posttoday
นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กับเรื่องราว เมล็ดข้าวต่อชีวิต

นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กับเรื่องราว เมล็ดข้าวต่อชีวิต

06 มิถุนายน 2558

เจ้าของ “คลินิกเป็นสุข” ชี้ไปที่เมล็ดข้าวและค่อยๆ อธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องสุขภาพและชาวนา

โดย...พงศ์ พริบไหว ภาพ... กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

เจ้าของ “คลินิกเป็นสุข” ชี้ไปที่เมล็ดข้าวและค่อยๆ อธิบายให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างเรื่องสุขภาพและชาวนาที่เกื้อกูลกันและกัน ข้อมูลหลายๆ อย่างทำให้ค่อยๆ เห็นภาพความฝันของ นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ ที่อยากให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดี ด้วยการกินเพื่อป้องกันตัวเองจากโรค มิใช่กินเพื่อช่วยสนับสนุนให้โรคมาถามหา...

ด้วยความที่ทำงานเกี่ยวกับอายุรกรรมมาเกือบ 20 ปี หมอก้องเกียรติมีโอกาสได้เข้าไปช่วยพัฒนาระบบการบันทึกข้อมูลบริหารจัดการเรื่องสุขภาพให้กับโรงพยาบาลหลายแห่งในหลายจังหวัด ซึ่งทำให้เห็นข้อมูลบางอย่างที่น่าสนใจอย่างมาก คือความป่วยไข้ของผู้คนในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากเดิมแบบสิ้นเชิง จากแต่เดิมที่ผู้คนมักจะป่วยด้วยโรคติดเชื้อและโรคระบาด กลับเปลี่ยนมาเป็นโรคเรื้อรัง อย่างเช่น โรคเบาหวาน โรคความดัน และโรคหัวใจ ซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นโรคที่เกิดกับผู้สูงอายุเฉลี่ย 60 ปี ปัจจุบันพบว่า ผู้คนอายุเพียง 40 ปี เริ่มเป็นโรคเรื้อรัง อย่างเช่น ความดัน อันเป็นบ่อเกิดความเจ็บป่วยอีกมากมายหลายโรคที่ร้ายแรง หมายความว่าคนวัยนี้จะเจอกับโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงรวดเร็วกว่าคนหนุ่มสาวในอดีต

นั่นเองทำให้คุณหมอวัย 49 ปี สนใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของการป่วยไข้ดังกล่าว จนนำมาซึ่งการพาตัวเองไปผูกโยงในเรื่องของอาหารการกินที่เป็นสุขต่อสุขภาพ และก่อตั้ง “คลินิกเป็นสุข” ที่มิใช่มีไว้รักษาโรค แต่มีขึ้นเพื่อให้ผู้คนเดินเข้าคลินิกและเรียนรู้วิธีป้องกันโรค

นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กับเรื่องราว เมล็ดข้าวต่อชีวิต

 

“สิ่งที่มันเปลี่ยนมนุษย์ได้มากถึงขนาดนี้คือ พฤติกรรมการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน ซึ่งเราทุกคนต่างคิดว่าชีวิตเร่งรีบ ตื่นมากินอะไรก็ได้ ยกตัวอย่างนะ ตื่นเช้ามาก็กินหมูปิ้งหรือข้าวเหนียวหมูทอดให้อยู่ท้อง หรือแม้แต่อยากได้รถเบนซ์ก็พากันกินชาเขียว ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันสะสมในร่างกายเรื่อยๆ และเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพเรื้อรังมากมาย แล้วในปัจจุบันเป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เข้าใจ อีกทั้งยังเป็นโรคที่มีค่าใช้จ่ายในการรักษาสูง ซึ่งเราเห็นภาพว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย อีกไม่กี่ปีก็จะมีคนหนุ่มสาวที่เป็นโรคมากมาย

“ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้นไปอีก เมื่อล่าสุดมีผลวิจัยออกมาว่า ปัจจัยเสี่ยงที่สุดของการเสียชีวิตเดี๋ยวนี้ไม่ใช่บุหรี่ กินเหล้า และมีเซ็กซ์ที่ไม่ปลอดภัยแล้วนะ แต่สิ่งที่เสี่ยงทำให้เสียชีวิตที่สุดคือ เรื่องของอาหารและการไม่ออกกำลังกายเป็นปัจจัยเสี่ยงมากที่สุด แล้วอย่างบุหรี่เรายังเลิกได้ แต่เราเลิกกินข้าวไม่ได้ ฉะนั้น เราเลยอยากหาวิธีการให้คนเมืองไม่เกิดโรคเรื้อรัง เราก็มาดูว่าเราทำยังไงบ้างที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างง่ายที่สุด เราก็ต้องมาแก้เรื่องอาหาร ซึ่งพอมาคิดถึงเรื่องอาหารก็คิดถึงเรื่องข้าว อยากตั้งหลักกับเรื่องนี้ก่อน”

หมอคนหนึ่งจึงหันมาสนใจในเรื่องข้าว และทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี เพื่อพยายามศึกษาอย่างถึงแก่นในเรื่องคุณสมบัติของข้าว โดยเริ่มจากการพยายามหาพันธุ์ข้าวที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างแท้จริง ด้วยการร่วมงานกับทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและชาวนาจากภาคอีสาน ซึ่งเมื่อผ่านการค้นคว้าหาข้อมูลวิจัยมาเป็นเวลาหลายปี คุณหมอพบว่ามีข้าวหลายสายพันธุ์ที่กินแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงจริง และอีกมากมายรับประทานแล้วไม่ตรงจุด หลังจากทราบสายพันธุ์ข้าวกล้องที่มีประโยชน์ คุณหมอและทีมงานก็ลงลึกเข้าไปถึงการกินข้าวปริมาณเท่าไรถึงจะพอดีกับสุขภาพร่างกาย

“จากงานที่เราค้นคว้า เราเจอข้าวที่กินแล้วน้ำตาลในเลือดไม่เพิ่มขึ้น 3 ชนิด พอเริ่มตั้งหลักได้เราก็เอาพันธุ์ข้าวอย่างสายพันธุ์ หอมนิล สังข์หยด สินเหล็ก ไปวิเคราะห์ลึกเข้าไปถึงโครงสร้างว่าข้าวสายพันธุ์เหล่านี้ทำงานยังไง ซึ่งเราไปพบว่าในข้าวพันธุ์เหล่านั้นมีแป้งบางชนิดที่ไม่สามารถถูกย่อยได้ ซึ่งเป็นแป้งในข้าวพันธุ์เฉพาะ ไม่ใช่พบในทุกๆ พันธุ์ ฉะนั้นไม่เกี่ยวกับว่าเป็นข้าวกล้องแล้ว มันเป็นลักษณะของแป้งโดยเฉพาะ ซึ่งแป้งที่ไม่ถูกย่อยนี้ก็จะทำให้การกลายเป็นน้ำตาลลดลง แล้วมันตกไปถึงลำไส้ใหญ่ทำให้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เพิ่มจำนวนขึ้น แล้วมันเป็นแบคทีเรียที่ดี ส่งผลดีต่อสุขภาพ

“ตอนนี้เรามีข้าวที่มีลักษณะแบบนี้กว่า 50 สายพันธุ์ ซึ่งเรากำลังพัฒนาการผสมพันธุ์ข้าวที่ได้ลักษณะเด่นอันนี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งตอนนี้เราต้องใช้เวลาอีก 5 ปี เพื่อให้ได้ข้าวสายพันธุ์ที่นิ่งและมีประโยชน์ต่อสุขภาพที่สุด ต่อมามันก็โยงมาถึงเรื่องของชาวนาที่เป็นคนปลูก เราก็ลงไปทำงานกับชาวนาที่สนใจ เปลี่ยนจากชาวนาเคมีเป็นอินทรีย์ ซึ่งเรามีทีมงานของเราเข้าไปลงพื้นที่ โจทย์ของเราคือต้องทำให้ทุกคนสุขภาพดี ไม่ใช่แต่คนกินข้าว คนปลูกต้องสุขภาพดีด้วย เราก็พาหมอไปตรวจ แล้วก็ให้ชาวนาดูว่าเขามีสารเคมีตกค้างในร่างกายมากแค่ไหน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับชาวนาในอนาคต พอเขาเห็นเขาก็สนใจเข้ามาร่วมกัน ชาวนาเขาก็ปลูกขายและปลูกกินด้วยสุขภาพเขาก็ดีขึ้นตั้งแต่ไม่ใช้สารเคมีทำนาแล้ว”

คุณหมอก้องเกียรติ ยิ้มหลังพูดจบ เหมือนเขามีความสุขกับสิ่งที่สร้างขึ้น ข้าวที่ชาวนาปลูกคุณหมอจะรับซื้อในราคาที่เป็นธรรม ในแบบที่สามารถให้ชาวนาสามารถอยู่ได้อย่างเป็นสุขกับนาอินทรีย์ เป็นกลยุทธ์ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตและความสุขของคนปลูก ซึ่งเมื่อชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดี ได้เงินเต็มเม็ดเต็มหน่วย ข้าวที่ดีมีคุณภาพก็จะถูกผลิตออกมาวางจำหน่ายให้คนในเมืองที่ “คลินิกเป็นสุข” ซึ่งเป็นพื้นที่กระจายผลผลิตข้าวของชาวนาอินทรีย์กว่า 200 ไร่ ซึ่งคุณหมอตั้งใจให้ผู้ผลิตกับผู้บริโภคสามารถไปด้วยกันได้ อีกทั้งคุณหมอยังเข้าไปสร้างอาชีพเสริมให้กับชาวนาด้วยการสอนแปรรูปผลิตภัณฑ์อื่นที่ดีต่อสุขภาพ เพื่อวางจำหน่ายเป็นรายได้เสริม ซึ่งมีสินค้าอย่างเช่นข้าวอินทรีย์สายพันธุ์คุณภาพ ชาจากต้นข้าวอ่อน และขนมต่างๆ ที่แปรรูปมาจากข้าว เปิดวางจำหน่ายที่คลินิกเป็นสุข ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 3 สาขา คือที่ จ.เชียงใหม่ ภูเก็ต และที่โชคชัย 4 กรุงเทพฯ โดยสามารถเข้าไปดูข้อมูลของคลินิกเป็นสุข ได้ที่ www.ipensook.com

นพ.ก้องเกียรติ เกษเพ็ชร์ กับเรื่องราว เมล็ดข้าวต่อชีวิต

 

ทุกอย่างที่คุณหมอได้ลงมือทำ หลายๆ คนไม่เข้าใจ กลับค่อนขอดว่าเขาทำไปทำไม เพื่ออะไร เป็นหมอแทนที่จะเปิดคลินิกรักษาคนป่วย แต่กลับไปทำงานกับชาวนา หลายๆ คำถามไม่เคยทำให้คุณหมอลดความพยายาม แต่นั่นกลับเป็นแรงผลักดันที่เป็นต้นเหตุของวิธีคิดอันกินความหมายของการมองเห็นคุณค่ามนุษย์ด้วยกันเอง มิใช่แต่การช่วยให้คนเมืองมีสุขภาพดี แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีต่อชาวนา ซึ่งเป็นอาชีพที่น้อยคนนักอยากเป็น

“ถ้าผมสามารถผลิตข้าวที่ดีต่อสุขภาพได้จริงๆ ผมก็มีความสุขแล้ว เคยมีเพื่อนถามผมว่า หมอมึงทำไปทำไมวะขาดทุนตาย ผมบอกผมทำเรื่องนี้ใช้หนี้ชาวนาที่อุตส่าห์ปลูกข้าวให้ผมกินตอนผมเรียนแพทย์ วันนี้ผมมีปัญญามีเงิน เราก็ต้องกลับไปช่วยเขาสิ ไม่ใช่มาคิดกันเรื่องของเงิน ซึ่งตอนนี้ข้าวสายพันธุ์ที่เรามีอย่างที่บอกไปข้างต้นก็ถือว่าดีต่อสุขภาพแล้ว แต่ถ้าเราได้สายพันธุ์ที่นิ่งจริงๆ ซึ่งน่าจะได้ผลผลิตในอีก 4 ปี ถึงเวลานั้นชีวิตของคนเมืองก็จะเปลี่ยน เขาจะมีสุขภาพที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงมาถึงคลินิกเป็นสุข ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งทำให้คนรู้จักดูแลตัวเอง ไม่ใช่ทำให้ตัวเองเจ็บป่วย แนวคิดของเราคือแทนที่เราจะเก็บค่ายาคนไข้สูงๆ เพื่อเอากำไร แต่เราขอเงินเขาแค่ไม่กี่บาท เพื่อที่มานั่งฟังเราอธิบายให้เขาดูแลสุขภาพตัวเองยังไง เขาต้องกินแบบไหนเพื่อเปลี่ยนตัวเอง”

เมื่อคุณหมออธิบายมาถึงตรงนี้ คงเข้าใจแล้วว่าเรื่องข้าวกับสุขภาพเชื่อมโยงแบบแนบชิด ซึ่งหากใครรู้สึกว่าป่วยเดินเข้ามาที่คลินิกเป็นสุข นอกจากการตรวจร่างกายที่ละเอียดและคำแนะนำในการป้องกัน คุณหมอยังติดตามสุขภาพของเราได้ด้วยแอพพลิเคชั่น iPensook ที่คิดมาเพื่อให้เห็นพัฒนาการของคนป่วย เรียกได้ว่าสามารถรู้ถึงข้อมูลสุขภาพของตัวเองแบบเรียลไทม์ สามารถแชตพูดคุยกับทีมงานสาธารณสุขของคุณหมอได้ทันที ซึ่งเมื่อเห็นข้อมูลที่สะท้อนความเป็นจริงเหล่านั้น คุณหมอเชื่อเหลือเกินว่าผู้ป่วยจะเข้าใจสุขภาพตัวเองได้จริงๆ และเกิดการปรับเปลี่ยนในเรื่องของการรับประทานอาหาร ซึ่งย้อนกลับมาถึงวิธีคิดแรกเริ่มของคุณหมอ นั่นคือมนุษย์ทุกคนต้องกินข้าวทุกวัน

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค