
ณัฐอร โสภณ เลือกที่ชอบทำที่ใช่
ดาว-ณัฐอร โสภณ รองนางสาวไทยอันดับ 2 ปี 2555
โดย...อณุสรา ทองอุไร ภาพ : ภัทรชัย ปรีชาพานิช
ดาว-ณัฐอร โสภณ รองนางสาวไทยอันดับ 2 ปี 2555 เจ้าของแบรนด์ 88 clothing Design ร้านเสื้อผ้า-หมวกแฟชั่น ที่ขายทาง IG : Eighteight_Clothing และร้านกระเป๋าที่เธอนำเข้าจากประเทศจีน แต่นำมาตกแต่งเพิ่มในแบบของเธอเอง ชื่อ Lady-candyshop ทาง IG : Lady_candyshop
หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก็ไปสมัครงานด้านการตลาดเอาไว้ ระหว่างรอผลสัมภาษณ์ เธอก็มาสมัครประกวดนางสาวไทยและเขารอบลึก เลยจำต้องสละงานบริษัทที่เรียกตัวเธอไว้เพื่อมาประกวด แต่พอเข้ารอบสุดท้าย ต้องไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอีก 1 ปี เดินสายเป็นทูตวัฒนธรรมเผยแพร่การท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เลยไม่ได้เริ่มต้นทำงานเป็นเรื่องเป็นราวเสียที
หมดภาระจากตำแหน่ง ก็มาเรียนต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยอีก เรื่องทำงานบริษัทเลยพักยาว แต่ด้วยความที่สนใจเรื่องแฟชั่น แถมยังร้อนวิชาขณะศึกษาปริญญาโทเรื่องการสร้างแบรนด์ เลยลองหาสินค้ามาขายพร้อมกับสร้างแบรนด์ของตัวเองไปด้วย ลองมาครึ่งปีปรากฏว่าเวิร์กมาก เธอจึงลุยต่อ
ดาว เล่าว่า ก่อนหน้านี้ตอนอายุ 18 เพิ่งจบมัธยม 6 เธอก็เคยแอบคุณพ่อไปสมัครประกวดมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส แต่ก็ไม่ได้เข้ารอบลึกสักเท่าไหร่ ตอนนั้นยังเด็กๆ ไม่ค่อยมีประสบการณ์ ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง จนกระทั่งจบปริญญาตรี จึงมาสมัครประกวดนางสาวไทย ก็ขออนุญาตท่านตรงๆ เพราะเราเรียนจบเป็นเรื่องเป็นราวแล้ว ท่านก็โอเค พอหมดภารกิจจากเวทีนางสาวไทย ก็ไม่อยากจะทำงานออฟฟิศแล้ว เลยไปเรียนต่อปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ เรื่องการสร้างแบรนด์ ก็เลยร้อนวิชาอยากลองทำแบรนด์ของตัวเอง เพื่อทำตามสิ่งที่เราเรียนมาว่าจะเวิร์กหรือไม่อย่างไร
“คือไม่อยากทำงานออฟฟิศแล้ว อยากทำอาชีพอิสระ อยากมีธุรกิจที่เราสร้างเอง แม้จะไม่ใหญ่โตมากมายก็ตาม อยากบริหารเวลาเอง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย เรายอมรับได้ อยากออกแบบชีวิตเอง ไม่อยากเอาชีวิตเราไปฝากไว้ในกำมือใคร พอมาลองทำอะไรเองราวๆ เกือบปีแล้วก็รู้สึกชอบและมีความสุข ไม่ต้องเข้าออฟฟิศทุกวัน เรานั่งทำงานที่บ้าน มีเวลาไปเรียนไปหาซื้อวัตถุดิบ อยากทำงานตอนไหนก็ได้ เลยคิดว่าคงไม่ทำงานออฟฟิศแล้ว เพราะที่ลองทำดูนี่มันน่าจะเวิร์ก” เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มสดใส
หลังจากที่เปิดแบรนด์กระเป๋า Candyshop ได้เกือบปี ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ เธอสามารถขายกระเป๋าได้หลายร้อยใบ ราคาใบละ 999 บาท เน้นตลาดวัยรุ่นกับวัยทำงานตอนต้น
เมื่อแบรนด์แรกมีท่าทีไปได้ดี เธอก็เริ่มเปิดแบรนด์ที่ 2 คือ 88 clothing Design เริ่มจากการขายหมวกเก๋ๆ ที่ปักแบรนด์ของตัวเอง ซึ่งเพิ่งเปิดตัวได้ 3-4 เดือน ก็พอไปได้ เธอกำลังจะทำเสื้อเชิ้ตผู้หญิงเข้ารูปแนวสปอร์ตๆ หน่อย และจะเพิ่มเป็นเสื้อเชิ้ตผู้ชายอีกในลำดับต่อไป
ระหว่างนี้เธอจะรอดูทิศทางอีกสักครึ่งปี หากทุกอย่างคงพอไปได้เห็นโอกาสเห็นอนาคต ในระยะแรก อาจจะไปขายที่ตลาดเจเจกรีน ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ก่อน พอเริ่มมีลูกค้าประจำเธอจะขยายช่องทางด้วยการไปเปิดหน้าร้านเป็นของตัวเอง โดยเริ่มจากเล็กๆ ไปก่อน ไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต
เงินลงทุนก้อนแรกที่เธอใช้สำหรับทำกระเป๋าแคนดี้ช็อปนั้น ประมาณ 3 หมื่นกว่าบาท ก็ได้กำไรมาบ้าง พอมีเงินหมุนเวียนใช้ซื้อของมาสต๊อกเอาไว้ไม่ให้ขาดมือ พอมาเปิดแบรนด์ 88 clothing Design เธอก็ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 5 หมื่นบาท
“คือหนูถือนโยบายนกน้อยทำรังแต่พอตัว ไม่กู้แบงก์ไม่ยอมเสียดอกเบี้ย เพราะเพิ่งเริ่มต้นเราไม่มีประสบการณ์ ยังไม่แน่ใจในอะไร ทำเท่าที่เงินเราพอมีไปก่อน การลงทุนเยอะๆ ไม่ได้หมายความว่าจะได้กำไรเยอะๆ ไปด้วย ธุรกิจก็ควรเติบโตไปพร้อมกับเรา เมื่อใดที่แน่ใจ เมื่อใดที่คิดว่าความเสี่ยงลดน้อยลงจนแทบเป็นศูนย์ เราค่อยทุ่มเทเม็ดเงินลงไป ถ้าเราลงทุนไม่มากนัก หากพลาดหรือล้มเหลวเราก็ยังไม่บาดเจ็บมาก ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ยังหาโอกาสเริ่มต้นใหม่ได้ ไม่ต้องรีบร้อน เราอายุแค่ 25 ยังพอมีเวลาให้เรียนรู้ได้อีกนาน” เธอกล่าวอย่างตั้งใจ
ตอนนี้เธอกำลังเรียนปริญญาโท ปี 1 เรื่องการสร้างแบรนด์ ซึ่งเธอได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้กับงานที่ทำอยู่ตอนนี้ อย่างน้อยเธอก็ทำธุรกิจเล็กๆ ของเธออย่างมีหลักการ มีทิศทาง ไม่ได้สะเปะสะปะ ได้นำอุปสรรคปัญหามาเป็นกรณีศึกษา มาใช้เป็นตัวอย่างในการเรียนได้อีกด้วย ก็ถือว่านอกจากให้ประโยชน์จากเรื่องเรียนแล้ว ยังสร้างรายได้เลี้ยงตัวได้พอประมาณ ถ้ามองอย่างไม่เข้าข้างตัวเองเกินไป เธอเชื่อว่าแนวโน้มมีอนาคตไปได้ดี ทำให้เธอตัดสินใจได้ว่า หลังเรียนจบปริญญาโท เธอมั่นใจมากว่าจะไม่ทำงานในระบบแบบออฟฟิศทั่วไป เธอจะทำธุรกิจเล็กๆ ที่มีอยู่ให้เติบโตขึ้น ขยายงานต่อยอดให้มากขึ้น พร้อมๆ กับรับงานอิสระ เช่น งานพิธีกร งานเดินแบบ ที่พอมีเป็นระยะๆ
เธอเล่าว่า หลักๆ ตอนนี้ทำอยู่ 2 อย่างก็คือ เรียนปริญญาโท ซึ่งมีเรียนสัปดาห์ละ 3 วัน ที่เหลือก็ทำงานออกแบบ เดินซื้อผ้า หาวัตถุดิบต่างๆ รวมทั้งติดตามข่าวสารด้านแฟนชั่นเพื่อเอาข้อมูลมาใช้กับงาน ว่า
เทรนด์แฟชั่น เทรนด์สี เนื้อผ้า ดีไซน์ “คือหนูไม่ได้เรียนการออกแบบอะไรมาโดยตรง แต่เป็นคนที่ชอบแต่งตัว มีใจรัก เราจึงต้องขยัน ต้องทำการบ้านให้หนักกว่าคนที่เขาจบด้านนี้มาโดยตรง แม้ว่าตอนนี้เป็นแค่ออกแบบหมวกกับเสื้อเชิ้ต แต่ก็ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจจะต่อยอดไปทำเสื้อผ้าผู้หญิงหรือแอกเซสซอรี่ก็ได้ จึงต้องหาความรู้ให้มากเข้าไว้ การทำธุรกิจมันต้องทั้งเก่งทั้งเฮงนะคะ เรื่องฟลุกอ่ะคงยากที่จะเจอค่ะ” เธอให้กำลังใจตัวเอง
นอกจากนี้ ก็พยายามหาความรู้ด้วยการอ่านหนังสือฮาวทูด้านการตลาดเยอะๆ เพื่อเรียนรู้จากประสบการณ์ของคนอื่นทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว เรียนลัดจากคนอื่นเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปผิดพลาดเอง ตอนนี้ก็พยายามมุ่งมั่นตั้งใจกับสิ่งที่ทำ มีวินัย “การทำงานฟรีแลนซ์ต้องมีวินัย ถ้าทำตัวเรื่อยๆ เปื่อยๆ จะไม่ได้เนื้องาน เพราะเราไม่ต้องตอกบัตร ไม่มีออฟฟิศฮาว การโปรเจกต์เวลาจึงเป็นเรื่องสำคัญ” เธอกล่าวแนะนำ
ดาว ยังแนะนำถึงน้องๆ ที่อยากจะลองทำธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองว่า ก็ไม่ได้มีหลักการอะไรมากนัก คือเริ่มจากธุรกิจที่เราชอบเราสนใจ คือเลือกที่ชอบทำที่ใช่แล้วเราจะรู้สึกว่ามันมีความสุข เหมือนกับว่าเราไม่ได้ไปทำงาน มันจะเพลิดเพลินในสิ่งที่เราทำ มีความสุขกับทุกๆ วัน เงินก็ได้ความสุขก็มี แล้วตอนเริ่มต้นก็อย่าเพิ่งทำอะไรที่ต้องลงทุนใช้เงินเยอะๆ ให้เริ่มจากเงินเก็บที่เรามีก่อน อย่าไปยืมใคร อย่าไปกู้ใคร หากผิดพลาดเราจะได้ไม่ต้องไปใช้หนี้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยให้ใคร
“หากเกิดผิดพลาดก็อย่ากลัว เพราะเราเพิ่งเริ่มต้นไม่มีประสบการณ์มาก่อน ค่อยๆ เก็บเกี่ยวต่อยอดขึ้นไป ล้มแล้วก็ลุกขึ้นใหม่ เหมือนมีดที่ยิ่งลับยิ่งคม หากจะผิดพลาดมันคือบทเรียนให้เราเข็มแข็งและอย่าพลาดซ้ำ เวลากับประสบการณ์มันจะสอนเราเอง เท่าที่เห็นๆ มาเพื่อนๆ หรือรุ่นน้องที่ลองทำอะไรเองดูก็พอไปได้นะ ได้น้อยได้มากเป็นอีกเรื่อง อย่ากลัวจนเกินไป หาความรู้เยอะๆ อ่านหนังสือ ฟัง ดู คนที่เขาประสบความสำเร็จ เขาทำอะไรอย่างไร ทุกอย่างคือครูของเราทั้งสิ้น” เธอให้คำแนะนำ







