
อยากจะได้ ‘สามี’ มา ‘ตีตรา’
หลังจากที่ละครเรื่องดังจบไปเมื่อหลายเดือนก่อน หลายคนอาจจะอินกับบทของกะรัตหรือสายน้ำผึ้ง และเพลงละครที่แสนจะดังกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่นั่นคือละคร เราไม่ใช่กะรัต และกะรัตก็ไม่ใช่เรา อินไปก็เท่านั้น เรามาดูสาระอย่างอื่นดีกว่าการจดทะเบียนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกะรัตขนาดนั้นเลยเหรอ
หลังจากที่ละครเรื่องดังจบไปเมื่อหลายเดือนก่อน หลายคนอาจจะอินกับบทของกะรัตหรือสายน้ำผึ้ง และเพลงละครที่แสนจะดังกันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่นั่นคือละคร เราไม่ใช่กะรัต และกะรัตก็ไม่ใช่เรา อินไปก็เท่านั้น เรามาดูสาระอย่างอื่นดีกว่าการจดทะเบียนเป็นเรื่องสำคัญสำหรับกะรัตขนาดนั้นเลยเหรอ
ดังนั้น หมอมีนจึงได้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า จริงๆ แล้วการหาสามีนั้นยากแล้ว แถมยิ่งจะเอาสามีมาตีตราด้วยนั้นยิ่งยากใหญ่ 555 แล้วนำสามีมาตีตราสำหรับเพศเดียวกันละครับ โอ้ย ยากกว่าหลายเท่าครับ เพราะเรื่องทะเบียนสมรสของเกย์นั้นในประเทศไทยเรียกร้องกันมานาน จนละครเรื่องนี้ทำมา 3 เวอร์ชั่นก็ยังไม่ได้มีการให้เกย์จดทะเบียนกันเลย
หลายๆ ครั้งที่หมอมีนพบคำถามจากลูกค้าที่มาดูไพ่ทาโรต์เกย์ นอกเหนือจากเรื่องปัญหาการงาน ความสัมพันธ์ ความเข้าใจจากครอบครัว ซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ พี่ น้อง แล้ว เรื่องหนึ่งที่ถูกถามอยู่บ่อยๆ คือปัญหาเรื่องทรัพย์สิน ซึ่งโยงใยมาถึงเรื่องของสิทธิในความสัมพันธ์ของคู่เกย์หลายๆ คู่มองกันอย่างเผินๆ ดูเหมือนประเทศไทยเป็นประเทศที่ยอมรับและเข้าใจการมี การอยู่ร่วมกันของชายรักชาย หญิงรักหญิง เพราะมีจำนวนมากมาย โดยเฉพาะในเมืองหลวง
แต่เมื่อพิจารณาลงลึกเข้าไปถึง “เรื่องสิทธิ” เราจะพบว่า เกย์ ครอบครัวชาวเกย์ ไม่ได้รับการยอมรับและได้รับสิทธิในฐานะคู่สามีภรรยาเลย แม้แต่คู่ชีวิตเกย์หลายๆ คู่ก็ยังไม่ยอมรับในตัวเองเท่าไร และไม่ได้อยากเรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง เหมือนกับว่าไม่อยากจะเรียกร้องสิทธิมาก เพราะเขาไม่มายุ่งกับเรา เราก็อย่าไปยุ่งกับคนอื่นละกัน แต่จริงๆ แล้ว การได้รับการยอมรับนั้นสำคัญมากๆ เพราะว่าหมายถึงคู่ชีวิตเกย์ควรจะได้รับสิทธิในฐานะคู่สามีภรรยา การมีสิทธิ ใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะสามีภรรยาขึ้นอยู่กับ “ทะเบียนสมรส”
เหตุนี้เกย์หลายๆ คนในหลายๆ ประเทศได้มีการเรียกร้องให้มี พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตขึ้น เช่นเดียวกับคู่ชายหญิงหากมีการใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเปิดเผย มีผู้รู้เห็นในทางกฎหมายอาจจะได้รับสิทธิในการเป็นคู่สามีภรรยาตามพฤตินัย เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นสิ่งนี้มักจะได้หยิบยกขึ้นมาใช้กำกับสถานะได้ทั้งชายและหญิง แต่หากไม่มีทะเบียนสมรสเกย์ไม่ได้รับสิทธินั้นเลย
หมอมีนเคยได้ให้คำปรึกษาเคสแบบนี้อยู่ 2 เคส ลูกค้าทั้งสองเคสคือ พี่เอและพี่บี ทั้งพี่เอและพี่บีเป็นเกย์ที่ใช้ชีวิตร่วมกับคู่ชีวิตมาเป็นสิบๆ ปี ต่างกันแต่เพียงเคสแรก คู่ชีวิตของพี่เอเสียชีวิตลง พ่อแม่ของแฟนพี่เอเข้าใจเรื่องความรักของลูกชายและพี่เอดี จึงแบ่งสมบัติให้ตามที่ควรเป็น ช่างเป็นโลกที่สวยและงดงาม แต่เคสของพี่บีนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะคู่ชีวิตเสียชีวิตเหมือนกัน แต่ทางฝ่ายแฟนพี่บีปฏิเสธที่จะให้ทรัพย์สมบัติ และผลักพี่บีออกจากวงโคจรด้วยทรัพย์ ดราม่าไปไหม แล้วอะไรจะเป็นตัวการันตีสำหรับคู่เกย์ในเรื่องทรัพย์สมบัติที่ได้จากชีวิตคู่ล่ะ พี่บีควรจะทยอยเอาสมบัติออกไปตอนที่แฟนป่วยไหม อันนี้ก็ละครไปหน่อย
พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิตสำหรับชาวเกย์จะเป็นเครื่องหมาย เป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นว่าเกย์ไม่ได้ถูกกีดกัน ทำให้เรารู้สึกได้ว่าได้รับสิทธิในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ปัญหาที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหาใหญ่ก็คือคู่ชีวิตเกย์คือเรื่องทรัพย์สิน ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ที่ทำมาหากินร่วมกันมาหลายคู่ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำมาหากินร่วมกันจนงอกเงย มีทรัพย์สินเงินทอง เมื่อมีการแยกทางกัน โดยเฉพาะการแยกทางแบบที่เรียกว่าจบไม่สวย เรื่องทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน ต่างๆ ก็จะเริ่มกลายเป็นปัญหา เมื่อเราทั้งคู่มีสิทธิและอ้างสิทธินั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมายครอบครัว ปัญหาใหญ่ก็จะกลายเป็นปัญหาที่เล็กลง
หรืออีกกรณีคือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเสียชีวิตลง แม้ว่าจะใช้ชีวิตร่วมกันมานานนับสิบปี แต่กลับไม่ได้รับสมบัติที่ร่วมหามาด้วยกันเมื่อตอนที่คู่ครองมีชีวิตอยู่ ช่วยกันอดออม ทำมาหากินด้วยกันมาเลือดตาแทบกระเด็น สุดท้ายสมบัติเหล่านั้นต้องตกทอดไปเป็นของญาติของผู้เสียชีวิต ไม่พ่อแม่ก็พี่น้อง ลุงป้าน้าอา ไม่มีใครนึกถึงคู่ชีวิตของเขาหรอก ถึงแม้จะรู้อยู่แก่ใจแต่กฎหมายไม่ได้เปิดโอกาสให้เป็นประโยชน์ต่อคู่ชีวิตที่ยังอยู่ เนื่องจากไม่มีกฎหมายรับรองสิทธิและสถานภาพของคู่ชีวิต ลองคิดถึงอกเขา อกเรา หมอมีนคิดว่าทุกคนที่อ่านถึงบรรทัดนี้จะเข้าใจและมองเห็นภาพชัดเจน เหมือนตัวอย่างที่ได้ยกมา
นอกเหนือจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเรื่องของ “หัวใจ” เกย์ก็มีรักแท้นะฮะ เกย์ก็เหมือนมนุษย์ชายหญิงทั่วไปที่มีรักแท้ มีรักลวง มีหึง มีห่วงหาอาทร ลองนึกดูเวลาที่เรารักใคร เราก็อยากดูแลเอาใจใส่ ทำหน้าที่ของคู่ชีวิต เรารักใครเราก็มักเป็นห่วงเป็นใย เอื้ออาทร อยากปกป้องคนรัก เกย์ก็รักเป็นนะฮะ ชีวิตเกย์ไม่ได้มีแต่เรื่องเซ็กซ์อย่างเดียว
เรื่องที่มองไม่เห็นเป็นตัวเงิน เป็นทรัพย์สิน แต่เป็นเรื่องของความรู้สึกล้วนๆ คือเรื่องรับรองสิทธิในการเยี่ยมคู่ชีวิตเมื่อเจ็บป่วย เกิดอุบัติเหตุ ลูกค้าของหมอมีนหลายคนวิ่งมาปรับทุกข์มาให้ทำนายดวงชะตาว่าจะมีโอกาสได้ดูแลคู่ชีวิตของตัวเองบ้างไหม จะต้องแก้ดวงอย่างไร จะหายป่วยไหม ใช้เวลานานแค่ไหน
ทำไมต้องวิ่งมาหาหมอดู เขาร้อนใจ ทุกข์ทรมานใจไงครับ ความรักมันผลักดันให้คนเราทำได้ทุกอย่าง คนที่เจ็บป่วยขนาดดูแลตัวเองไม่ได้ ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลนานๆ เราก็คงอยากนั่งข้างๆ เตียง จับกุมมือกัน มองหน้ามองตากัน อยากดูแลรักษาพยาบาล เช็ดเนื้อเช็ดตัว ไถ่ถามปลอบโยนกัน เมื่อไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ดูแลคนรักของเรา ถูกกีดกันเพราะคำว่า “คนอื่น” ฟังแล้วเจ็บปวดใจ เรานี่น่ะหรือคนอื่น คนที่นอนกอดกัน นอนแลกลมหายใจ คนอื่นที่ช่วยกันทำมาหากิน เมื่อถึงวาระวิกฤตกลับถูกผลักกระเด็นออกมา
เป็นเรื่องจริงที่คู่ชีวิตเกย์หลายคู่ถูกกีดกันจากญาติพี่น้อง จากครอบครัว เพราะเขาไม่ได้รู้สึกดีหรือเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจชาวเกย์ จึงไม่ได้รับอนุญาตให้เฝ้าไข้คู่ชีวิตที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ด้วยเหตุผลง่ายๆ ที่พวกเขาเอามาอ้างคือไม่ใช่สามี ภรรยา (ที่สังคมยอมรับ) ไม่ใช่ญาติ มีกรณีหนึ่งที่มาหาหมอมีน มาเพียงแค่อยากระบายความคับอกคับใจ ความโกรธ ความโศกเศร้า หมอมีนเข้าใจทุกคำพูด เห็นใจทุกหยดน้ำตา แต่ก็ทำได้แค่นั่งฟังและปลอบใจ
บางคู่อยู่ด้วยกันมานานหลายสิบปี อยู่กันตั้งแต่เป็นหนุ่มผมดกดำจนผมหงอกไปด้วยกันจนเมื่ออายุมากขึ้น พ่อแม่พี่น้องอาจจะตายจากไปหมดแล้ว แต่คู่ชีวิตเกย์ก็ไม่สามารถเซ็นยินยอมให้อีกฝ่ายได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น การผ่าตัด เพราะไม่ใช่สามี ภรรยา หรือญาติ จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศยังถูกจำกัดสิทธิทางกฎหมายในหลายๆ ด้าน แต่หมอมีนก็เชื่อว่าต่อไปจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต การจดทะเบียนสมรสของเกย์ ไม่ใช่การทำเท่ ทำเก๋ ไม่ใช่การสร้างจุดเด่น แต่งตัวเด่นๆ แปลกๆ สวยๆ หรือออกมาเดินให้คนมอง ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจแค่ชั่วระยะ แต่มันหมายถึงการขอร้อง และร้องขอให้มอบสิทธิที่เราควรจะมี ควรจะได้
แต่เมื่อมีแล้ว ใครเลือกที่จะจดทะเบียนสมรสกันหรือไม่นั้น หมอมีนเชื่อว่าแต่ละคน แต่ละคู่รู้ดีที่สุดว่าควรทำหรือไม่ และเพราะเหตุใด







