posttoday
อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

อยากรู้ แต่ไม่อยากถาม

28 พฤษภาคม 2558

โดย...นนทพัฒน์ ภาพ อีพีเอ

โดย...นนทพัฒน์ ภาพ อีพีเอ

“ประจำเดือนไม่มาสองเดือนแล้วค่ะ...ทำไงดี”

“สบตากับคนที่วิ่งสวนกันที่สนามกีฬาแถวมหาวิทยาลัยทุกวัน อยากรู้จัก ควรไปทักเขาว่าอะไรดีครับ”

“สามีดิฉันขอมีอะไรด้วยบ่อยมาก...เข้าข่ายโรคจิตหรือเปล่า”

“ถ้าเป็นผู้หญิงน่ะเข้าใจ แต่สำหรับผู้ชาย วัดกันตรงไหนว่าโดนเปิดบริสุทธิ์ครับ”

คำถามเหล่านี้เราไม่ได้เลือกคุยกับครอบครัว ไม่ได้พูดกับเพื่อนในโรงอาหาร หรือโต๊ะทำงานที่ออฟฟิศ แต่มีให้อ่านกันในเว็บไซต์และสังคมออนไลน์นะเออ

มีคนว่าเราเลิกพูดคุยกันแล้ว หรือคุยกันน้อยลง หลังจากการรุกคืบของสมาร์ทโฟนดึงความสนใจจากการสนทนาในชีวิตจริงไป ผมว่าถูกครึ่งเดียว ใช่...เราคุยกันน้อยลง แต่เรายังคงสื่อสารอยู่ การอ้าปากเปล่งเสียงพูดคุยกันกลายเป็นการพิมพ์ต๊อกแต๊กๆ บนคีย์บอร์ด หรือกดจิ๊กๆๆๆ บนจอโทรศัพท์มือถือแทน ยิ่งโดยเฉพาะกับเหล่าตัวอย่างคำถามข้างต้น

คนเรายังคงสงสัย คนเรายังคงตั้งคำถาม แต่จะได้คำตอบที่ตรงใจและดีที่สุดหรือเปล่านั้น ก็อีกเรื่อง เพราะว่าไอ้คนตอบนี่มันหาได้ไม่ง่ายเลย

ก่อนจะมาแสดงทัศนะตรงนี้ ผมลองทดสอบเปิดเว็บไซต์อ่านกระทู้ราว 200-300 หัวข้อในหมวดสุขภาพของเว็บไซต์หนึ่ง พบว่าครึ่งหนึ่งเป็นกระทู้ตรงหมวด ซึ่งถามถึงสุขภาพร่างกาย ความเจ็บป่วยทั่วไป และอีกครึ่งเป็นเรื่องความสัมพันธ์ เพศสัมพันธ์ และจิตวิทยาทางเพศ

ความสงสัยและการตั้งคำถามในเรื่องเซ็กซ์และความสัมพันธ์มีจำนวนมากพอที่จะสร้างคอมเมนต์ยาวเต็มพรืดไม่ต่ำกว่า 20 ความเห็นในแต่ละกระทู้ แต่ละอันมีทั้งคำตอบจริงจัง วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ ไปจนถึงการตอบเอามัน ชวนหัวเราะ ผ่อนคลายให้ผู้ตั้งคำถาม ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เห็นว่ามันเป็นปรากฏการณ์อันมีนัยสำคัญ

ผู้ตั้งกระทู้เรื่องใต้สะดือ หรือความรัก ความหลงใหลใครต่อใคร ชวนคิดหาคำตอบเกิดขึ้นนาทีต่อนาที คำนวณคร่าวๆ ว่าวันๆ หนึ่งอาจมีได้หลายร้อยคำถามจากหลายร้อยความสงสัย รวมถึงความสนุกและตลกอีกนับพันจากคอมเมนต์ แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าคนที่รอคำตอบ พบคำตอบที่เป็นทางออกจริงๆ หรือไม่ เพราะกระทู้แต่ละอันไม่ใช่ว่าผู้ตอบทุกคนจะเชี่ยวชาญ ช่ำชองเสมอไป ส่วนที่ได้คำตอบชัดเจนตรงประเด็นจำเป็นต้องอาศัยเวลา (รอ) บวกกับจำนวนคนที่เข้ามาอ่านและตอบ ถือว่าต้องพึ่งพาโชคอยู่ไม่น้อย ถ้าจะบังเอิญป๊ะกับกูรูในจังหวะที่เฝ้ารอ ก็ดีไป

จากตัวอย่างกระทู้นำเรื่อง ก็ไม่รู้ว่าผู้เชี่ยวชาญเรื่องประจำเดือน หรืออาจารย์หมอจะมาหาข้อสรุปเรื่องประจำเดือนขาดช่วง และก็ไม่แน่ว่าหนุ่มที่สนามกีฬาแถวมหาวิทยาลัยจะได้กับหนุ่มคนอื่นไปก่อนไหม หรือจริงๆ เขาเป็นผู้ชายแล้วปล่อยให้น้องชายคนนั้นมโนต่อไป ขณะที่เคสของสามีผู้ขยันทำรักก็อาจจะทำภรรยาทรุดโทรมไปก่อนได้ และเช่นกันที่เด็กหนุ่มก็คงจะไม่รู้ว่าตัวเองเสียความบริสุทธิ์ไปตั้งนานแล้วเมื่อคำตอบมันยังติดฮา ติดสนุกกันอยู่

หลายคอมเมนต์ที่จริงจังมักจะเกิดขึ้นในกระทู้สุขภาพ ซึ่งแน่นอนว่าโดยส่วนใหญ่เจ้าของคำถามจะสมใจที่ทราบคำตอบและทางออกเรื่องผ่าตัด เรื่องโรงพยาบาล เรื่องสุขภาพองค์รวม หรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งดูเป็นสาระน่ารู้ ไม่ใช่เป้าหมายหลักของนักคอมเมนต์จอมตลกทั้งหลาย หรือไม่ดึงดูดความสนใจผู้สังเกตการณ์ทั่วไปหลายๆ คนเท่าไรนัก

ความสนุกของคำตอบอยู่ตรงคอมเมนต์ของสิงห์คีย์บอร์ดที่มีทั้งฉะฉาน ตรงประเด็นเข้าเรื่อง และแชร์ความเห็นกันต่างๆ มุมมอง และบางทีก็ตลกร้าย แล้วแต่วิจารณญาณการรับชม จากตัวอย่างนี้

“ประจำเดือนไม่มาสองเดือนแล้วค่ะ...ทำไงดี” 1-“กินยาคุมผิดฝั่งหรือเปล่าน้อง” 2-“มีอะไรกับใครไม่ป้องกันเหรอ ทำไมทำตัวอย่างนี้ พ่อแม่จะว่ายังไง” 3-“ตั้งชื่อลูกหรือยังครับ” อืม...ถามว่าช่วยอะไรได้ไหม น่าจะไม่

“สบตากับคนที่วิ่งสวนกันที่สนามกีฬาแถวมหาวิทยาลัยทุกวัน อยากรู้จัก ควรไปทักเขาว่าอะไรดีครับ” 1-“ก็แกล้งวิ่งชน ขอโทษ ขอไลน์ แล้วก็ขอเป็นแฟน” 2-“อย่าเสี่ยงเลยดีกว่า โดนนักกีฬาต่อยไม่คุ้มหรอก...ตุ๊ด” 3-“ชีวิตสั้นครับ อยากทำไรก็รีบทำ อยากกินก็รีบกิน” หลายครั้งคำตอบไม่ตรง โดนละเมิดสิทธิอีก แต่ก็ชวนให้ไปใช้สมองตรองดูเพิ่ม

“สามีดิฉันขอมีอะไรด้วยบ่อยมาก...เข้าข่ายโรคจิตหรือเปล่า” 1-“น่าจะเป็นธรรมชาติของผู้ชายนะครับ ลองคุยกันดูว่าพอดีที่ตรงไหน” 2-“มีลูกหรือยังล่ะ เขาอาจจะอยากมีลูกป่าวคะ” 3-“ฉันว่าคุณโชคดีนะ สามีฉันไม่เห็นขยันอย่างนี้เลย ทำแต่งาน วันหยุดก็นอน” บางหัวข้อก็บาลานซ์ ต้องชั่งใจระหว่างความจริงที่เกิดขึ้นกับความเห็นของผู้คนเพื่อหาคำตอบ

“ถ้าเป็นผู้หญิงน่ะเข้าใจ แต่สำหรับผู้ชาย วัดกันตรงไหนว่าโดนเปิดบริสุทธิ์ครับ” 1-“อายุเท่าไรน้อง อดนมเมื่อวานหรือเปล่าเนี่ย”2-“ครั้งแรกเมื่อไหร่ ก็แปลว่าโดนเปิดเมื่อนั้นแหละ” 3-“ก็มือที่สอง หลังจากมือเอ็งนั่นแหละไอ้หรรม” บางทีก็มาในทิศทางเดียวกัน เหมือนโดนตบหน้าจังๆ ถ้ายังซื่อ...ก็บื้อต่อไป

นอกจากอารมณ์ขันและสาระที่มีบ้างไม่มากก็น้อย ระหว่างการสังเกตการณ์ผมเชื่อว่าการตั้งกระทู้ความรักและเรื่องใต้สะดือในที่สาธารณะนี่มันมีเสน่ห์ไม่น้อย เพราะนอกจากจะได้รับการปลอบประโลม หรือแสดงความเห็นใจ มันยังลดทอนความต่ำช้าหยาบโลนไปได้มากโข ในกระทู้เดียวกันนี้หากหลุดออกจากปากแล้วพูดกลางวงดินเนอร์หรือแม้แต่คุยส่วนตัวกับใครก็ได้เรื่องไม่เท่ากัน

ทั้งหมดที่เมาท์มายาวยืด ไม่ใช่จะเห็นพ้องสนับสนุนให้สังคมวันนี้ไปพล่ามพิมพ์ๆๆปัญหาส่วนตัวลงเว็บไซต์ รอคำตอบตลก หรือโดนคนด่าซ้ำกันกลับมาทุกเรื่อง เพียงแต่ว่าอยากจะชวนคุณๆ ขบคิดกันหน่อยว่า ถ้าบรรยากาศการพูดคุยกันในเรื่องเซ็กซ์ๆ เอ็กซ์ๆ อึ๋มๆ กันซึ่งๆ หน้ากับมนุษย์ปกติ มันจะเป็นกันเองขึ้นได้แบบที่เขาไปตั้งและตอบกระทู้ตามเว็บแบบนี้ น่าจะดีกว่าไหม

เนื้อหามันสำคัญแน่นอน แต่วิธีการสื่อสารมันก็สำคัญด้วย แม้มันจะดูไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเรา (ที่เขาไปเที่ยวถามๆ กันเป็นบ้าเป็นบอ ก็เพราะเดือดร้อนไง) แต่เราก็เห็นแล้วนี่ว่า สังคมเรามันอีเดียด อักลี่ และ
รีเจ็กต์เรื่องเซ็กซ์ เรื่องเพศกันเหลือหลาย จนเด็กบางคนมันท้องไม่มีพ่อ บางคนติดเชื้อเอชไอวี บางคนโดนหลอกไปข่มขืน ไปงมโข่ง ไปผิดพลาด ไปชีวิตพังอะไรสักทาง ที่ไม่ทันจะได้ปรึกษา หรือรับคำตอบจากมนุษย์จริงๆ นี่แหละ ที่ตั้งกำแพงความคิดบางอย่างไว้แต่ต้น

ถ้ามันจะตลกร้าย ก็ขอให้ได้พูดกันก่อนเถอะ อ้าปากเปล่งเสียงให้สนุกๆ แบบตอนต๊อกๆๆๆ บนคีย์บอร์ด จะสวมบทเป็นพี่ชายใจดี พี่สาวตัวแสบ น้องชายตัวกวน อะไรเอาเถอะ ผมว่า

ให้สาระมากับสายตลกด้วย แล้วช่วยโลกไว้ได้สักนิด จะเป็นมนุษย์ที่โค-ต-รเท่ และมีประโยชน์มากเลย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน