
รีแมตช์เดือด ฟ้า-ขาว ปะทะ อินทรีเหล็กกระทิงดุหวังปูทางสร้างประวัติศาสตร์
อาร์เจนตินาหวังแก้แค้นเยอรมนี
4 ปีที่แล้ว คู่นี้ก็เจอกันในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และเป็น
“เจ้าภาพ” เยอรมนี ที่ชนะดวลจุดโทษ 42 หลังเสมอกัน 11 ก่อนจบด้วยเหตุการณ์ตะลุมบอนดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงครั้งนั้นยังคงคุกรุ่นอยู่ เมื่อทั้งสองฝ่ายเปิดสงครามน้ำลายใส่กัน เพิ่มอุณหภูมิความเดือดก่อนลงสนาม
เริ่มจาก บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ บอกว่า อาร์เจนตินาไม่เคารพคู่แข่ง และชอบกดดันผู้ตัดสินใจ ก่อนที่ ฟิลิปป์ ลาห์ม กัปตันทีมจะออกมาผสมโรงต่อว่านักเตะฟ้าขาว เป็นพวกอารมณ์แปรปรวน และไม่รู้จักรับมือกับความพ่ายแพ้ ขณะที่โค้ช ดีเอโก มาราโดนา ตอกกลับอย่างเจ็บแสบ
“
ดูท่า ชไวน์สไตเกอร์ จะเป็นเอามาก ประสาทกินรึเปล่า? เด็กๆ ของผมกำลังคิดถึงเรื่องลงสนาม และการแก้แค้นปี 2006 ผมไม่สนเรื่องที่พวกเขาพูดกันหรอก” มาราโดนา กล่าวแต่สิ่งที่น่าจะกวนใจเสือเตี้ยมากกว่า คือ เมซุต โอซิล เพลย์เมกเกอร์ดาวรุ่งพุ่งแรง กับกองหน้าอย่าง โทมัส มุลเลอร์ และ มิโรสลาฟ โคลเซ ที่น่าจะสร้างปัญหาให้กับ มาร์ติน เดมิเชลิส มากที่สุดเมื่อเทียบกับที่ผ่านมา
นักเตะอินทรีเหล็กยังรู้จัก เดมิเชลิส เป็นอย่างดีในฐานะปราการหลังของบาเยิร์น มิวนิก แต่ในทางกลับกัน เขาก็รู้จักแข้งเยอรมันดีพอเช่นกัน
“
สิ่งสำคัญคือเราจะให้คำตอบในสนาม คำตอบดีที่สุดคือการแข่งขัน” เดมิเชลิส กล่าวมาดูความพร้อมของแต่ละทีม อาร์เจนตินาดีกว่าเล็กน้อย ถึงแม้ ลิโอเนล เมสซี จะไม่ได้ลงซ้อมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เพราะมีอาการไข้หวัด แต่แพทย์ยืนยันน่าจะหายทันนำทัพชุดเดิมลงสนาม
แต่เยอรมนียังต้องรอดูความฟิตของ ลูคัส โพโดลสกี และ โอซิล หลังไม่ได้ลงซ้อมร่วมทีม ส่วน คาเคา กองหน้าตัวสำรองที่มีปัญหาบาดเจ็บโคนขาซ้าย หมดสิทธิเล่นแน่นอน
เกมนี้น่าจะวัดกันที่ความคม หลังจากทั้งสองทีมพกสถิติท็อป 2 ยิงประตูมากที่สุด อาร์เจนตินา (10) เยอรมนี (9)
ขณะที่สถิติย้อนไปก่อน 4 ปีที่แล้ว คู่นี้เคยเจอกันในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2 ครั้ง ซึ่งมีมาราโดนาอยู่ด้วยทั้งคู่ในปี 1986 และ 1990 ผลัดกันแพ้และชนะ แต่ล่าสุดอาร์เจนตินาเพิ่งชนะ 10 ในเกมอุ่นเครื่องเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
นักเตะที่ต้องจับตามอง : มาร์ติน เดมิเชลิส (อาร์เจนตินา)
– มิโรสลาฟ โคลเซ (เยอรมนี)นอกจาก ลิโอเนล เมสซี ที่จะเป็นความหวังของทีมฟ้าขาวแล้ว เดมิเชลิส น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญอีกคนที่จะต้องโชว์ฟอร์มเยี่ยมในการรับมือกับ โคลเซ เพื่อนร่วมทีมบาเยิร์นที่รู้ไส้รู้พุงกันดี และใช้โอกาสไม่เปลือง
lสเปนยังมั่นใจตอร์เรส
หลังล้างอาถรรพ์คว้าแชมป์ยูโร 2008 สำเร็จ
“กระทิงดุ” สเปน ภายใต้การนำของ บิเซนเต เดล บอสเก หมายมั่นปั้นมือจะสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง โดยเริ่มจากการคว้าชัยในรอบก่อนรองชนะเลิศครั้งแรก“
เรารู้ว่าสภาพทีมดี หลังจากได้ฝึกซ้อมร่วมกันมากว่า 30 วันแล้ว และผมคิดว่านักเตะเหล่านี้ต้องการสร้างประวัติศาสตร์” เดล บอสเก กล่าวสเปนเคยทำผลงานดีที่สุดในฟุตบอลโลก โดยการผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศตั้งแต่ปี 1950 ซึ่งมี 13 ทีมเข้าแข่งขัน และคัดทีมอันดับ 1 ของแต่ละกลุ่มเข้าตัดเชือก แต่หลังจากเปลี่ยนมาใช้ระบบน็อกเอาต์ ยังไม่เคยผ่านรอบ 8 ทีมได้เลย
เดล บอสเก ยังคงเชื่อมั่นใน 11 ตัวจริงชุดเดิม แม้ว่าจะมีกระแสเรียกร้องจากแฟนบอลกระทิงดุให้เปลี่ยน เฟอร์นานโด ยอเรนเต ลงมาแทน เฟอร์นานโด ตอร์เรส ที่ยังหาฟอร์มไม่เจอ
“
กองหน้าของเราตอนนี้คือ เฟอร์นานโด เขามีส่วนกับทีมทั้ง 4 แมตช์ และจะได้เล่นอีก เรายังมั่นใจในตัวเขาเต็มที่ และรู้ว่า เฟอร์นานโด ยอเรนเต ก็ช่วยทีมได้เยอะ” โค้ชสเปน กล่าวตอร์เรส ลงเป็นตัวสำรองนัดแรก ก่อนจะฟิตกลับมาเป็นตัวจริงใน 3 นัดล่าสุด แต่ยังหาประตูแรกและฟอร์มเก่งไม่เจอ
ขณะที่ปารากวัยวางแผนมาเล่นเกมรับ และอาศัยจังหวะโต้กลับตามที่ถนัดด้วยผู้เล่นชุดเดิมเช่นกัน
“
นี่จะเป็นการเจอกันระหว่าง 2 ทีมที่สไตล์ต่างกัน เกมของพวกเขาคือการสร้างโอกาส ส่วนของเราคือการหยุดยั้งพวกเขา และฉวยโอกาส” จัสโต วิลลาร์ ผู้รักษาประตูปารากวัย กล่าวนักเตะที่ต้องจับตามอง : ดาบิด บีญา (สเปน)
– อันโตลิน อัลคาราซ (ปารากวัย)การเจอกับกำแพงแนวรับแบบนี้ อาจไม่ง่ายนักในการเจาะเข้าไปทำประตู จึงต้องอาศัยความเฉียบคมของ บีญา ขณะที่ตัวแปรของปารากวัยก็คือ เกมรับที่ต้องฝากความหวังไว้ที่ อัลคาราซ ซึ่งทำได้ดีในนัดที่แล้ว







