
The Journey for Professional
ปัญหาการศึกษาของประเทศไทย เป็นปัญหาที่ต้องการหาทางออกมานานหลายปี แต่จนแล้วจนรอด“การศึกษาไทย”
โดย...ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
ปัญหาการศึกษาของประเทศไทย เป็นปัญหาที่ต้องการหาทางออกมานานหลายปี แต่จนแล้วจนรอด“การศึกษาไทย” ก็ยังคงไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นับวันจะยิ่งถอยหลังลงคลอง ทั้งโครงสร้างหลักสูตรการศึกษา นโยบายการศึกษา คุณภาพของครูอาจารย์ นักเรียน รวมถึงปัญหาการผลิตบุคคลแบบไร้ทิศทาง ทำให้บัณฑิตที่จบใหม่ต่างประสบปัญหาอัตราการว่างงาน หรือสาขาที่เรียนมาไม่ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงาน มากไปกว่านั้น นักเรียน นักศึกษา ก็ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและทำงานได้จริง ถึงเวลานี้ “เรา” ควรมองย้อนกลับมาดูตัวเองได้แล้วหรือยังว่า “ระบบการศึกษาของไทย” อ่อนแอมากน้อยเพียงใด ดังนั้นเราควรมองหาต้นแบบแห่งความสำเร็จในการสร้างคน สร้างชาติด้วยระบบการศึกษาที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ และสำรวจเส้นทางสู่ความเป็นมืออาชีพของพวกเขาได้ที่ประเทศเยอรมนี
“เยอรมนี” วางรากฐานในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน และมีระเบียบแบบแผน อีกทั้งมีการเรียนรู้ทางวิชาการควบคู่กับการฝึกทักษะอาชีพ มากไปกว่านั้น มีการวางรากฐานตั้งแต่ระดับ Secondary education หรือการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาไปจนกระทั่ง Tertiary educationหรือการศึกษาในระดับชั้นอุดมศึกษา ด้วยความที่ระบบการศึกษาของเยอรมนีมีความหลากหลาย จึงทำให้เด็กนักเรียนสามารถเลือกเรียนหรือศึกษาต่อตามความถนัดและความสามารถของตนเอง เช่น เด็กนักเรียนสายสามัญ หรือที่เรียกว่า Gymnasium ก็จะเลือกเรียนตามที่ตนเองนั้นถนัด ซึ่งมุ่งเน้นการทำ Abitur หรือสอบแข่งขันประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา
ในขณะที่เด็กบางคนไม่ชอบเรียนด้านวิชาการ แต่ชอบลงมือปฏิบัติจริง ก็จะมีโรงเรียนทางเลือกศึกษาต่อในสายเทคนิคหรืออาชีวศึกษา เพราะสังคมเยอรมนีหล่อหลอมให้เด็กๆ หรือเยาวชน เชื่อมั่นและยอมรับว่าทุกคนสามารถเป็นมืออาชีพได้ ไม่ว่าคุณจะเรียนที่สถาบันใดคณะอะไร หรือประกอบอาชีพอะไร ถ้าหากตั้งใจจริงแล้วละก็ ทุกคนสามารถเป็นมืออาชีพได้ทั้งนั้น
โดยปกติแล้ว เด็กนักเรียนเยอรมนีส่วนใหญ่ จะเริ่มมองเห็นเส้นทางชีวิตหรือเส้นทางอาชีพของตัวเองตั้งแต่ระดับมัธยม เพราะจะมีการจัดการการศึกษา โดยให้ “อาชีพ” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนักเรียน ทำให้นักเรียนเยอรมนีค้นพบในสิ่งที่ตัวเองอยากจะเป็นและลงมือปฏิบัติจริงผ่านการฝึกงานหรือทักษะต่างๆ อีกทั้งระบการศึกษาของเยอรมนีนั้นจะเน้นให้นักเรียนเห็นคุณค่าของสายงานทุกสาขา ทุกอาชีพ โดยไม่ยึดติดกับค่านิยมของความเป็น “อาชีวศึกษา” มากจนเกินไป แต่จะเป็นการช่วยต่อยอดให้เด็กนักเรียน ค้นหาความถนัดและสิ่งที่ชอบได้เร็วขึ้น ดังนั้นการแนะแนวการศึกษาและอาชีพ จึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมเยอรมนี
ในขณะเดียวกันสำหรับเด็กนักเรียนที่ไม่เน้นลงมือปฏิบัติก็จะมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยสายวิชาการ เช่น วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์หรือสังคมศาสตร์ โดยที่นักเรียนนักศึกษากลุ่มนี้จะมีจำนวนนักเรียนน้อยกว่าและนิยมเรียนน้อยกว่าด้วย เพราะใช้ระยะเวลาเรียนนานกว่าและต้องเสียค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนเป็นจำนวนมาก แต่สำหรับเด็กนักเรียนที่เรียนสายอาชีพ เช่น วิศวกร งานช่างฝีมือหรือช่างกลอุตสาหกรรม จะเป็นที่นิยมเรียนมากกว่าและจะตั้งตัวได้เร็วกว่า เพราะเริ่มทำงานได้ก่อน มีเงินเก็บก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่เรียนในหลักสูตรที่เรียนกว่า Dual System
Dual System คือ ระบบการศึกษาทวิภาคี ซึ่งร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนของเยอรมนี โดยมีสาขาอาชีพให้นักเรียนเลือกเรียนได้ตามความถนัดและสนใจ เช่น งานวิศวกรรมศาสตร์งานช่างฝีมือ หรืองานออกแบบ ซึ่งก็จะมีระยะเวลาเรียน 2-3 ปีตามแต่ละหลักสูตรแต่ละอาชีพที่เลือกเรียนในโรงเรียน ว่ากันว่าDual System เป็น Backbone หรือกระดูกสันหลังของชาติเลยก็ว่าได้ ที่ช่วยให้ประเทศ “เยอรมนี” รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นระบบการศึกษาที่ผลิตบุคลากรที่มากฝีมือ ได้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี มากไปกว่านั้น ผู้บริหารหรือนักธุรกิจชั้นนำของประเทศหรือนักการเมืองที่มีชื่อเสียง ต่างก็เคยสำเร็จการศึกษา Dual system มาก่อน แต่ถ้านักเรียนเยอรมนีอยากศึกษาในหลักสูตรนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะก่อนที่นักเรียน นักศึกษาจะเข้าเรียนในระบบ Dual System ได้นั้น จำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกของบริษัทให้เป็น “ช่างฝีมือฝึกหัด” หรือ Apprentice เสียก่อน
เมื่อนักเรียนได้รับการตอบรับเป็นช่างฝีมือฝึกหัดแล้ว ทางบริษัทหรือธุรกิจอุตสาหกรรมนั้นๆจะติดต่อโรงเรียนอาชีวศึกษา เพื่อวางแผนร่วมกันในการส่งช่างฝีมือฝึกหัดหรือนักเรียน ต้องเรียนในภาคทฤษฎีในสถานศึกษาตามช่วงเวลาที่กำหนดดังนั้นนักศึกษาเยอรมนีที่เรียนหลักสูตร Dualsystem นั้น จะมี 2 สถานภาพ คือ เป็นนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษา และเป็นพนักงานบริษัทในองค์กรธุรกิจต่างๆ
หลังจากที่นักเรียนจบการศึกษาในสถาบันสายอาชีพแล้ว นักเรียนก็จะมีสองทางเลือกด้วยกัน ทางเลือกแรก คือ เด็กนักเรียนสามารถทำงานในบริษัทได้เลย ส่วนทางเลือกที่สอง ถ้าหากนักเรียนอยากศึกษาต่อ ก็จะมีอีกสองทางเลือกอีกเช่นกัน เช่นบางคนเลือกจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ขณะที่บางคนก็จะเลือกที่จะไปเรียนต่อยังสถาบันเทคโนโลยีชั้นสูง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า University ofApplied science
University of Applied science หรือFachhochschule คือ วิทยาลัยเทคนิค ที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เหมือนมหาวิทยาลัยทั่วไปแต่จะเน้นการประยุกต์เพื่อใช้งานจริง สาขาวิชาส่วนหญ่ก็จะเป็นวิชาเชิงเทคนิค ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า คอมพิวเตอร์และเครื่องกล
เพราะเศรษฐกิจของประเทศนี้เดินหน้าได้ด้วยภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านนี้ ดังนั้นยิ่งสถาบันการศึกษาผลิตคนได้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมมากเท่าไร ก็จะยิ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่อเศรษฐกิจของประเทศด้วยเช่นกัน
“เยอรมนี” จึงเป็นอีกหนึ่งประเทศต้นแบบของความสำเร็จในการสร้างมืออาชีพให้กับทุกอาชีพ โดยไม่จำเป็นว่าคุณจะต้องจบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชื่อดัง เรียนสายอาชีพหรือสายเทคนิคก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้เช่นกัน แต่ในขณะที่อีกหลายๆ ประเทศ ภาพลักษณ์หรือค่านิยมในการเรียนอาชีวศึกษานั้น ยังคงติดภาพลบในสายตาของสังคม ว่านักเรียนที่เรียนสายอาชีวศึกษานั้น เป็นเด็กไม่เก่ง หรือเป็นการศึกษาทางเลือกของผู้ไม่มีทางเลือกเพียงเท่านั้น







