชอบ

ลองทบทวนดูว่า เราอยากปฏิรูปสื่ออย่างไร เพื่ออะไร แล้วช่วยกันจะดีไหม?

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้