
รางวัล พลิกชีวิต
ไม่แปลกใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงอยากเข้าวงการบันเทิงกันนัก ยอมต่อแถวข้ามวัน ฟันฝ่ากับผู้คนนับพัน
โดย...นกขุนทอง
ไม่แปลกใจว่าทำไมเด็กรุ่นใหม่ถึงอยากเข้าวงการบันเทิงกันนัก ยอมต่อแถวข้ามวัน ฟันฝ่ากับผู้คนนับพันเพื่อที่จะได้ก้าวเข้ามาสู่วงการบันเทิง เพราะจุดหมายปลายทางนั้นสวยหรู เหล่าซุป’ตาร์ที่พวกเขาจับตามอง ล้วน สวย-หล่อที่สำคัญ “รวย” อาชีพศิลปิน-นักแสดงทำเงินได้มากในเวลาน้อยเมื่อเทียบกับมนุษย์เงินเดือน “รวยง่าย” แต่กว่าพวกเขาจะมาถึงวันนี้ “ไม่ง่าย”
แม้ว่าปัจจุบัน เส้นทางเข้าสู่วงการบันเทิงจะมีหลายช่องทาง วงการโทรทัศน์ไทยมีการขยายตัวขึ้น แต่การเข้ามาเป็นหนึ่งในวงการบันเทิง แล้วมีแสงแฟลชส่องให้โดดเด่นกว่าคนอื่นนั้นก็ยังเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยเวลา ประสบการณ์ ที่สำคัญ คือ “ความสามารถ” ต้องพิสูจน์กันไป หากแต่เวทีประกวดซึ่งเป็นบันไดดาวให้คนมีฝันอยากเข้าวงการบันเทิง ก็เป็นอีกทาง (ลัด) หนึ่ง เพราะเพียงเป็น “ที่หนึ่ง” ชีวิตก็พลิกไปเลย
The Winner is รางวัล 10 ล้านบาท
เวทีการแข่งขันร้องเพลงแบบตัวต่อตัว “The Winner is” ยังคงเป็นรายการที่มีเงินรางวัลมากที่สุดในประเทศไทย คือ “10 ล้านบาท” และคนที่คว้าไปคือ“โอ-โอฬาริก ขุนสิทธิ์” จากซีซั่นแรก เมื่อปี 2557พร้อมเซ็นสัญญากับยูนิเวอร์แซลไทยแลนด์ เป็นเวลา 3 ปี
1 ปีนับจากเขาได้แชมป์ หลายคนคงอยากรู้ว่า เงินจำนวน 10 ล้านบาทนั้นยังเหลืออยู่หรือไม่ แล้วแชมป์ทำงานอะไรต่อไป เพราะหลังจากได้รางวัลชื่อของโอฬาริกก็ค่อยๆ เงียบหาย แต่วันนี้
เขากลับมาแล้วพร้อมผลงานเพลงแรก “ผลข้างเคียง”
“1 ปีผ่านไปเร็วมาก ผมได้ร้องเพลงตามที่ต่างๆ ต่างจังหวัดก็มีไป แต่ส่วนใหญ่ร้องเพลงสากล แฟนๆ ก็ถามว่าไม่มีเพลงของตัวเองบ้างเหรอ ครับผมก็รอ (ยิ้ม) จนประจวบเหมาะตอนนี้ก็มีซิงเกิ้ลออกมา ความฝันเป็นจริงแล้วครับ เพลงนี้แต่งมาจากชีวิตจริงของผม ทีมงานได้คุยถึงเรื่องจบรายการมาแล้วคนมองมีความสุข มีเงินเยอะ แต่มีมุมหนึ่งในชีวิตเราที่มันมืด เรื่องของความรักไม่สมหวัง เปรียบความรักเหมือนเป็นโรคอาการหายแต่ยังมีผลข้างเคียงอยู่”
ส่วนเงินรางวัลมหาศาลนั้น โอฬาริกได้ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการท่องเที่ยว ลงคอร์สฝึกร้องเพลงให้ดียิ่งๆ ขึ้น ตอนนี้เขาทิ้งงานด้านการตลาดมาเป็นศิลปินเต็มตัว จัดสรรปันส่วนเงินรางวัลออกเป็นสามส่วน เงินลงทุน ใช้ซื้อกองทุน ตราสารหนี้ต่างๆ เงินใช้ในปัจจุบัน และเงินเก็บสำหรับอนาคต
“ตอนนี้เงินก็งอกเงยแต่ก็ไม่ได้เยอะมาก ส่วนหายไปกับภาษีก็เยอะอยู่ ด้วยรูปแบบการใช้ชีวิตผมยังใช้ชีวิตเหมือนตอนยังไม่ได้มีเงิน 10 ล้าน ค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับเมื่อก่อน มีใช้เยอะไปกับการท่องเที่ยวให้รางวัลชีวิตแค่นั้น”
น้ำหวาน ‘หนูอยากเป็นดารา’
“หนูอยากเป็นดารา” เมื่อมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน เส้นทางตามฝันจึงถูกถากถางด้วยความพยายาม จนในที่สุด “น้ำหวาน-พรพรรณ มนชะติน” ก็ได้เข้ามาสู่สังกัดผู้จัดการดารามือทองเอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร แต่ก่อนส่งขึ้นแท่นนางเอก น้ำหวานได้พิสูจน์อีกหนึ่งความสามารถทางการร้องเพลง จนคว้าแชมป์เคพีเอ็น อวอร์ด ครั้งที่ 23 แล้วเธอก็มีใบเบิกทางอย่างสง่า
“ตั้งแต่ได้แชมป์มา ชีวิตก็เปลี่ยนไป ในเรื่องของการทำงานได้ร้องเพลง ได้มีงานละคร ได้ทำในสิ่งที่เราฝันมานานมีคนรู้จักมากขึ้นมีรายได้มากขึ้นจากการเล่นละครและงานอีเวนต์ รายได้ตรงนี้เยอะถ้าเทียบกับอายุประสบการณ์ที่หนูจะทำในอาชีพอื่น เรื่องการจัดการเงินให้ทางคุณพ่อคุณแม่ดูแล ถ้าจะใช้ค่อยขอซึ่งส่วนมากไม่ได้ใช้อะไรมาก จะหมดไปกับการดูแลตัวเองมากกว่า”
น้ำหวานเป็นวัยรุ่นอีกคนที่อยากเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิง เธอรู้ตัวตั้งแต่วัยประถม แล้วเธอก็ฝึกฝน พัฒนาดูแลตัวเองมีเวทีไหนให้แสดงความสามารถเธอพร้อมจะทดสอบหมด พลาด ท้อมาก็เยอะ แต่เธอไม่ถอย จนวันนี้ฝันของเธอก็เป็นจริง
เดอะ สตาร์ ให้มากกว่าฝัน
เวทีเดอะสตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาว ไม่มีรางวัลเงินสดให้ ไม่มีบ้านรถ มีเพียงสัญญาที่จะได้เป็นศิลปินนักแสดงในสังกัดแต่นั้นถ้าแชมป์เดอะสตาร์มีความสามารถ ยังเป็นดาวที่มีคุณภาพ รางวัลที่ได้หลังจากนั้นอาจมีมูลค่ามากว่าเงินสด 20 ล้านบาท บ้านหรูใจกลางเมือง มันคือ “โอกาส” ที่คุณจะสามารถคว้าเอาได้ในวงการบันเทิงไทย
“กัน-นภัทร อินทร์ใจเอื้อ” เดอะสตาร์ ปี 6 ผ่านเวลามา5 ปีแล้ว ชื่อเสียงของกันยังเป็นที่รู้จัก เพราะเขามีผลงานออกมาต่อเนื่อง ทั้งเพลง ละคร ละครเวที เป็นหนึ่งเดอะสตาร์ที่ผู้ชมยอมรับในความสามารถ เพราะไม่ใช่เดอะสตาร์ทุกคนจะมีชื่อเสียงเงินทองได้รับการตอบรับที่ดี
“เมื่อก่อนเป็นวัยรุ่นธรรมดาทั่วไป ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย เลิกเรียนเตะบอล ดูหนัง แต่พอมาประกวดชีวิตเปลี่ยนไป เรามีหน้าที่มากขึ้น มีงานมากขึ้น มีรายได้จากการทำงานมากขึ้นส่งเงินให้น้องเรียนได้ ส่งเงินให้พ่อแม่ได้ ตอบแทน ซื้อบ้านให้แม่ ซื้อรถให้พ่อ บ้านที่สุพรรณฯ มีแนวโน้มที่จะสร้างใหม่ตอนนี้ถมที่ไว้แล้ว ส่วนบ้านที่ซื้อในกรุงเทพฯ ตัวบ้านราคาไม่ถึง 10 ล้าน แต่รวมตกแต่งรวมห้องอัดก็ถึงครับ”
ถ้าไม่มีเวทีเดอะสตาร์ ก็ไม่มีกัน นภัทร ในวันนี้ “ผมอยากเป็นนักร้องก็จริง แต่ถ้าไม่ไดัเป็นแชมป์ไม่น่ามาเร็วขนาดนี้ เดอะสตาร์ให้อะไรกับผมเยอะมาก แฟนคลับเพิ่มขึ้นทุกๆ ปีด้วยจากที่เขาดูรายการเดอะสตาร์ เป็นอะไรที่ไม่คาดคิด ตัวผมเองโชคดีที่มีแฟนคลับเยอะ และด้วยผลงานต่างๆ ผมสามารถร้องเพลงได้หลายแนว ลูกกรุง ลูกทุ่ง จึงมีกลุ่มแฟนคลับกว้าง เขาติดตามสนับสนุนเราจนทำให้มาถึงวันนี้
ผมจำคำพี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) ที่บอกกับผมได้ คนเราเข้ามาในวงการบันเทิงง่าย แต่ทำยังไงให้อยู่ได้นานที่สุด แล้วผมได้เห็นพี่เบิร์ดเขาไม่หยุดกับที่เลยเขาซ้อมเต้น เรียนร้องเพลง มีความเป็นกันเอง ความซื่อสัตย์จริงใจ ทำให้เขาเป็นที่รักของทุกคน นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้พี่เขาอยู่ได้นาน ผมคิดว่าจะทำหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด สร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับมาให้ดีที่สุดผมทำมันเหมือนโอกาสสุดท้าย”
นัททิว เอเอฟ นาทีที่ยิ่งใหญ่
“เป็นแฟนรายการทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ดูมาตั้งแต่ซีซั่นแรก ดูแล้วชอบรู้สึกผูกพันขอคุณพ่อไว้ตั้งแต่อายุ 18 พออายุ 19 ก็พุ่งตัวมาประกวดเลยตอนนั้นชอบร้องเพลง แต่ไม่ได้คิดอยากเป็นนักร้องไม่ได้คิดว่าจบแล้วอยากเป็นอะไร คิดแค่ว่าอยากเป็นเอเอฟ (หัวเราะ)” นัททิว-ณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม เล่าย้อนถึงการก้าวมาเป็นแชมป์ ทรู อะคาเดมี่ แฟนเทเชีย ซีซั่น 5
“รางวัลที่ได้ตอนนั้นเป็นคอนโดมูลค่า 5 ล้านบาท พร้อมเงินผมจำยอดไม่ได้ ตอนนั้นพอได้เป็นเอเอฟผมก็ฟินแล้ว ไม่ได้คิดอะไรต่อเลย ด้วยความเป็นเด็กฟีลลิ่งตอนได้วินเนอร์ คือดีใจ ไม่ได้คิดว่ามันยิ่งใหญ่ พอเวลาผ่านไปแล้วมองย้อนกลับไป โมเมนต์ที่ได้วินเนอร์นั้นมันยิ่งใหญ่มาก ไม่มีวันนั้นไม่มีวันนี้”
ความสำเร็จของนัททิวไม่ได้อยู่เพียงวงการบันเทิงเมืองไทยแต่เขายังไปไกลถึงประเทศเกาหลีใต้ ได้เซ็นสัญญากับบริษัทCJ E&M ซึ่งเป็นบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ของเกาหลีใต้นัททิวได้รับโอกาสเป็นนักแสดงรับเชิญในละครเพลงเกาหลี เรื่อง Monstar และมีซิงเกิ้ลเพลงเกาหลี คือ She’s Bad และLove will be OK
“สิ่งที่ได้รับจากการไปทำงานที่เกาหลี คือ อาชีพการงานมันได้โต สองเราได้ประสบการณ์เยอะ การใช้ชีวิตคนเดียวประสบการณ์เผชิญกับความกดดันต่างๆ ได้ความทรงจำดีๆ แต่ถามถึงรายได้ที่ไทยเยอะกว่า อันนี้แล้วแต่คนนะครับ ผมเป็นนักร้องมีตัวตนที่ไทยอยู่ก่อน เราใช้เวลาสั่งสมกว่าสามสี่ปีเรามีฐานแฟนที่มั่นคง เมกมันนี่ได้เยอะกว่า แต่เราไปที่โน่นเหมือนเริ่มต้นใหม่ ในการทำงานตอนนี้ผมพึงพอใจกับสองที่ไม่เทไปทางไหน ผมอยากคีพการทำงานแบบนี้ให้ได้นานที่สุดเพราะการทำงานแบบนี้ทำให้เราได้โต”
จากการทำงานในวงการบันเทิง ผลตอบแทนที่ได้รับช่วยทำให้ครอบครัวอยู่สุขสบายมากขึ้น “พอคนเห็นนามสกุลผมคิดเลยว่าบ้านรวย นามสกุลใหญ่ แต่จริงๆ บ้านผมฐานะธรรมดา แม่เป็นครู พ่อเป็นวิศวกรออกแบบ มีลูกสามคน เราใช้หนังสือเรียนต่อจากพี่ใช้รองเท้าคู่เดิม ทุกคริสต์มาสเราไม่สามารถซื้อของขวัญ เขียนแค่การ์ด แต่พอผมได้มาทำงานตรงนี้เราสามารถซื้อของขวัญให้ครอบครัวได้
พอเราเริ่มมีงานมากขึ้น ค่อยๆ มา จนทุกวันนี้เห็นได้ชัด เมื่อก่อนกินข้าวร้านเดิมๆ พอเริ่มมีตังค์ชวนไปนั่งร้านอาหารดีๆมีเงินใช้จ่ายได้มากขึ้น มีเงินต่อเติมบ้าน ซื้อรถให้ตัวเอง เป็นเงินก้อนใหญ่ที่ให้ตัวเองก็หลักล้าน ปู่ย่าไม่สบายเรามีเงินเก็บกองกลางไปช่วยเหลือ บางงานเราได้รับเงินสดก็แบ่งให้พี่สาวน้องสาวเป็นรางวัลให้ครอบครัว ถ้าไม่ใช่อาชีพนี้คงไม่ได้ทำเงินได้มากขนาดนี้”
ต้องยอมรับความจริงกันว่า เด็กรุ่นใหม่เฝ้าถามหาสาขาไหนเรียนแล้วจบออกไปทำงานรวย อาชีพไหนทำงานได้เงินเดือนเยอะ ด้วยผลตอบแทนที่สูงในเวลาไม่มาก รายได้ก้อนงามทำให้เหล่าวัยรุ่นตาลุกวาว แต่ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะมีโอกาสทองนี้ ไม่ใช่แค่สวย หล่อ ใสเท่านั้น เพราะผลตอบแทนอันสูงค่านี้ มันวัดกันที่ “ความสามารถ”







