
ชมนภัส เชี่ยวพิบูลย์กิจ ‘รอยแผลเป็น’ ที่ไม่เคยจาง
“ลางสังหรณ์ จู่ๆ แวบขึ้นมามักเป็นจริงเสมอ...” บี-ชมนภัส เชี่ยวพิบูลย์กิจ ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดไปเมื่อปี 2546 ว่า
โดย...ปอย ภาพ เสกสรร โรจนเมธากุล
“ลางสังหรณ์ จู่ๆ แวบขึ้นมามักเป็นจริงเสมอ...” บี-ชมนภัส เชี่ยวพิบูลย์กิจ ย้อนเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดไปเมื่อปี 2546 ว่า ไม่สามารถลืมเลือนเหตุการณ์อันเลวร้ายไปได้กับการถูกทำร้ายปางตาย
เขาเป็นผู้ชายร่างท้วมใหญ่ล่ำสัน แล้วถ้าเปรียบเทียบกับเธอตอนสมัยไม่มีลูกชาย ก็เป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ น้ำหนักแค่ 42 กก. สูงราว 155 ซม. รูปร่างผอมแบบบางมาก เหตุการณ์ร้ายแรงเกิดอย่างรวดเร็วอย่างไม่ได้ตั้งตัว เพียงแค่ไม่ยอมหลบรถให้ผู้ชายคนนั้น และมีการปะทะคารมผรุสวาทกันเล็กน้อย ด้วยความไม่พอใจกับการขับรถสวนกันของอีกฝ่าย
เรื่องแค่นี้...เขาก็ตรงรี่เข้ามาทำร้ายถองทุบจนเธอล้มคว่ำฟุบไปกองกับพื้น แล้วกระทืบซ้ำที่หลังไม่ยั้ง ซึ่งการทำร้ายครั้งนั้นก็ส่งผลให้ปอดรั่วไม่ดีมาจนทุกวันนี้
ผู้หญิงขับรถหลายๆ คนฟังแล้วอาจจิตตก ไหล่ห่อด้วยความหวาดกลัว แต่ขอบอกว่า นี่เป็นเพียงบทเริ่มต้นของเคราะห์ร้าย เพราะการทำร้ายผู้หญิงไม่ได้จบสิ้นแค่วินาทีที่เธอทรุดลงไปกองที่พื้น แต่ผู้ชายอกสามศอกสามารถกระทำต่อผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งได้อย่างที่เราไม่คาดคิดว่ามนุษย์จะใจคอโหดร้ายต่อกันได้ถึงเพียงนี้
บาดเจ็บสาหัสปางตาย
รถยนต์คันเกิดเหตุคือ ซีวิค ไดเมนชั่น ซึ่งเพิ่งถอยป้ายแดงมาหมาดๆ แต่หลังเกิดเหตุการณ์นี้ก็ยังต้องแข็งใจใช้ต่อไปอีกร่วมสองปี แม้จะเกิดความรู้สึกที่เรียกว่า หลอนๆ ภาพติดตาแวบๆ เข้ามาตลอดเวลา แต่ชีวิตก็ยังต้องเดินต่อไปข้างหน้า
ชมนภัส เล่าว่า งานตอนนั้นต้องกลับบ้านดึกๆ ดื่นๆ กับการทำงานบริษัทส่วนตัว บี พับลิค รีเลชั่นส์ รับงานเกี่ยวกับประชาสัมพันธ์ งานออร์แกไนเซอร์ และจัดอีเวนต์ต่างๆ ซึ่งเป็นช่วงชีวิตต้องทำงานเกือบทุกวัน เพราะรู้สึกสนุกกับงานมาก เนื่องจากได้ทำงานที่ชื่นชอบ วันที่เกิดเรื่องขึ้นก็เพิ่งเสร็จจากงานที่ยุ่งมาก ต้องประชุมกับลูกน้องและผู้บริหารบริษัทลูกค้าทั้งวันจนดึกดื่น ซึ่งกว่าจะเคลียร์งานเสร็จเรียบร้อย เวลาก็ล่วงเข้าเกือบตีหนึ่ง เธอจึงขับรถกลับบ้าน
“ทุกวันนี้บีก็ยังต้องขับรถไปส่งลูกชายทุกวันนะคะ แต่รู้สึกมั่นใจดีขึ้นกว่าตอนเกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ ที่ยังต้องขับรถคันเดิมโดยมีภาพหลอนแวบๆ เข้ามาตลอดเวลาเลยค่ะ แต่เราก็ฝืนขับไปผ่อนไปจนหมด (บอกพร้อมรอยยิ้มบาง)
ไม่ใช่มือใหม่หัดขับหรอกนะคะ แต่เหตุการณ์เกิดเพราะสุดวิสัยจริงๆ บีขับจะถึงบ้านอยู่แล้วแต่ซอยมันแคบมาก แล้วเป็นซอยที่มีบริษัทตึกแถวอยู่กันเยอะก็จอดรถกันเต็มซอย เราขับสวนกับเขาแล้วไม่ถอยให้กัน ต่างคนก็ต่างจะไปก็เลยมีอารมณ์ ซึ่งในตอนนั้นบีเป็นผู้หญิงห้าวๆ นักเลงๆ ก็เปิดกระจกด่ากัน ก็แค่ด่าคนละคำค่ะ ไม่คิดว่าจะมีเรื่องมีราวอะไรมากไปกว่านี้
ช่วงใกล้ถึงหน้าบ้าน บีก็ลงจากรถเพื่อไปเอาที่กั้นออกจะจอด ช่วงนั้นแหละค่ะที่รู้สึกมีลางสังหรณ์ใจกระตุกๆ ว่าจะเกิดเรื่องหรือเปล่า? แล้วจู่ๆ ก็ได้ยินเสียงปัง หันไปดู เขาขับรถพุ่งเข้าชนท้ายรถเราจนท้ายยุบไปทั้งแถบ แล้วเขาก็เดินกำหมัดมุ่งเข้ามาหาเราเลย ยังไม่ทันตั้งตัวเร็วมาก เขาชกเราไปกองคว่ำกับพื้นแล้วก็ไม่มีท่าทีว่าจะหยุดทำร้าย เราพยายามเอาตัวรอดค่ะ โดยวิ่งหนีกลับไปที่รถ เขาก็วิ่งตามมาทำร้ายอีก
ระหว่างนั้นก็ทั้งวิ่งหนี ทั้งสู้ ถีบ ป้องกันตัวตลอดเวลา พอวิ่งมาที่เบาะรถแล้วก็เหลือบไปเห็นมีดคัตเตอร์ ความที่เราทำงานพีอาร์ต้องตัดข่าวก็จะมีไว้ใช้ในรถ ก็เลยหยิบมีดมาเพื่อป้องกันตัว แต่ผลปรากฏว่าคัตเตอร์เล่มนั้นคืออาวุธที่กลับมาทำร้ายเรา
อย่างที่บอกนะคะว่าเราเป็นผู้หญิงไซส์เอส ไม่มีทางที่ผู้หญิงจะสามารถไปต่อสู้แรงผู้ชายอะไรได้เลย เขาก็คว้ามีดจากมือเราได้แล้วมุ่งมาที่ใบหน้าเราเลยนะคะ เขาเลือกทำลายใบหน้าเรา ซึ่งมันหมายความว่าเขาต้องการทำลายเราอย่างรุนแรงให้ถึงที่สุด ผู้หญิงทุกคนรักสวยรักงาม
บีจำได้เลยค่ะ เขาพูดว่า... กูจะทำให้มึงเสียโฉม! ... วินาทีนั้นบีก็ยกแขนป้องกันหน้าไว้จนแขนได้แผลเป็นมาอีกหลายแผล แล้วก็ได้ยินเสียงอีกว่า... กูจะกรีดตามึงให้บอด!!!... ความโหดร้ายเหี้ยมเกรียมของผู้ชายคนนี้ยังไม่หยุดค่ะ มันกระชากผมเราออกมาจากรถ เสื้อเรานี่เปิดโป๊ไปหมดเลย มันก็ลากถูลู่ถูกังไป แล้วก็เพราะซีนนี้แหละค่ะ ที่พยานซึ่งเป็นสามล้อในซอย ให้การในศาลว่า เขาไม่กล้าเข้ามาช่วย เพราะคิดว่าเรื่องผัวเมีย??? เราก็ส่งเสียงร้องช่วยด้วยๆๆ ตลอดเวลานะคะ แต่ก็เงียบไม่มีใครเข้ามาช่วยเลย
ครั้งสุดท้ายเขาเงื้อมีดจะจ้วงแทง ตอนนั้นเลือดท่วมเต็มใบหน้า คิดแค่คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วย จนผู้หญิงที่เป็นลูกน้องนั่งรถมากับเขากรีดร้องตกใจเสียงดังขึ้นมาว่า... อย่าทำผู้หญิงๆๆ... ด้วยความหวาดกลัวว่าเขาจะฆ่าเรา เอาให้ตาย จึงจะมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามาช่วยเหลือเรา
บียังจำได้นะคะวินาทีที่มีคนมาช่วยดึงมันออกไป มันเหมือนมีแสงสีขาววาบๆ เข้ามา มันเหมือนกับว่าแสงขาวๆ นั้นมาช่วยดึงอสุรกายชั่วร้ายออกจากเราไปได้
สติเราไม่ขาดผึงไปเสียทีเดียวค่ะ บียังมีสติประคองตัวเองกลับมาที่รถและล็อก รอสักพักคนแถวนั้นก็ไปเรียกตำรวจมา” ชมนภัส เล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นรวดเร็วมาก แต่สำหรับ ณ วินาทีนั้น มันยาวนานจนเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์
กระบวนการยุติธรรมมีจริง
ชีวิตวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร คิดว่าคงเสียโฉมและตาบอดไปแล้ว ขอขอบคุณชาวบ้านแถวนั้นวิ่งมาช่วยได้ทันก่อนจะสาหัสไปกว่านี้ รวมทั้งช่วยเป็นพยานในศาลให้อีกด้วย ชมนภัส เล่าต่อไปอีกว่า หลังจากนั้นอีกสองปีการต่อสู้ในชั้นศาลจึงเริ่มขึ้นอีก กับคดีความที่ยืดเยื้อยาวนาน แม้คู่กรณีจะตรวจพบแอลกอฮอล์เกินลิมิตขณะขับรถ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขาวิตกกังวลเลย กลับดูมั่นอกมั่นใจเกินร้อยกับการต่อสู้คดีความทำร้ายร่างกาย
โดยขั้นแรกศาลให้ไกล่เกลี่ย แต่คู่กรณีซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจไม่ยอมรับการไกล่เกลี่ย ไม่ขอโทษ และโทษกลับอีกฝ่าย (ที่โดนทำร้ายปางตาย) นั้น คือคนผิดเช่นกัน
“แอดมิทโรงพยาบาลไป 7 วัน ทำงานไม่ได้ไปหลายเดือนค่ะ ตอนนั้นเรื่องของบีออกรายการทีวีหลายๆ รายการเลยค่ะ เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้หญิงด้วยกันที่อาจประสบเคราะห์กรรมอันตรายร้ายแรง เราเป็นโจทก์ฟ้อง เขาเป็นจำเลย เขาก็อุตส่าห์เก็บเทปรายการโทรทัศน์เหล่านี้ไปเป็นหลักฐานกล่าวอ้างว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา ออกทีวีมีพิษสงรอบด้าน (หัวเราะ) คือเขาไม่ยอมรับหรือรู้สึกผิดเลยสักนิดเดียว
คดีเริ่มต้นด้วยตำรวจแจ้งความสองฝั่งค่ะ ในคดีทำร้ายร่างกาย ฝั่งบีแจ้งโดนทำร้ายร่างกาย ฝั่งเขาแจ้งว่าเราทำร้ายเขาทั้งร่างกายและจิตใจ ประโยคฟังดูธรรมดาๆ เลยนะคะ (บอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ อีกครั้ง) แต่ไม่ธรรมดาเลยค่ะ เพราะมีนักข่าวที่เป็นลูกสาวตำรวจ รู้กฎหมายบอกว่าประโยคนี้ที่ว่า ‘เราทำร้ายเขาทั้งร่างกายและจิตใจ’ ถ้าส่งฟ้องสำนวนนี้ บีแพ้คดีแน่ เพราะส่งผลโดนไปถึงเรื่องจิตใจเขา แต่เราโดนแค่ร่างกาย เป็นเรื่องตลกที่หัวเราะกันไม่ออกนะคะ
ก็ไม่ได้โชคร้ายเกินไปนักค่ะ เพราะมีคนช่วยเหลือ มีคนเห็นใจเราตลอด คอยให้คำแนะนำในเรื่องเหล่านี้ แล้วพอเรื่องไปถึงอัยการขั้นตอนทำเรื่องส่งฟ้องศาล ทันทีที่ท่านเห็นใบหน้าเราที่เต็มไปด้วยแผลเป็น 6 แผลค่ะ แผลหน้าผาก แผลข้างตา และที่คาง อัยการฝ่ายจำเลยท่านบอกเลยว่าผมไม่รับที่เขาฟ้องคุณหรอก
แล้วพอถึงขึ้นศาลจากแรกๆ คู่กรณีก็ดูกร่างมั่นใจมากๆ แต่ที่สุดแล้วความยุติธรรมก็มีจริงค่ะ เพราะตัวพยานที่เขาหามาไม่มีน้ำหนักเลย เป็นแค่คนรู้จักโดยส่วนตัวกับเขาทั้งนั้น และมาช่วยรับรองเขาว่าเป็นคนดี แต่พยานฝั่งบีไม่มีคนรู้จักเลยค่ะ มีแต่คนเห็นเหตุการณ์จริง เช่น แม่ค้าร้านข้าวต้ม คนขับสามล้อในซอยที่บอกว่าเห็นผู้ชายทำร้ายผู้หญิง สิ่งสำคัญที่สุดคือเขาขับรถมาชน เขาอึ้งไม่สามารถให้คำตอบศาลได้ และให้การยอมรับด้วยซ้ำว่า จงใจขับชนรถเรา
ตอนแรกบีก็กลัวไปหมด เพราะเขาสร้างภาพใหญ่โตว่าเป็นมาเฟีย ข่มขู่พยาน ก็กลัวค่ะว่าจะมีการวิ่งเต้นยัดเงินใต้โต๊ะอะไรหรือเปล่า คิดจินตนาการไปสารพัด เอาเรื่องนั้นมาผูกโยงเรื่องนี้ ไม่เชื่อความดีทุกๆ สิ่งในโลกนี้ แต่ที่สุดแล้วศาลชั้นต้นยืนจำคุก 3 ปี เพราะเขามีเจตนาทะเลาะวิวาทเดินเข้ามาหาเรา ขณะที่เรามีปากเสียงแต่เดินหนี เขายื่นศาลอุทธรณ์ แต่คำตัดสินได้ยืนตามศาลชั้นต้นโดยไม่มีฎีกา
วินาทีนั้น...บีเห็นคนก้าวร้าวตัวใหญ่มาดนักเลง คนเคยทุบตีกระทืบใช้มีดกรีดหน้าจะจ้วงแทงเราซ้ำ และทันทีที่ฟังศาลตัดสินจำคุก 3 ปี บีเห็นมือเขาสั่นเลย ซึ่งเรามองเขาแบบ...ก็เป็นความรู้สึกที่ไม่ใช่สะอกสะใจนะคะ กลับเป็นความรู้สึกโล่งใจมากกว่า จากที่เราอยู่ในความวิตกกังวลหวาดกลัวไปต่างๆ นานา บีรู้สึกขอบคุณศาล ขอบคุณความยุติธรรมที่มีอยู่จริงในโลกนี้ค่ะ” ชมนภัส บอกเล่าเหตุการณ์แม้ผ่านมาสิบกว่าปีแล้ว แต่น้ำตาก็ยังรื้นเมื่อต้องพูดถึงเรื่องราวในวันนั้น
รอยมีดกรีดความมั่นใจ
ความรู้สึกหดหู่ยืดเยื้อลากยาวกว่าสองปีหลังเหตุการณ์นี้ ชมนภัส บอกว่า แต่ความที่เป็นผู้หญิงต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเอง จึงต้องรับผิดชอบขับรถไปทำงานในหน้าที่ประชาสัมพันธ์แทบทุกๆ วัน
จากพีอาร์บุคลิกคล่องแคล่วชอบพบปะผู้คน ชมนภัส กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตเหมือนหลุดไปอยู่ในหลุมดำมืด ความรู้สึกเจ็บที่โดนชกที่ท้อง ใบมีดที่กรีดบนใบหน้าร่างกายยังจดจำได้ทุกๆ ความรุนแรงโหดร้ายที่กระหน่ำเข้ามา และส่งผลไปถึงจิตใจที่ทุกๆ เช้าไม่อยากส่องกระจกมองใบหน้าตัวเอง คนที่เคยภาคภูมิใจในตัวเองทั้งภาพลักษณ์และทั้งหน้าที่การงาน กลับไม่กล้าเดินออกจากบ้าน ซึมเศร้าซุกตัวอยู่ในห้องนั่งจิตใจลอย จมอยู่กับอดีตที่โหดร้าย
“มีดไม่ได้กรีดแค่ร่างกาย แต่มันกรีดความมั่นใจไปจากเราด้วย ต้องขอบคุณคนในครอบครัวที่สุดค่ะ พ่อให้กำลังใจตลอด จัดการชีวิตให้ทุกๆ เรื่อง ตั้งแต่เรียกทนายและช่วยเรื่องการเงินทั้งหมด ซึ่งใช้ค่าทนายไปร่วม 6 แสนกว่าบาท พ่อไปศาลกับเราทุกครั้ง แม่บีถึงกับจะเอาปืนไปยิงผู้ชายคนนั้น เพราะแม่เจ็บช้ำมากลูกสาวเกือบเสียโฉม ก็ต้องเสียค่าศัลยกรรมกับค่าครีมรักษาผิวไปอีกเป็นแสนบาท
วินาทีนั้นที่เห็นแม่เจ็บปวดดึงเรากลับมาได้เลยค่ะ ความเจ็บเป็นเดือดเป็นร้อนของเราเท่ากับความเจ็บของแม่ เราจะมานั่งเจ็บปวดแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว เราทนเห็นคนที่รักเราเป็นทุกข์ไม่ได้ และเมื่อคดีอาญาชนะ เหลือแต่คดีแพ่ง ก็ทำให้เรามีกำลังใจขึ้นมากด้วย
เขาก็มาอ่านคำขอขมาเรานะคะ พ่อแม่เราก็ไปร่วมฟังด้วย ก็ไม่ได้อโหสิกรรมอะไรให้นะคะ เพียงแต่คิดว่า... ต่อไปถ้าเขาคิดดีทำดี เขาก็ดีไป แต่ถ้าเขายังทำเลวอีกก็ต้องรับผลกรรมต่อไปเถอะ บีคิดทำใจได้แค่นี้จริงๆ ค่ะ” ชมนภัส กล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ให้กับเมฆทะมึนที่พัดผ่านไปแล้ว
วันนี้ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีกเธอคงเลือกที่จะไม่ปะทะชน?!! ชมนภัส รีบตอบคำถามนี้ว่า มีเรื่องให้กระตุ้นความโกรธได้เสมอกับการเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั่วไป แต่วันนี้ถ้าเลี่ยงได้ ก็ต้องเลี่ยง เพราะคำว่าประสบการณ์นั้นคือสิ่งบอกสอนคนเราได้ดีเยี่ยมที่สุดแล้ว
“บียังต้องขับรถทุกวันค่ะ ตั้งแต่มีลูกชาย ‘น้องเติมเต็ม’ วัย 4 ขวบ รับส่งเขาไปโรงเรียน ล่าสุดส่งลูกไปโรงเรียนอนุบาล บีก็ขับรถถอยเข้าที่จอดก็เห็นผู้ปกครองยืนอยู่ตรงนั้น แต่ไม่เห็นเด็ก คุณแม่เด็กก็ทุบรถเราปึงๆๆ เราก็ตกใจลงไปดู ถึงเห็นว่าจูงเด็กอยู่ด้วย แต่ตอนแรกน้องตัวเล็กไม่เห็นนะคะ ก็บอกเขาว่าขอโทษค่ะไม่เห็นน้อง แล้วบีก็นึกว่าคุณเห็นรถแล้วก็เดินหนี แต่เขาไม่หนียังยืนอยู่ตรงนั้น
คุณแม่ก็เหวี่ยงใหญ่ บีก็บอกขอโทษค่ะๆ พูดอะไรไม่ออกจริงๆ แต่เธอก็วีนไม่หยุด บีเลยบอกว่า ถ้าเป็นบีจะจูงลูกออกไปไม่รอให้รถมาชนนะคะ คือไม่ยอมก็ไม่ได้ ยอมมากก็ไม่หยุด (บอกพลางยิ้ม) คนเราก็เป็นแบบนี้ค่ะ ก็ต้องเรียนรู้การจัดการกับอารมณ์ ประสบการณ์บอกเราแล้วว่า ถ้าเราหยุดโกรธไม่ได้ ปัญหามันก็ตามมาไม่หยุดเช่นกัน แล้วที่สำคัญคือ ความไม่ประมาทอย่างไรก็คือคาถาศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของคนขับรถ
ถ้ามีโอกาสบีก็จะเตือนๆ น้องๆ ผู้หญิงที่ขับรถด้วยกันว่า อย่าใจร้อน มันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาเลยค่ะ สำหรับผู้หญิงอย่างไรก็สู้แรงผู้ชายไม่ได้ แล้วบทเรียนนี้บอกเลยว่า การเลี่ยงการปะทะคือการเซฟตัวเองดีที่สุด การเลี่ยงทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อความรุนแรง แล้วถ้ามีเรื่องเฉี่ยวชนก็อย่าลงจากรถเด็ดขาด ล็อกรถให้แน่นหนาเพื่อความปลอดภัยที่สุดของเรา
สิ่งสำคัญมากสำหรับผู้หญิงเดินทางคือ โทรศัพท์มือถืออย่าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดโดยเด็ดขาดเลยค่ะ เพราะเป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยเราในยามคับขันได้ โทรศัพท์บี 2 เครื่อง ใช้งานจนแบตเกลี้ยงทั้งสองเครื่อง ตอนนั้นติดต่อใครไม่ได้เลย เหตุการณ์นี้เกิดใกล้บ้าน แต่กว่าพ่อจะรู้บีก็เกือบตายแล้ว” ชมนภัส ถ่ายทอดประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ฝากรอยแผลเป็นไว้ทั้งร่างกายและจิตใจ







