
โชกิ ดอร์จิ หนุ่มภูฏานหัวใจออร์แกนิก
ไม่ว่าจะด้วยบังเอิญหรือไม่ แต่เราก็ได้เจอกันแล้ว โชกิ ดอร์จิ (Choki Dorji) นักศึกษาหนุ่มวัย 21 ปี ชาวภูฏาน
โดย...กองทรัพย์ ภาพ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
ไม่ว่าจะด้วยบังเอิญหรือไม่ แต่เราก็ได้เจอกันแล้ว โชกิ ดอร์จิ (Choki Dorji) นักศึกษาหนุ่มวัย 21 ปี ชาวภูฏาน ที่ดั้นด้นเดินทางมาร่ำเรียนวิถีเกษตรกรรมแบบอินทรีย์ และการจัดการระบบการเกษตรอย่างยั่งยืน ตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่สถาบันอาศรมศิลป์ และร่วมเรียนรู้แบบปฏิบัติจริงที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี โดย ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร (อ.ยักษ์) แต่วันที่ได้เจอกันพร้อมกับพี่กุล ปัญญาวงศ์ ตัวแทนจากชุมชนต้นน้ำน่าน จ.น่าน ซึ่งโชกิถูกส่งตัวมาเรียนภาษาไทยแบบกิน-นอนที่นี่นานร่วม 7 เดือนแล้ว เขารู้สึกว่ามันนานจนผูกพันเหมือนเป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งของเขา
ชายหนุ่มยิ้มตาหยีหลังจากเราทักทายกัน โชกิ บอกว่า “ผมเริ่มเรียนภาษาไทยได้เกือบ 1 ปีแล้ว แต่ก็ยังสื่อสารภาษาไทยยาวๆ ไม่ได้เลย มันค่อนข้างยากสำหรับผม และกำลังจะหมดเวลาเรียนภาษาไทยแล้ว จากนี้ผมจะต้องไปเรียนรู้เรื่องการเกษตร แต่ผมคิดว่าภาษาไทยไม่เป็นปัญหาในการเรียนรู้ ผมเรียนการพูดและฟังให้เข้าใจมากกว่าจะเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว ส่วนเรื่องวิชาการแน่นอนว่ามีตำราภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษานานาชาติที่ผมสามารถศึกษาได้ แต่วิธีเรียนภาษาไทยของผมคือการพยายามฟัง และพูดตาม ทำซ้ำบ่อยๆ เดี๋ยวก็ได้
เราถามว่าภาษาไทยคำแรกที่หนุ่มภูฏานคนนี้พูดได้คืออะไร เขาตอบทันทีว่า “สวัสดีครับ” แต่คำที่หนุ่มหัวใจสีเขียวชอบมากที่สุดและเขาบอกว่าเข้าใจความหมายคำนี้ดีคือคำว่า “อนุรักษ์ป่า” (เราได้ยินเสียงร้องว้าวจากคนข้างๆ ด้วย)
เยาวชนส่วนหนึ่งในประเทศภูฏานเข้ามาเรียนในเมืองไทยด้วยทุนการศึกษาระหว่างสถาบันการศึกษาร่วมมือกับรัฐบาลภูฏาน ส่วนหนึ่งไปเรียนที่อินเดีย และออสเตรเลีย แต่สำหรับโชกิและเพื่อนๆ อีก 3 คน มีเหตุผลต่างออกไป “คุณพ่อของเพื่อนสนิทของผมท่านเป็นที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ของภูฏานด้านการศึกษา (Royal Education Consultant) ท่านเดินทางไปดูงานที่ประเทศมาเลเซียเพื่อไปหาแนวทางเรื่องโรงเรียนสีเขียวและการทำเกษตรอินทรีย์ และพบกับหลวงพ่อสังคม ธนปัญโญ พระนักพัฒนาตามแนวทางพระราชดำริ และ อ.ยักษ์ ซึ่งทั้งสองท่านพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พ่อของเพื่อนผมท่านก็เลยนำไอเดียเรื่องนี้มาพูดคุยกับพวกผม ท่านถามความสนใจของพวกเรา ผมสนใจเรื่องการเกษตรกรรมแบบยั่งยืน และอยากมาเรียนที่เมืองไทย พวกเราจึงตัดสินใจมาเรียนต่อปริญญาตรีที่เมืองไทย
“ภูฏานมีนโยบายประกาศออกมาว่าต้องปลูกพืชปลอดสารเคมี 100 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายการมาเรียนของพวกเราคืออยากนำความรู้ที่ได้ไปสร้างอาชีพให้คนในประเทศภูฏาน อยากนำความรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปสอนเด็กๆ เราจะสร้างโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ในประเทศของเรา สร้างสังคมเกษตรกรรมที่ยั่งยืนด้วยเกษตรอินทรีย์ เป็นการสร้างงาน สร้างคน และสร้างความมั่นคงด้านอาหารของประเทศ”
การมาเมืองไทยของโชกิและเพื่อนๆ ไม่ได้มาเพื่อเรียนเกษตรอย่างเดียว แต่มาเพื่อเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดการดิน น้ำ ป่า ตามศาสตร์พระราชา "เมื่อผมเจอ อ.ยักษ์ ผมได้แรงบันดาลใจหลายอย่างจากท่าน ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้องสอนให้ผมเรียนรู้เรื่องการปกป้องผืนป่า ได้รู้จักและสัมผัสถึงความรักของคนกลุ่มหนึ่ง ที่กำลังทำคือการรักษาป่าไม้ ผมได้ไอเดียเกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์มากมายทั้งเรื่อง ข้าว ผัก และการจัดการดิน การจัดการน้ำ และผลเสียของสารเคมีทั้งระบบ ถ้าใช้สารเคมีผลเสียจะอยู่ในดิน ลงสู่แม่น้ำ และเคมีเหล่านี้จะเข้าไปในอาหาร และย้อนเข้าหาคนที่บริโภคในที่สุด ผมว่าคนอื่นๆ รู้อยู่แล้วว่าผลร้ายมันมีอะไรบ้าง แต่บางคนเห็นแก่เงินมากกว่านึกถึงต้นไม้"
การเข้ามาเป็นนักเรียนตามศาสตร์พระราชาของโชกิ จากความประทับใจในภาพพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบายเป็นคำพูดได้ "ในประเทศเราเปิดสารคดีเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของในหลวงอยู่เสมอ ผมว่าพระราชาประเทศไทยทรงงานหนักตั้งแต่พระชันษาน้อย ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปทุกที่เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนของพระองค์ ทรงพระปรีชาสามารถทั้งการดนตรี กีฬา"
"ผมว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองการณ์ไกล ทรงเห็นปัญหาต่างๆ ในโลกล่วงหน้า ทั้งปัญหาเรือนกระจก ปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ผมว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทางออก และประเทศของผมต้องการแนวคิดของพระองค์"
ขณะนี้โชกิ ยังคงใช้ชีวิตในศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง จ.ชลบุรี และมีรอยยิ้มท่ามกลางธรรมชาติที่เขาชื่นชอบ นับจากนี้อีก 3 ปี เราคงได้เห็นบัณฑิตจากภูฏานกลับไปเปิดโรงเรียนเกษตรอินทรีย์ที่ประเทศของพวกเขา







