
หนึ่งช้อนพูนของวิปครีม สิตานัน วุตติเวช
จิ๊บคือคนทำงานคนหนึ่ง ทำงานด้านขนมและขายของที่ตัวเองรัก
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ : วิศิษฐ์ แถมเงิน
“จิ๊บคือคนทำงานคนหนึ่ง ทำงานด้านขนมและขายของที่ตัวเองรัก ของที่จิ๊บขายเป็นของที่จิ๊บต้องการให้มันนำพาประสบการณ์ไปให้คนซื้อ ให้ได้เห็น ได้ลิ้มลอง ได้ร่วมประสบพบความสุขและความรักในชีวิต” จิ๊บเล่าเมื่อถูกถามว่านิยามตัวเองอย่างไร
จิ๊บ หรือ สิตานัน วุตติเวช เจ้าของร้านสปูนฟูล สักกะ แอนด์ คาเฟ่ และเจ้าของแนวคิดร้านขายเครื่องดื่มและเครื่องใช้ในบ้านแบบสโลว์ไลฟ์วัย 38 ปี เล่าว่า รู้สึกดีมากๆ ที่มีส่วนได้ทำให้ผู้คนมากมายได้ร่วมประสบการณ์ชีวิตผ่านข้าวของเครื่องใช้และขนมอร่อยๆ สำหรับเธอแล้วคุณค่าแห่งกาลเวลา คือการสะสมความทรงจำที่มีอยู่ข้าวของเครื่องใช้รอบกายนี่เอง สปูนฟูล สักกะฯ นั้น ข้าวของทุกชิ้นคัดสรรเฉพาะของแปลกใหม่และมีดีไซน์ที่ดี เพื่อให้คนใช้ได้รับความรู้สึกดีๆ ใช้ชีวิตผ่านรายละเอียดที่จะกลายเป็นทรงจำ คิดถึงแต่สิ่งดีๆ ที่ผ่านมา
เรื่องราวมีที่มาจากช่วงชีวิตในวัยเด็ก จิ๊บเป็นเด็กต่างจังหวัดอยู่ที่ชลบุรี ที่บ้านคุณแม่ทำกับข้าวทำขนมเย็บเสื้อผ้า เลี้ยงดูแลลูกสาว 3 คนด้วยตัวเอง จิ๊บเป็นลูกสาวคนเล็กและเป็นลูกมือคุณแม่ มีหน้าที่หยิบจับและไปตลาด กิจกรรมทุกอย่างในวัยเด็กเป็นกิจกรรมในบ้าน เช่น ทำขนม ทำกับข้าว ทำเครื่องดื่ม ฯลฯ สมัยจิ๊บเป็นเด็กไม่มีของเล่นเป็นอุปกรณ์สื่อสารแบบทุกวันนี้ ของเล่นของจิ๊บคือพิมพ์วุ้น พิมพ์ขนมปุยฝ้ายและเครื่องคั้นน้ำส้ม (ฮา) ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมดล้วนเป็นของดีทนทาน เธอจำมันได้แทบทุกชิ้นแม้กระทั่งทุกวันนี้
“ของในบ้านไม่เยอะนะคะ แต่หยิบจับด้วยคุ้นเคยแต่เล็กจนโต เหมือนใช้ชีวิตไปกับมัน” จิ๊บเล่า
จิ๊บจบคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะเรียนพี่สาวมาแอบกระซิบว่า “เรียนภาษาจีนสิ จีนกำลังมา” แต่เพราะจิ๊บชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาก่อน เลยตัดสินใจเลือกเรียนเอกภาษาญี่ปุ่น (อย่างนี้ก็มีฮา) กลายเป็นว่าการเรียนเอกญี่ปุ่นนี้เองที่เปลี่ยนชีวิตของสาวหวาน จากเด็กต่างจังหวัดไม่ค่อยรู้จักรู้เจนโลก ญี่ปุ่นเปลี่ยนเธอ
“เรียนไปสักพัก ญี่ปุ่นเหมือนเปลี่ยนโลกของเรา เหมือนเปิดดวงตาของเรา ชั้นปีที่ 1 ยากที่สุดเรียนพื้นฐาน การเรียนเข้มงวด ทุกคนต้องท่องหนังสือ คนก็เลยหายหมด ปีที่ 2 เหลือแค่ 30 คน แต่จิ๊บคิดว่านี่สนุกดี โชคดีที่มีรุ่นพี่ให้คำแนะนำ อย่างการท่องศัพท์ จิ๊บท่องอย่างสนุกเพราะใช้เทคนิคของรุ่นพี่คือ การเอากระดาษเอ4 พับครึ่ง ด้านหนึ่งเขียนภาษาญี่ปุ่น อีกด้านเขียนภาษาไทยที่เป็นคำแปล พับทบ แล้วไล่สายตาแปลไปทีละคำ” จิ๊บเล่า
หลายคนถอดใจและเลิกเรียน แต่สำหรับจิ๊บแล้วชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นชีวิตที่สนุกสนาน ท่องหนังสือกับเพื่อน อ่านหนังสือกับเพื่อน จิ๊บโชคดีได้ครูบาอาจารย์ที่ดีมาตั้งแต่สมัยมัธยม เพราะครูสอนสั่งให้หลักให้แง่คิด ครูไม่ได้สอนแต่ในตำรา แต่สอนทั้งหนังสือและสอนทั้งการใช้ชีวิต ไม่ท้อถอยเมื่อเจอปัญหา เพราะเหตุนี้ที่จิ๊บคิดว่าทำให้จิ๊บผ่านการเรียนในสนามใหญ่ได้ เลือกเรียนในสิ่งที่เหมาะกับตัว และเลือกทำในสิ่งที่เป็นตัวเราในเวลาต่อมา
ย้อนกลับไปถึงช่วงเรียนปี 2 ญี่ปุ่นริเริ่มเปลี่ยนจิ๊บด้วยการให้ทุน (ฮา) ในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ครั้งแรกเธอได้ไปอยู่โฮมสเตย์กับครอบครัวญี่ปุ่นทางภาคเหนือที่จังหวัดอิวาเตะ ได้พบว่าคนญี่ปุ่นเอื้อเฟื้อและจิตใจดีมาก ต้อนรับนักเรียนไทยอย่างเราดีมาก น่ารัก ดูแลดี ทำให้ประทับใจมาก อากาศดี ธรรมชาติก็สวยงาม
“โอ้ ที่แท้เขาก็วาดจากของจริง เหมือนในการ์ตูนที่เราอ่านเลย (ฮา)” จิ๊บอุทานเมื่อได้เห็นเทือกเขาฮาจิบันไต น้ำจากยอดเขาละลายเป็นสายธารลงมายังเบื้องล่าง มองลงไปจากสะพานเห็นแม่น้ำเป็นสีฟ้าเข้ม ภาพฉากจากการ์ตูนโดราเอมอนและอื่นๆ ลอยเข้ามาในห้วงคำนึง
ที่อิวาเตะปลูกข้าว ชาวเมืองทำเส้นโซบะกินเอง ใส่กิโมโนในบางโอกาส ได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนมัธยมในพื้นที่ ประทับใจที่เด็กทุกคนกล้าพูดกล้าคุยกับครูในแบบที่เป็นธรรมชาติ คนทำงานทุกคนเสมอภาคกัน เกษตรกรทำนาหรือพ่อค้าข้าราชการ ทุกคนมีความเท่ากันในฐานะคนทำงาน 1 คนเหมือนกันหมด ชาวญี่ปุ่นที่จิ๊บได้เจอล้วนแต่มีความสุข ไม่ว่าเขาจะทำงานอะไร เป็นพนักงานที่สถานีรถไฟ เป็นชาวนาปลูกข้าว เป็นพ่อค้าหรือรับราชการ ทุกคนมีความสุข
“อันนี้เองที่เปิดโลกทัศน์เรา เรียนจบแล้วไม่ต้องทำงานบริษัทก็ได้ เรียนจบแล้วทำอะไรก็ได้ที่อยากจะทำ ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนพยายามเข้าองค์กรใหญ่ การเรียนญี่ปุ่นและไปญี่ปุ่นของจิ๊บ เหมือนได้เปิดประตูวิเศษของโดราเอมอน ประตูวิเศษสีชมพูอันนั้นที่ทำให้จิ๊บได้รู้ว่า โลกนี้จิ๊บจะไปไหนก็ได้ จิ๊บจะทำอะไรก็ได้”
จิ๊บจบแล้วทำงานอยู่หลายที่หลายแห่ง ทั้งเป็นล่าม เป็นเลขาภาษาญี่ปุ่น ทำงานสายการบิน โดยเฉพาะงานแอร์โฮสเตสที่ชอบมาก แต่เพราะปัญหาส่วนตัวเป็นโรคภูมิแพ้ก็ต้องเลิก ต่อมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์บริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง ดูแลลูกค้าชาวญี่ปุ่น พบว่าตัวเองไม่ชอบการทำงานกับองค์กรใหญ่
“ก็คิดค่ะว่าคงทำต่อจนถึงเกษียณไม่ได้เด็ดขาด มันไม่ใช่สไตล์เราเลย แล้วเราจะทำอะไร เพื่อนชวนไปเรียนต่อปริญญาโท มีเพื่อนคนหนึ่งทักว่า จิ๊บเคยบอกว่าอยากทำขนมไม่ใช่หรือ ฮ้า! จริงสิ (ทำหน้าไอคอนดีใจสุดขีด)”
ณ วันที่เราไม่รู้สึกสนุกกับสิ่งที่ทำ เราทำอะไรอยู่ ตั้งคำถามกับตัวเองนะ ถ้าพบว่ามีคำถามแบบนี้ทุกวันแล้วไม่มีคำตอบ เราไม่ได้ทำงานเพื่อเงินอย่างเดียว เราทำงานเพื่อความสุขด้วย อีกอย่างมันก็ไม่แฟร์หรือไม่ยุติธรรมกับนายจ้าง ผู้ร่วมงานและลูกค้าของเราที่เราจะไม่ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อพวกเขา
ว่างเปล่า คำนี้รู้สึกมากในช่วงที่อยากเปลี่ยนงาน แต่ก่อนจะออกจากงานประจำ จิ๊บแนะนำให้ลองทำในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าอยากทำให้เต็มที่ก่อน ใช้เวลาอยู่กับมันให้นานพอเพื่อตอบตัวเองให้ได้ว่า แน่นะ (ฮา) ตอนจิ๊บจะออกจากองค์กรใหญ่ จิ๊บใช้เวลาช่วงเลิกงานตอนเย็นหัดลองทำขนมทุกวัน ไปเรียนกอร์ดองเบลอที่ดุสิตธานี บรรดาขนมที่ลองผิดลองถูกได้ถูกขนไปให้เพื่อนร่วมงานกิน (ฮา) ดูตามบล็อกบ้างอะไรบ้าง นานไม่น้อยหรือกว่า 3 ปี จึงตัดสินใจลาออก
เคยกินเค้กญี่ปุ่นที่ถูกใจ ยังจำได้ถึงความอร่อยมากๆๆๆ ของมัน ตัดสินใจทดลองทำด้วยตัวเอง เพื่อนบอกอร่อยนะ (แอบปลื้ม:)) ซื้อหนังสือมาหัดลองทำ เข้าร่วมกลุ่มทำขนมในอินเทอร์เน็ตบ้าง ทำอะไรก็นำมาแชร์ให้เพื่อนๆ กลุ่มทำขนม เวลาผ่านไปยังสนุกไม่เบื่อ เพื่อนบอกว่าฝีมือขนาดนี้ทำร้านได้เลยนะ ก็ตอบตัวเองว่า ลุยดีกว่า (ฮา)
“คนทำงานประจำหลายคน อยากออกมาทำงานอิสระ จิ๊บแนะนำว่าไม่มีอะไรดีไปกว่าการลองทำกับอะไรที่เราอยากทำดูสักตั้ง อย่าเพิ่งบอกว่าจะทำหรืออยากอะไร ทดลองทำมันด้วยตัวเองดูก่อนสักระยะหนึ่ง”
ร้านสปูนฟูล สักกะฯ เริ่มต้นจากคนชอบกินอาหาร ชอบกินขนม อยากเปิดร้านขายขนม โดยคนทำไม่มีหัวทางธุรกิจอยู่เลย ไม่มีแบบแผนทางธุรกิจใดๆ ทั้งสิ้น แม่ในฐานะผู้ให้กู้เงินก้อนแรก (ฮา) กัดฟันให้กำลังใจว่า ต้องทำให้ได้นะ เราก็คิดว่าเราทำได้ อุปสรรคมีบ้าง ตึกที่ไปจองพื้นที่มีเหตุให้ล่าช้า เปิดช้าไปเกือบปี (เฮือก!) ก็ค่อยๆ ประคับประคองเดินมา แต่ในที่สุดสปูนฟูล สักกะฯ ก็เกิด โชคดีที่ตอนร้านเปิดเป็นช่วงบูมของการแชร์รูปอาหารเครื่องดื่มในโซเชียลเน็ตเวิร์ก คนส่วนใหญ่มาร้านเพราะเห็นรูปขนมที่สวยงาม
มากิ เพื่อนชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งบอกว่า ไม่ได้นะ! ต้องมีขนมโฮมเมดที่เป็นขนมประจำร้าน มากิชอบกินสโคนมาก แต่คนไทยไม่ค่อยชอบสโคน ส่วนใหญ่จะบอกว่ามันแห้ง มากิคุยกับจิ๊บว่า สโคนที่ไม่ร่วนแห้งก็มี จิ๊บก็ปรับปรุงสูตรไปเรื่อยๆ ส่งไปให้มากิชิมเป็นครั้งสุดท้าย มากิบอกว่า ใช่เลย อันนี้แหละ สโคนที่อร่อยเป็นแบบนี้แหละ
“ก็เลยกลายเป็นที่มาของสโคนประจำร้าน สโคนของเราไม่แห้ง แต่นุ่มนวลอร่อย กินกับเนยสดที่ทำสดๆ เท่านั้น ส่วนแยมรสผลไม้ธรรมชาติก็ปรุงพิเศษ ใช้วัตถุดิบพิเศษ อย่างสตรอเบอร์รี่ที่นี่นำเข้าสตรอเบอร์รี่ลูกใหญ่จากเกาหลีเท่านั้น อยากให้คนกินประทับใจ แล้วคนกินก็ประทับใจจริงๆ นะคะ” จิ๊บเล่า
ที่นี่ไม่มีขนมที่ทำไว้แล้วนำมาเสิร์ฟ มีแต่ขนมสดที่ทำสดๆ ทุกครั้งที่ลูกค้าสั่ง ร้านตั้งอยู่ที่ตึกปอร์ติโก ถนนหลังสวน มาสะดวกและร่มรื่น จิ๊บเลือกโลเกชั่นนี้เพราะตั้งอยู่ใจกลางเมืองมาแบบด่วนๆ ได้คือมารถไฟฟ้าสถานีชิดลม บรรยากาศกลางเมืองก็จริง แต่เมื่อปลีกเข้ามาในย่านหลังสวนก็จะเป็นอีกโลกหนึ่ง และเมื่อเข้ามาในร้านก็กลายเป็นสโลว์ มู้ด บรรยากาศที่จะทำให้ทุกคนได้พักผ่อนได้ชาร์จพลังกลับไป
มองไปข้างหน้าอนาคตของสปูนฟูล สักกะฯ นอกจากจะขายสโคนอร่อยๆ และข้าวของเครื่องใช้ดีๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นและท้องถิ่นของไทยแล้ว ปัจจุบันยังมีอาหารอร่อยเพื่อสุขภาพขายเป็นประจำทุกมื้อกลางวัน มีอาหารชุดเป็นสลัด ซุปและโยเกิร์ต ของหวาน ของคาว ที่ทำอย่างพิเศษและอร่อยมากๆ ล่าสุดนำเข้าเฟอร์นิเจอร์ญี่ปุ่นแบรนด์ Sourse ผู้ผลิตมีโรงงานอยู่ที่นาโกย่า เป็นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ไม้ที่อยากให้คนรักไม้มาได้สัมผัส
“ลองจับดูสิคะ ตู้ โต๊ะ หรือชั้นวางของไม้เป็นของนาโกย่าแท้ๆ ที่ให้ความรู้สึกไม้แบบเต็มๆ สำหรับเฟอร์นิเจอร์ไม้แล้ว จิ๊บว่าตะวันออกทำได้ดีกว่าตะวันตก ให้ความรู้สึกของธรรมชาติที่จับต้องได้ สัมผัสได้ อบอุ่นและไม่แพงเลย”
หลายคนมองเธอว่าเป็นสาวหวาน แต่เธอมองตัวเองว่า เป็นคนทำงานมากกว่า สปูนฟูล สักกะ แอนด์ คาเฟ่ มีโลโก้เป็นสปูนฟูลออฟวิปครีม หรือ 1 ช้อนพูนของวิปครีม ที่ใช้เติมเต็มสิ่งต่างๆ เช่น เค้กหรือไอศกรีม ทำให้สมบูรณ์ขึ้น อร่อยขึ้น พิเศษขึ้น ชีวิตก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่หรือ นี่คือสไตล์คอนเซ็ปต์ที่ใช้กับร้านและชีวิตของตัวเอง







