posttoday
11 ปีที่ไม่เคยลืม

11 ปีที่ไม่เคยลืม

14 มิถุนายน 2558

ทั่วโลกเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติระทึกขวัญหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดจะทำให้คนไทยจดจำได้มากเท่าเหตุการณ์สึนามิ

โดย...วราภรณ์

ทั่วโลกเกิดเหตุการณ์ภัยธรรมชาติระทึกขวัญหลายครั้ง แต่ไม่มีครั้งใดจะทำให้คนไทยจดจำได้มากเท่าเหตุการณ์สึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547 ที่ทำให้มีผู้คนล้มตายไปมากมาย หญิงชาวบ้านน้ำเค็ม วัย 48 ปี ป้าดี-สุวดี สุขเกษม ของเด็กๆ ในละแวกนั้น ปัจจุบันเธอทำอาชีพค้าขายของที่ระลึกให้นักท่องเที่ยว ณ อนุสรณ์สถานบ้านน้ำเค็ม จ.พังงา และเธอคือผู้หนึ่งที่เคยประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ “สึนามิ” แม้จะผ่านไปนาน 11 ปีแล้ว แต่เป็นความทรงจำที่ยากจะลืม เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นได้คร่าชีวิตน้องสาวและลูกชายวัยเพียง 4 ขวบไปอย่างไม่มีวันกลับ

ย้อนรำลึก ‘สึนามิ’

เวลา 10 นาฬิกาเศษ วันที่ 26 ธ.ค. 2547 เป็นวันที่ไม่มีวันลืมของสุวดี ที่ทำให้เธอต้องสูญเสียลูกชายวัยกำลังน่ารัก 4 ขวบเศษ กับน้องสาว สุวดีคืออดีตชาวบ้านมีอาชีพทำแร่ดีบุกอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช แต่ย้ายถิ่นฐานพร้อมกับพ่อแม่และน้องสาวมาอยู่ที่บ้านน้ำเค็มได้ 30 ปีแล้ว วันที่เกิดสึนามิ เธอแต่งงานมีลูกชายและลูกสาวอย่างละหนึ่ง และทำอาชีพเปิดร้านขายอาหารซีฟู้ดอยู่หน้าสวน 5 ธันวามหาราช บ้านน้ำเค็ม แต่พอคลื่นสึนามิมาทุกอย่างหายวับไปกับตา เพราะตัวร้านไม่ได้ตอกเสาเข็ม พอโดนคลื่นแรงทุกอย่างก็พังครื้นลง

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

เธอจำได้ว่า วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ไม่มีฝน มีแดดอ่อนๆ ไม่มีเมฆตั้งเค้า แม้น้ำทะเลจะหายไปจากฝั่งแต่สุวดีไม่เคยรู้จักคำว่า “สึนามิ” และไม่เคยเห็น รู้เห็นแต่ภาพน้ำทะเลลดลงไปเรื่อยๆ จากฝั่งแป๊บเดียว ในขณะที่เธอกำลังวุ่นอยู่กับงานในครัวเพื่อเตรียมวัตถุดิบทำอาหารเตรียมไว้ เพราะมีลูกค้าจองโต๊ะมากินข้าวมื้อบ่าย และสั่งอาหารเต็มเพียบ เธอจึงกำลังเตรียมของง่วนอยู่ในครัว สิ่งรอบๆ ตัวเธอคือผู้คนที่กำลังเล่นน้ำอยู่ที่ชายทะเลเต็มไปหมด พอน้ำลดลงไป ผู้คนก็เฝ้าตะลึงมอง เธอยังหันไปมองดูว่าผู้คนยืนมองอะไร อยู่ดีๆ ก็มีคลื่นสูงมากกว่าตึก 3 ชั้น สาดซัดเข้าหาฝั่ง ตัวเธอจึงได้คิดว่ามันไม่ใช่คลื่นธรรมดา ด้วยสัญชาตญาณเธอคิดว่าเหตุการณ์ไม่ปกติแล้ว สุวดีตั้งสติแล้วตะโกนให้น้องสาวอุ้มหลานชายวิ่งขึ้นไปข้างบนก่อน ส่วนตัวเธอวิ่งย้อนกลับไปเอาลูกสาวคนเล็กวัยขวบเศษที่บ้าน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้าน ส่วนสามีตะโกนบอกเธอว่า “คลื่นยักษ์” เขาวิ่งหาลูกชายวุ่น แล้วก็วิ่งตามหลังกันมา พอพวกเธอวิ่งเลยหน้าร้านไปเพียง 50 เมตร คลื่นมฤตยูก็ซัดโครม โชคดีที่ลูกสาวของสุวดียังอยู่ในอ้อมแขน เธอกอดลูกสาวไว้แนบอกแน่น สามีก็โดนคลื่นซัดหายไปคนละทิศละทาง 

 กอดลูกสาวให้แน่น แม่รอดลูกรอดพอคลื่นซัดมา แล้วคลื่นก็ดูดทุกสิ่งลงทะเลไป น้องสาวกับลูกชายถูกซัดไปทิศทางไหนก็ไม่รู้ ตูมเดียวหมดแล้ว คลื่นท่วมบ้านทั้งหลัง สูงเท่าตึก 3 ชั้น วินาทีนั้นสุวดีคิดว่า หากเธออุ้มลูกสาวไว้ในอ้อมอกให้แน่น การว่ายน้ำเป็นของเธอจะทำให้ทั้งคู่รอดชีวิต

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

“พี่ว่ายน้ำเป็น เราอุ้มลูกมือหนึ่ง ว่ายมือหนึ่ง แต่ลูกสาวตกใจกลัวมาก แต่เขาไม่ร้อง เราคิดว่าด้วยสัญชาตญาณเขาอยู่กับแม่ เขาอยู่กับแม่เขาคงอบอุ่น แต่ตัวเรากลัว เพราะถ้าเราตายลูกก็ไม่รอด พอโดนคลื่นซัดโครมแรก ก็ดึงออกไปกลางทะเลเลย รอบๆ ตัวเรามีแต่น้ำกับสิ่งปรักหักพังลอยเต็มทะเลไปหมด จำได้ว่ากลุ่มที่ลอยคออยู่ด้วยกันมีทั้งหมด 5 คน รอดหมด เพราะขณะที่ลอยตัวอยู่กลางทะเลโชคดีที่เราได้เสื้อชูชีพซึ่งลอยอยู่กลางทะเล เป็นเสื้อชูชีพจากเรือสปีดโบตที่จมอยู่ในทะเล พอดีมีเสื้อชูชีพเหลือตัวหนึ่ง เราบอกน้องให้เก็บไว้ เผื่อเจอใครจะได้ให้เขาไป” บางขณะที่ลอยอยู่กลางทะเล สิ่งที่เธอคิดอย่างเดียวก็คือ ทำอย่างไรให้ลูกรอดชีวิต บางครั้งลูกหายใจไม่ทัน เพราะมีคลื่นซัดอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยๆ ก็เป็นคลื่นใหญ่ราว 3 ลูก เธอคิดว่าถือเป็นโชคดีที่เธออยู่ในทะเล เพราะหากอยู่บนบกก็คงโดนต้นไม้ บ้านที่หักพังกระแทกจนเสียชีวิตก็ได้

“ในทะเลมีแต่เฟอร์นิเจอร์ เศษไม้ ตู้เย็น ซากต้นไม้ลอยเต็มไปหมด แต่เราไม่ได้โดนกระแทก แต่พี่ก็มีรอยแผลเต็มตัวไปหมด”

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

7 ชั่วโมง ลอยคออยู่ในทะเล

ช่วงเวลาที่สุวดีพร้อมเด็กหญิงและเด็กชายวัย 10 กว่าขวบที่อยู่ละแวกบ้าน ลอยคออยู่กลางทะเลด้วยความหวังนาน 7 ชั่วโมง และอยู่ห่างจากฝั่งราว 10 เมตร เห็นต้นไม้เพียงต้นเล็กๆ เห็นฝั่งอยู่แค่นั้น แต่ก็ขยับว่ายไปใกล้ๆ ไม่ได้ เพราะสู้กับคลื่น ขณะที่ลอยอยู่นั้นเธอได้ยินเสียงเด็กร้องอยู่ใกล้ๆ แต่ไม่สามารถว่ายไปหาได้ เธอพยายามสอดส่ายสายตามองก็ไม่เห็น เพราะขยะเยอะมาก คลื่นก็ซัดอยู่ตลอดเวลาและน้ำดำมาก สักพักเสียงเด็กร้องไห้ก็หายไปท่ามกลางความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยอะไรได้

“พอเสียงเด็กเงียบลง พี่ขนลุกซู่ ตาต่อไปจะเป็นเราไหม เราจะรอดไหม พี่ยังคอยให้กำลังใจเด็กอีก 3 คน เพราะมีเด็ก ป.4 ผู้หญิงกับเด็กผู้ชายชั้น ม.1 อยู่กับเราด้วย พี่ก็คอยบอกเด็กๆ ว่า อย่าร้อง อย่าว่ายน้ำ เพราะถ้าว่ายจะทำให้หมดแรง บอกว่าให้ตั้งสติ ถ้าสติแตก เราจะไม่รอด เพราะเด็กกลัวมากๆ บางคนอ้วกในน้ำ พวกเราพยายามพยุงตัวเกาะกลุ่มกันตลอด มีหลายครั้งที่เราได้ยินเสียงเรือเร็ว และเรือหางยาววิ่งผ่าน แต่เราพยายามโบกให้เขาช่วย แต่เขาไม่เห็น ก็วิ่งผ่านไปหลายลำ เราจึงบอกให้เด็กๆ ยกขวดน้ำขึ้นโบก มีเรือหางยาวที่วิ่งผ่านไปแล้ว เห็นว่าเราโบกก็เลยย้อนกลับมาช่วย เพราะเขาบอกว่าเห็นวัตถุกระทบกับแสงแดด ทีแรกที่เรือหางยาวเห็นพวกเราไกลๆ เขาคิดว่าลูกสาวในอ้อมกอดเป็นลูกหมาตัวเล็กๆ ความรู้สึกตอนนั้นคือเรารอดแล้ว พอขึ้นบนเรือ พี่นอนแผ่เลย หมดแรง แล้วก็เห็นมีผู้คนบนเรือที่ถูกช่วยขึ้นมาจากกลางทะเลอีกราว 10 คน คนที่รอดชีวิตเหมือนสวรรค์มาโปรด”

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

จากนั้นภาพที่เห็นบนเรือ คือ ทุกคนยืนสั่น สายตาก็มองสอดส่ายหาคนอื่นๆ ในทะเล แต่สุวดียอมรับว่าตัวเองหมดแรง ขาและมือไม้อ่อนไปหมด เป็นห่วงก็แต่ลูกสาว

“สักพักคนบนเรือเอานมให้ลูกสาวดื่ม เพราะรู้ว่าเด็กหิว ลูกสาวก็หิว แต่พอเขาดูดนมเข้าไปก็พุ่งออกมาหมด กลืนไม่ลง เพราะลูกก็เหนื่อย กินไม่ลง”

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

เข้าสู่ฝั่ง การตามหาก็เริ่มขึ้น

เรือหางยาวขับวนอยู่ในทะเลหลายรอบ เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิต เมื่อไม่เจอใครเพิ่มแล้ว ก็หันหัวเรือเข้าหาฝั่ง ภาพแรกที่สุวดีเห็น คือ บ้านไม่เหลือแล้ว สิ่งก่อสร้างชายทะเลหายไปเป็นแถบ น้ำก็ยังท่วมอยู่

“พอถึงฝั่งก็ไหว้ขอบคุณ เพราะเรารู้จักกัน เป็นเพื่อนบ้านละแวกนั้น จากนั้นต่างคนต่างกระโดดลงมาหาญาติตัวเองเป็นสิ่งแรก แต่มือเรายังจูงมือเด็กผู้หญิง ป.4 เพราะพ่อแม่เขาไม่รู้อยู่ไหน แม้เป็นตอนเย็น ช่วง 5 โมงเย็น แต่อากาศก็ยังร้อน แต่เริ่มโพล้เพล้ พี่ก็เดินหาญาติ รู้แต่ว่าพ่อกับแม่มาวัด ซึ่งวัดอยู่ที่สูงไม่น่าจะเป็นอะไร ก็เดินไปหาพ่อกับแม่ที่วัดก่อน เพื่อฝากลูกสาวไว้ให้ดูแลแทน ตัวเราจะได้ตามหาสามีกับลูกชายและน้องสาว พอดีเจอเพื่อนบ้านขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านมาก็ให้เขาช่วยไปส่งที่วัด ก็เจอสามียืนร้องไห้ พอสามีเห็นเราก็วิ่งเข้ามากอดแล้วร้องไห้โฮแล้วก็ละล่ำละลักถามว่า รอดมาได้อย่างไร เธอพาลูกรอดมาได้อย่างไร พี่ก็เล่าให้เขาฟังว่า พี่ลอยอยู่กลางทะเล เรือรับเข้ามา เขาร้องไห้แล้วก็กอดพี่ เราก็ปลอบสามีว่า อย่าร้องไห้ เราต้องตั้งสติ เพราะเรายังหาลูกชายกับน้องสาวไม่เจอ ไปหาลูกชาย หาน้องสาวก่อน เพราะตอนนั้นจิตใจพี่เป็นห่วงแต่ลูกชายกับน้องสาวมากๆ แต่เหมือนสามีช็อก ร้องไห้คิดว่า หมดแล้ว เขาดีใจที่ว่ารอดแล้วสามคน เราต้องรีบหาก่อนที่จะมืด เผื่อลูกชายและน้องสาวไปติดกิ่งไม้จะได้ช่วยได้ ก็ตั้งใจไปตามหาด้วยกัน แต่เราพาลูกสาวไปโรงพยาบาลก่อน แต่ลืมดูตัวเองว่าบาดแผลก็เต็มตัวไปหมด แต่ตอนนั้นไม่รู้สึกเจ็บ แต่พอไปถึงโรงพยาบาลเห็นภาพคนบาดเจ็บมากกว่าเราเต็มไปหมด เราตัดใจไม่รักษาแต่ขอโทรศัพท์คนแถวนั้นโทรหาพี่เขยกับพี่สาวให้ลงมาช่วยตามหาหลานกับน้องสาว เพราะตอนนี้เกิดสึนามิแล้วหายไป ตอนแรกพี่เขยไม่เชื่อคิดว่าเราพูดเล่น แต่พอเขาดูทีวีก็รีบบึ่งรถลงมาช่วยตามหาอีกแรง

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

พอวางโทรศัพท์เสร็จ สุวดีกับสามีตระเวนไปที่วัดบ้านน้ำเค็มกับวัดบางม่วงแถวบ้าน ที่เก็บร่างไร้ชีวิตของผู้คนละแวกบ้านน้ำเค็ม จากคืนเป็นวันและเป็นอาทิตย์ เกณฑ์ญาติๆ ออกตามหาอย่างไรก็หาไม่พบ

“นอกจากตามหาที่วัดต่างๆ สามีก็ตระเวนไปตามหาตามเกาะคอเขา แต่ก็ไม่พบ แต่พี่ไม่ได้ไปเพราะบาดเจ็บอยู่ มีแผลติดเชื้อตามร่างกาย เพราะเชื้อโรคเข้าทั้งทางปากจมูกและบาดแผลก็ป่วยอยู่หลายวัน จากนั้นเป็นเดือนๆ พี่ก็ยังนอนไม่หลับ พอหลับตาเห็นคลื่นตลอดเวลา นอนไม่หลับ เสียงรถวิ่งก็ได้ยินเป็นเสียงคลื่น เราหวาดกลัว เหมือนหลอน”

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

พบศพน้องสาว

สุวดีต้องนอนพักรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลประมาณ 1 อาทิตย์ สามีตามหาลูกชาย แต่สุวดีพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน และอยู่กับลูกสาวที่ขณะนั้นวัยเพียง 1 ขวบ 4 เดือน ยังตกใจกับสึนามิ เด็กน้อยไม่ยอมอยู่กับคนอื่นนอกจากแม่ ตอนนอนก็เอามือล็อกคอ เพราะเขารู้สึกอยู่กับแม่แล้วปลอดภัย นอกจากนี้เด็กน้อยยังมีอาการไม่ยอมให้ใครสระผมให้นอกจากแม่

“เดิมลูกสาวเป็นเด็กร่าเริง แต่พอผ่านเหตุการณ์สึนามิไปสัก  2 เดือน เวลาลูกสาวเห็นรูปพี่ชาย ประโยคแรกที่พูดได้แค่พ่อกับแม่ เขาถามประโยคยาวๆ ว่า นี่พี่ดังใช่ไหม แสดงว่าเขายังจำพี่ชายได้ แม่ก็ตอบว่า ใช่”

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

ความพยายามตามหาจากวันเป็นเดือนเป็นปี สุวดีและสามีก็ยังคงไม่หมดกำลังใจในการตามหาลูกชายกับน้องสาว

“เราเอาลูกสาวไปฝากไว้กับยาย หาทั้งในวัด ศพเด็กอยู่ล็อกไหน เราตามหา ขณะที่แผลเราก็ติดเชื้อ เจ็บหนัก เข้าไปอยู่ตรงนั้นเราเป็นลมเลย เพราะเขาฉีดยาฆ่าเชื้อไว้ เราเดินเข้าเดินออกตามหาลูก ซึ่งขณะนั้นเราไม่มีที่อยู่ เดินไม่ถึงบ้าน เป็นลมอยู่ข้างถนน มันยากลำบาก ไม่มีรถ พอดีมีคนรู้จักขี่มอเตอร์ไซค์ผ่าน เขาก็มาส่งที่พักพิงผู้ประสบภัย ตัวเรานี่เหม็นอย่างแรง เพราะศพทั้งนั้น กลิ่นติดเสื้อผ้าหมดเลย” สุวดีและครอบครัวตามหาน้องสาวอยู่เกือบปี ในที่สุดก็เจอร่างน้องสาวที่สุสานไม้ขาว

“เราตามหาน้องสาวเองไม่เจอ แต่วันหนึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์เอกลักษณ์โทรมาบอกว่าที่คุณให้ข้อมูลบุคคลเอาไว้ มีศพหนึ่งตรงกับพ่อแม่ของเรา ซึ่งตรงกับน้องสาวเรา ให้ไปรับศพได้ หลังจากที่ตามหานาน 1 ปี พอได้ยินแบบนั้น เรารีบไปรับศพ ความรู้สึกตอนนั้นคือดีใจ แม้เจอเพียงศพ แต่อย่างน้อยเราจะได้เอาเขากลับบ้านมาทำบุญ ในวันปลงศพเราขอให้สัปเหร่อเปิดศพน้องสาวให้ดู เพื่อดูว่าใช่น้องจริงๆ ใช่ไหม ปรากฏก็คือใช่ เพราะเราจำช่วงไหล่ของน้องสาวได้ แต่ศพน้องแห้งแล้วเพราะแช่น้ำแข็งเอาไว้ ช่วงเวลานั้นความรู้สึกไม่เศร้าเหมือนช่วงที่ยังหาไม่เจอ เพราะเราสงสารเขา อย่างน้อยๆ ตอนนี้เรายังได้เจอกัน เราได้ทำบุญ ได้คุยกับเขา เหมือนการรอคอยสิ้นสุดเสียที

11 ปีที่ไม่เคยลืม

 

ตอนสัปเหร่อเปิดโลง พี่เอามือไปจับมือเขา ความรู้สึกตอนนั้นมันสุดๆ ไม่มีคำบรรยาย แล้วบอกเขาว่าไปให้สบายนะ ไม่ต้องเป็นห่วง ช่วยดูหลานด้วย หลานยังหาไม่เจอ ถ้าน้าเจอหลาน ให้บอกหลานไปอยู่ด้วยกัน ฝากดูแลหลานด้วย เราจะระลึกถึงเขาเสมอ”

ไม่พบลูกชาย

ตลอด 8 ปีหลังจากเหตุการณ์สึนามิผ่านไป สุวดีก็ยังเวียนไปที่สุสานไม้ขาวทั้งไปสอบถามเจ้าหน้าที่ด้วยตนเองว่าพบลูกชายของเธอไหม แม้กระทั่งเวลาผ่านไปการพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลสิ้นสุดลงและย้ายทีมงานกลับกรุงเทพฯ ปีที่ 8 ผ่านไปเธอยังเวียนโทรมาสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าพบร่างลูกชายของเธอหรือไม่

“เราถามตลอด-7 ปี พอปีที่ 8 โทรไปถามเจ้าหน้าที่ที่กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่บอกให้พี่ทำใจว่า คงไม่มี ไม่เจอแล้ว พี่ก็บอกว่า พี่จะไม่โทรมารบกวนแล้วนะ เขาบอกว่า เสียใจด้วย ตั้งแต่นั้นมาพี่ก็ไม่โทรอีกเลย เพราะเราไม่มีหวังที่จะได้เจอศพลูกชายแล้ว แต่บางวันพี่นอนหลับก็เห็นลูกชายเดินวิ่งเล่นอยู่แถวบ้านยายที่บางม่วง มองเห็นแต่ขา ไม่เห็นตัว ปัจจุบันพี่ยังทำบุญให้ลูกชายกับน้องสาวทุกปีของการครบรอบเหตุการณ์สึนามิที่จัดขึ้นที่อนุสรณ์สถานบ้านน้ำเค็ม 26 ธ.ค. ตากับยายไปทำบุญทุกวันพระ อะไรที่ลูกชายชอบ ก็ทำบุญไปให้ลูกชายและน้องสาว เพราะเรายังระลึกถึงพวกเขาอยู่ตลอดเวลา”

ทิ้งภาพหลอนไว้ในจิตใจ

แม้ผ่านมาเกือบ 11 ปีแล้ว แต่ภาพเหตุการณ์สึนามิยังตามมาหลอกหลอนสุวดี

“เราผ่านเหตุการณ์ไปหลายเดือนแล้วก็ยังหวาดกลัว เหมือนสติหลุด เวลาเกิดเสียงดังๆ เราจะอุ้มลูกหนีอย่างเดียว เราหวาดกลัวเป็นปีเลย ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ดังๆ จะสะดุ้ง แค่เสียงตบกระเทียมก็สะดุ้ง ขนาดสามียังไม่เชื่อว่าเราจะจำฝังใจขนาดนี้ แม้ผ่านไปเป็น 10 ปีก็ยังเป็นอยู่ แต่เราก็มีวิธีปลอบใจตัวเอง คือ ให้ทำงานให้ยุ่งเข้าไว้ กลางคืนจะได้รู้สึกเพลียนอนหลับไป เราก็ได้ถามสามีว่า สู้ไหม ถ้าสู้ก็ทำงาน เขาบอกว่า ถ้าสู้ก็ขายของดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้เราขายอาหารซีฟู้ดชายทะเล จากนั้นเราเปิดร้านอาหารตามสั่งด้วยน้ำพักน้ำแรงของเรา แม้ไม่มีสตางค์ก็ไปขอเชื่อหม้อ กระทะ จานชามมาค้าขายเองก่อน ทุกวันนี้เราไม่เคยแบมือขอเงินช่วยเหลือใครเลย เพราะเราคิดว่า หากเราไม่งอมืองอเท้า เราต้องไม่อดตาย สู้ให้คนที่เดือดร้อนกว่าเราได้รับการช่วยเหลือดีกว่า เรายังพอมีแรงสู้ไหว เวลาเขาช่วยเหลือ ส่วนใหญ่ยกมือท่วมหัว แต่เรายังมีมือยังมีกำลังอยู่ ทำได้ทำไปก่อน สู้ไปก่อน สู้ด้วยลำแข้งตัวเอง เราน่าจะภูมิใจมากกว่า สำหรับลูกชายสามีกับพี่ทุกวันนี้ก็ยังนอนร้องไห้ เพราะเรายังคิดถึงเขา ไม่เคยลืมเขาเลย จริงๆ แล้วเราไม่ได้เข้มแข็ง แต่เรายังมีอีกหลายชีวิตที่เราต้องดูแล”

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน