posttoday
ช่วงจังหวะชีวิต วาสซีลี คันดินสกี

ช่วงจังหวะชีวิต วาสซีลี คันดินสกี

05 กรกฎาคม 2558

พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ กรุงนิวยอร์ก นำคอลเลกชั่นส่วนตัวของพวกเขาโดย วาสซีลีคันดินสกี

โดย...อฐิณป ลภณวุษ artofmylifeasafrog.blogspot.com

พิพิธภัณฑ์กุกเกนไฮม์ กรุงนิวยอร์ก นำคอลเลกชั่นส่วนตัวของพวกเขาโดย วาสซีลีคันดินสกี (มีชีวิตระหว่างปี 1866-1944) แสดงใน Kandinsky Gallery ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า

ในนิทรรศการนี้จะได้เห็นวิวัฒนาการในผลงานศิลปะของจิตรกรฝรั่งเศสเชื้อสายรัสเซีย ตั้งแต่เริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานที่เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 รวมถึงผลงานขณะที่เดินทางกลับไปยังบ้านเกิดในรัสเซีย ช่วงระหว่างเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่ 1 กระทั่งกลับมาเป็นครูที่โรงเรียนศิลปะในเยอรมนีอีกครั้งระหว่างสงครามโลกครั้งแรกที่เบาเฮาส์ (Bauhaus) ก่อนจะลี้ภัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

วาสซีลี คันดินสกี เรียกได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกศิลปะแอบสแทรกต์ เขาแหกกฎศิลปะและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในช่วงทศวรรษแรกแห่งศตวรรษที่ 20 ตำราศิลปะ Uber das Geistige in der Kunst (On the Spiritual in Art) ของเขาที่ตีพิมพ์ในมิวนิกเมื่อเดือน ธ.ค. 1911 แสดงให้เห็นถึงความคิดที่อิสระและการแหกกฎทางศิลปะที่มีมาก่อนหน้าเหมือนหลุดไปสู่โลกใหม่

ช่วงจังหวะชีวิต วาสซีลี คันดินสกี

 

ไม่เพียงตำราที่เขาเขียนเท่านั้น ผลงานศิลปะของเขาก็เช่นเดียวกัน วาสซีลี บุกเบิกศิลปะแอบสแทรกต์ ที่ทิ้งรูปทรงทางธรรมชาติไปอย่างสิ้นเชิง วาสซีลีสร้างสรรค์รูปทรงใหม่ๆ ขึ้นมาในงานศิลปะ แบบที่เขาเรียกว่าเป็น “แรงขับจากภายใน” ตลอดชีวิตการทำงานของเขา

ระหว่างปี 1911-1913 สไตล์ของวาสซีลีพัฒนาไปสู่ความเป็นแอบสแทรกต์อย่างสมบูรณ์แบบ อย่างไรก็ตามระหว่างทางของการพัฒนารูปแบบดังกล่าว เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อที่จะให้คนยอมรับและเข้าใจรูปแบบใหม่ๆ ผลงานจำนวนมากในช่วงแรกๆ จึงยังคงมีชิ้นส่วนของภาพที่พอเดาออกว่าคือสิ่งใดในธรรมชาติ อย่างเช่น เนินเขาและต้นไม้

เมื่อเวลาผ่านไปในปี 1917 ช่วงที่เกิดปฏิวัติในรัสเซีย การได้คลุกคลีกับศิลปินกลุ่มคอนสทรักติวิสต์ และซูพรีมาติสต์ ส่งอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อผลงานศิลปะของเขา ให้เข้าสู่ความเป็นแอบสแทรกต์แบบสุดโต่ง โดยมาพร้อมกับรูปแบบเนื้อหาแปลกประหลาดมากมาย ขนาดที่บรรดากลุ่มอาวองต์-การ์ด คอนสทรักติวิสต์ในรัสเซียยังรับไม่ได้กับการสอนศิลปะแนวจิตวิญญาณของเขาจนต้องเชิญไปสอนที่อื่น

ช่วงจังหวะชีวิต วาสซีลี คันดินสกี

 

ปี 1922 เขาเริ่มสอนที่เบาเฮาส์ สถาบันศิลปะและดีไซน์ในเมืองไวเมอร์ เยอรมนี ที่นี่เองที่วาสซีลีสามารถคิดได้อย่างอิสระ และนำเอาความเป็นตัวเองกับสังคมรอบข้างมาเล่าในงานศิลปะ เขาเริ่มทดลองเรื่องความสัมพันธ์ของสีสันและรูปทรง ทั้งสร้างสรรค์เป็นสูตรซึ่งเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัว

สถาบันเบาเฮาส์ต้องปิดตัวลงในปี 1933 เนื่องมาจากความกดดันจากพรรคนาซีที่ไม่ส่งเสริมศิลปะสมัยใหม่ โดยตัวของวาสซีลี คันดินสกี เองก็ต้องลี้ภัยสงครามมายังชานกรุงปารีส ที่เนยยี-ซูร์ก-แซน ประเทศฝรั่งเศส ที่เขาสร้างสรรค์งานศิลปะท่ามกลางพายุสงครามและการเมืองกระทั่งเสียชีวิตในปี 1944

ไม่มีจิตรกรสมัยศตวรรษที่ 20 คนไหนที่ผูกพันใกล้ชิดกับ โซโลมอน อาร์.กุกเกนไฮม์ มากเท่าวาสซีลี คันดินสกี โดยโซโลมอนและไอรีน ภรรยา เริ่มสะสมงานของเจ้าพ่อแอบสแทรกต์ตั้งแต่พวกเขาได้ไปเยือนสตูดิโอของศิลปิน เมื่อปี 1930 พวกเขาชื่นชอบศิลปินอาวองต์-การ์ดเป็นทุนเดิม ทว่าไม่มีใครที่สามี-ภรรยากุกเกนไฮม์ปลื้มเท่าวาสซีลี คันดินสกี โดยเฉพาะผลงานในยุคเบาเฮาส์ โดยตระกูลกุกเกนไฮม์ครอบครองผลงานของวาสซีลีไว้ทั้งหมดถึง 150 ชิ้น ที่ทำให้เห็นพัฒนาการในแต่ละช่วงเวลาของเขา

ช่วงจังหวะชีวิต วาสซีลี คันดินสกี

 

นอกจากเป็นผู้บุกเบิกศิลปะแอบสแทรกต์ ซึ่งถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคโมเดิร์นนิสม์อย่างแท้จริงแล้ว วาสซีลียังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการก่อตั้งกลุ่ม Der Blaue Reiter (The Blue Rider) ขึ้นที่กรุงมิวนิก อันเป็นการรวมตัวของศิลปินตัวกลั่นมากมาย ซึ่งการร่วมงานกับกลุ่ม Der Blaue Reiter ทำให้เขาได้พัฒนาผลงานไปสู่รูปแบบแอบสแทรกต์ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงซึ่งเลียนแบบสิ่งมีชีวิต หรือรูปทรงเรขาคณิต ไปจนถึงภาษาภาพสัญลักษณ์ที่เรียกว่า พิกโตกราฟฟิก (Pictographic)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ศิลปะของวาสซีลีแตกต่างจากศิลปินในยุคเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่า นอกจากจะศึกษาศิลปะประเภทจิตรกรรมแล้ว เขายังได้รับการศึกษาทางดนตรี (เปียโนกับเชลโล) ซึ่งวาสซีลีเองเคยให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบศิลปะกับดนตรีเอาไว้ว่า สีที่เขาใช้ก็เปรียบประหนึ่งคีย์บอร์ด ขณะที่ดวงตาของเขาทำหน้าที่ผสมผสานจิตวิญญาณของเส้นสายเปียโนที่มีอยู่มากมาย ให้ออกมาเป็นเสียงดนตรี วิธีคิดเช่นนี้ไม่ต่างกับยามที่เขาสร้างสรรค์งานศิลปะเลย ด้วยว่าคือมือเดียวกันที่บรรจงกดลงบนคีย์แต่ละคีย์ จากแรงกระเพื่อมหนึ่งไปยังอีกหนึ่งแรงกระเพื่อม ภายใต้เป้าประสงค์ในการหลอมรวมแต่ละเส้นสายเส้นเสียงให้ออกมากลมกลืน เช่นเดียวกับการผสมผสานแต่ละเส้นสีเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งนั่นเอง

ภายหลังนักวิทยาศาสตร์หลายคน พยายามค้นหาความมหัศจรรย์ของความเกี่ยวโยงกันระหว่างศิลปะและดนตรี ซึ่งกลายมาเป็นทฤษฎีการสอนดนตรีและศิลปะแนวใหม่ โดยกรณีของวาสซีลีเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดของการผสมผสานทั้งดนตรีและศิลปะเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน ถึงกับมีโควตคำพูดของเขาที่ว่า เห็นตัวโน้ตดนตรีเป็นสีสันต่างๆ

ไม่เพียงดนตรีจะมีอิทธิพลต่อศิลปะของวาสซีลี คันดินสกี เท่านั้น แต่นักวิชาการทางศิลปะยังเชื่อว่า เสียงดนตรีนั้นคือการก่อเกิดของศิลปะแนวแอบสแทรกต์เลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอลโลก 2026 เช็กที่นี่ ตารางแข่งบอลโลก 2026 บอลโลกวันนี้

โปรแกรมบอลโลก 2026 เช็กที่นี่ ตารางแข่งบอลโลก 2026 บอลโลกวันนี้