
เสพศิลปะกับโลกละครเวที
ขณะนี้ที่โรงละครทองหล่อ อาร์ตสเปซ กำลังจัดแสดงละครเวทีเรื่อง The Malady of Death
โดย...นกขุนทอง-วิภาค พูนพันธุ์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
ขณะนี้ที่โรงละครทองหล่อ อาร์ตสเปซ กำลังจัดแสดงละครเวทีเรื่อง The Malady of Death บทประพันธ์ “ดูราส” นักเขียนชาวฝรั่งเศส ในช่วงปี 1982 อันว่าด้วยมุมมองเกี่ยวกับ Homosexuality มาจัดทำเป็นละครเวทีในรูปแบบ Experimental Performance ผลงานการกำกับ “วสุรัช อุณาพรหม”ชายคนนี้อุทิศตัวทำงานศิลปะนับตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เรียกว่ายิ่งเรียนยิ่งลุ่มหลง ยิ่งได้รู้ยิ่งค้นคว้า และศึกษาพัฒนางาน หลังจากจบปริญญาตรี คณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขาการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ไปศึกษาต่อ MA Performance Design and Practice, Central ST.Martins College University of the ARt London
“ตอนเรียนที่ไทยผมชอบงานฉาก เสียง แสง คอสตูม พอไปเรียนที่อังกฤษ์ก็กะไปที่เราชอบเราถนัด แต่คอร์สที่เราไปเรียนคนยุโรปเรียกว่าเป็นงานที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ของการแสดงผ่านสื่อต่างๆ แอ็กติ้งไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด แต่หมายความว่า องค์ระกอบทางศิลปะ เราวางไว้ในเชิงทัศนศิลป์และตัวของนักแสดง หรืออาจจะไม่มีนักแสดง หรืออาจจะเป็นการแสดงอื่นๆ เสียง อะไรแบบนี้ เพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับคนดู จะสร้างการสื่อสารให้ในอีกรูปแบบหนึ่ง”
ละครเวที The Malady of Death ได้ตอบโจทย์ในศาสตร์ที่วสุรัชกล่าวถึง “เรื่องนี้พูดถึงเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ซื้อผู้หญิงมานอนด้วยเพื่อแสวงหาความรักที่เขาไม่เคยพบ ต้นฉบับเป็นนวนิยายกึ่งละคร เรื่องจะเป็นภาวะความโศกเศร้า ความเสียใจ บ้างครั้งมันอธิบายด้วยเหตุและผลไม่ได้ แน่นอนเราทำรีเสิร์ช ว่าแบ็กกราวด์ของเรื่องนี้คืออะไรที่สามารถสัมผัสได้ และสามารถหยิบมาใช้ได้ คือดูราสอายุ 70 ปี เป็นนักเขียนที่เปรี้ยวมาก เขามีแฟนเป็นชายอายุ 30 ปี นั้นคือเบื้องหลังของเรื่องนี้ มันคือภาพ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นคนดูจะรู้สึกอะไรกับมัน แล้วถ้ามีอะไรเกิดขึ้น คนดูจะรู้สึกอย่างไร ผมใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐาน เป็นโลกที่ใช้สัญชาตญาณสร้างขึ้นมา จากนั้นผมทำงานกับพื้นที่ การสร้างเรื่องราวรามาติกให้เกิดขึ้นกับพื้นที่และสิ่งของ แล้วก็จะมีทีมในการทำหน้าที่ต่างๆ
เหมือนการเชื่อมโลกสองโลกเข้าด้วยกัน นั้นก็คือไฟน์อาร์ต Visual Light หรือทัศนศิลป์ กับโลกของละครเวที พูดง่ายๆ คือเรามีแมสเสจที่จะสื่อ ถ้าอยากได้ใครสักหนึ่งคน เช่น อยากได้ช่างปั้นหนึ่งคน แต่อาจจะเอาช่างปั้นนี้เป็นคอสตูม แล้วก็เอาคนทั้งหมดที่ต้องการในโปรเจกต์มาทำงานร่วมกัน ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน เพื่อที่จะคุยในสายที่ผมบอก เพื่อจะเล่าเรื่องราวที่เราอยากจะคุย ซึ่งการเสพงานในลักษณะที่ผมทำ ภาษาไทยเรียกเสพ ไม่ใช่ชม ให้คนดูเข้าไปมีความรู้สึกไปกับงานที่เราดีไซน์ แต่คนไทยค่อนข้างตั้งคำถามว่า จะพูดอะไร จะคุยอะไร แต่จริงๆ แล้ว งานแบบนี้ เหมือนเราไปดูรูปภาพรูปหนึ่ง เราไม่ควรถามตัวเองว่าเราดูรูปภาพอะไร เราควรถามตัวเองว่าเรารู้สึกยังไงเมื่อดูภาพนั้น โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมเขาต้องวาดแบบนี้ ทำไมเขาถึงต้องทำแบบนี้ แต่คุณคือสถานะของผู้เสพงาน คุณเป็นคนมองภาพๆ นี้ คุณรู้สึกอะไรกับมัน”
การทำงานแนวนี้วสุรัชรู้ดีว่าได้รับความนิยมจำกัด แต่ถ้ากังวลแต่จำนวนคนดู งานศิลปะใหม่ๆ คงไม่ได้เกิดขึ้น“งานแบบนี้มันแมสยากเพราะเป็นงานที่ใช้ความรู้สึกค่อนข้างสูง หมายถึงว่าต้องเปิดกว้างทางใจค่อนข้างสูงในการชม ถ้าใครชินกับละครที่มีบทพูดก็จะรู้สึกอึดอัดนิดหนึ่ง แต่ถ้าใครชอบหนังเงียบ หนังสไตล์อินดี้ก็จะรับรู้ถึงความรู้สึกที่เสพได้ กระแสตอบรับที่มีต่อผลงานศิลปะในรูปแบบนี้ ผู้ชมในสายวรรณกรรมประทับใจคนดูมากที่สุด บางคนเคยอ่าน บางคนไม่เคยอ่านแล้วเขาก็มาดูว่า มันจะเกิดขึ้นได้ยังไง ส่วนบางคนก็มาแชร์ให้ฟังว่า ไม่รู้เรื่องเลย แต่ฉันเปิดใจมา แต่เขาก็รับได้ ในองค์ประกอบศิลป์ทั้งหมด มันก็มีลักษณะแบบนี้ที่สัมผัสได้
ทุกรอบของละครต้องมีช่วง Q and A เพื่อทำความเข้าใจให้กับคนดู เหมือนพาร์ตหนึ่งของการแสดง ให้ผู้ชมตีความได้ง่ายขึ้น มีฟีดแบ็กมาว่า ดูจบแล้วเฉยๆ แต่พอมีช่วงนี้ เขาเชื่อมโยงทุกอย่างได้ เขารู้สึกรักมันมากกว่าเดิมหลายเท่า เรื่องนี้ผู้ชายคนหนึ่งที่รู้สึกเป็นบาปที่ไม่สามารถรักผู้หญิงคนหนึ่งได้ มันก็เหมือนเป็นการแอบดูความฝันของคนอื่น เรามาพาตัวเองปลดล่อยไปกับเรื่องนี้ ถ้าใครอยากดูงานที่แปลกใหม่ ไม่ธรรมดา ทั่วไป เรื่องนี้ใช้หลายภาษา จะได้ความงามอีกรูปแบบหนึ่ง มาฟังเท็คของดูราส ว่ามีความงามอย่างไร ผนวกกับองค์ประกอบหลายเทคนิคมากๆ เพราะเป็น อินสตอลเลชั่นอาร์ต”
ท้ายสุดวสุรัชบอกถึงอาชีพที่เขาทำอยู่ว่า เขาทำงาน “ศิลปะ” จะเรียกเขาเป็น “ศิลปิน” ก็ได้ ซึ่งตรงนี้เขามองว่า ไม่ได้เป็นอาชีพที่สูงส่งกว่าอาชีพใดๆ แต่สิ่งที่เขาทำอยู่ คือการสร้างความงามในเชิงศิลปะ การสร้างประสบการณ์ให้คนดูได้สัมผัสในพื้นที่ว่างเปล่า







