
เมืองใหญ่ในต่างแดน ภาคจบ
ตามคำเรียกร้องของใครบางคน ผสมกับความตั้งใจเล็กๆ ของผมเองที่อยากจะเขียนภาคต่อของหัวเรื่อง “เมืองใหญ่ในต่างแดน”
โดย...วราพงษ์ ป่านแก้ว
ตามคำเรียกร้องของใครบางคน ผสมกับความตั้งใจเล็กๆ ของผมเองที่อยากจะเขียนภาคต่อของหัวเรื่อง “เมืองใหญ่ในต่างแดน” ที่เขียนทิ้งไว้เป็นเชื้อในฉบับที่แล้วว่า การไปทัวร์ ไม่ใช่สิ การไปดูงานด้านพลังงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย คราวนี้ยังมีมุมมองเรื่องคนและเมืองของบ้านเขามาฝากกันครับ
ฉบับที่แล้ว พาไปเที่ยว 3 เมืองที่ได้ไปเยือนทั้ง ออกแลนด์ โรโตรัว ในนิวซีแลนด์ และซิดนีย์ในออสเตรเลีย กันอย่างรวดเร็ว แต่ละเมืองมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป โรโตรัวเป็นเมืองที่ออกแนวชนบทซักหน่อย ออกแลนด์ผสมกันระหว่างความเป็นเมืองกับชนบท ส่วนซิดนีย์มีความเป็นเมืองสมัยใหม่อย่างเต็มรูปแบบ แต่ก็มีระเบียบและระบบที่ดีอยู่พอสมควร
สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 3 เมืองนี้ คือ ความพยายามรักษาอัตลักษณ์ของเมืองเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ที่นิวซีแลนด์จะเห็นได้ชัดที่สุด แม้ว่าความเจริญทางด้านวัตถุจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว แต่ชาวกีวีก็ยังคงไว้ซึ่งความเป็นสังคมเกษตรกรรม แม้จะยกระดับมาเป็นเกษตรเชิงอุตสาหกรรมแล้วก็ตาม แต่วิถีของคนก็ยังเป็นฟาร์มเมอร์ เลี้ยงแกะ เลี้ยงวัวปลูกข้าว กันเป็นส่วนใหญ่
เมืองใหญ่ของประเทศอย่างออกแลนด์ มีเนื้อที่ของเมืองเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่ปล่อยให้เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และธรรมชาติ ที่เขายังคงอนุรักษ์ไว้อย่างเต็มที่เมืองเล็กอย่างโรโตรัวที่ีมีพลังงานทางธรรมชาติอยู่มากมายนั่นก็คือ พลังงานใต้พิภพ ที่เขาดึงเอาไอน้ำใต้โลกมาปั่นไฟ แม้จะมีการตั้งโรงไฟฟ้าของเอกชนในพื้นที่ที่เป็นธรรมชาติอยู่มาก แต่ก็ถูกดูแลอย่างใกล้ชิดทั้งจากภาครัฐ เอกชน และชุมชน คนของเขามีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ พยายามรักษาวิถีแห่งธรรมชาติซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของนิวซีแลนด์เอาไว้ให้ได้มากที่สุด
สำหรับนครซิดนีย์ เมืองที่มีความเจริญและทันสมัย เป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองหนึ่งที่ทั่วโลกรู้จักดี แต่ก็เป็นเมืองที่มีความเป็นระเบียบสูง ทุกอย่างอยู่ในการสอดส่องดูแลของรัฐ ดังที่กล่าวไปแล้วว่า เกือบทุกตารางนิ้ว มีกล้อง CCTV คอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา แค่ใครข้ามถนนผิดที่ผิดทาง หรือก่อการทำผิดอะไร ก็หนีไม่พ้นเจ้าหน้าที่รัฐเขาตามไปจับได้ โดยมีหลักฐานจากกล้อง CCTV
ซิดนีย์ก็เหมือนเมืองใหญ่ในประเทศพัฒนาแล้ว เก็บภาษีแพง แต่ก็ดูแลทุกคนอย่างถ้วนหน้าตั้งแต่คนเร่ร่อน คนจน คนตกงาน ไปจนถึงคนร่ำรวย แต่ระดับขั้นของการดูแลก็จะมีแตกต่างกันออกไป เหมือนสังคมทั่วไปที่คนจ่ายภาษีคือ คนทำงานก็ต้องได้รับการดูแลในบางอย่างที่ดีกว่า จากมุมมองของคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นั่น เขาบอกว่า การปกครองในระดับท้องถิ่นที่นี่เข้มแข็งมากถ้าเรื่องไหนเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เขาจะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ไม่สนว่าจะเสียคะแนนจากพวกที่ไม่เห็นด้วยหรือเสียประโยชน์ และรอให้ผลงานที่ทำเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวมจริงๆ
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องย้อนกลับมาที่จุดเริ่มต้น คือ เรื่องของคุณภาพคนเป็นเรื่องสำคัญ การศึกษาภาคบังคับของที่ซิดนีย์ เขาบังคับกันจริงๆ จังๆ ใครเบี้ยวไม่ไปโรงเรียน เขาเอาเจ้าหน้าที่ไปตามกันถึงบ้าน
พ่อแม่ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบด้วย เมื่อคนมีคุณภาพอะไรๆ ก็เลยง่ายขึ้นไงครับ







