
คุณค่าหนังไทย (ในอดีต) 'วันวานชัดชัด'
“ของเก่า” ไม่ว่าจะเป็น คน สิ่งของ หรืออะไรก็ตามแต่ แม้กระทั่ง “หนังเก่า” ก็ดูมี “คุณค่า” ขึ้นมาทันตา หากว่าได้รับการเหลียวแล
โดย...แจนยูอารี
“ของเก่า” ไม่ว่าจะเป็น คน สิ่งของ หรืออะไรก็ตามแต่ แม้กระทั่ง “หนังเก่า” ก็ดูมี “คุณค่า” ขึ้นมาทันตา หากว่าได้รับการเหลียวแล
“วันวานชัดชัด” รายการโทรทัศน์ง่ายๆ บ้านๆ ไม่มีพิธีกร ไม่มีสคริปต์ โผล่มาก็แบบว่าได้ชมเต็มตา หนังไทยยุคที่เราและคุณอาจจะเกิดแล้ว หรือยังไม่ได้เกิด ฉายให้ชมกันยาวๆ
รายการอยู่ช่องไทยรัฐทีวี มาตอน 9 โมงเช้า ทุกวันจันทร์ ล่าสุดที่ได้ชม “ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม” ผลงานปี 2534 โดยผู้กำกับ “เปี๊ยก โปสเตอร์” พระเอกคือใครรู้มั้ย “อำพล ลำพูน” หล่อมากกกก ปะทะนางเอกหน้าไทยสวยหวาน “สลักจิต ดลมินทร์”
เนื้อเรื่องย้อนแย้งสังคมแบบน่ารักน่าหยิก เสียดสีวงการสื่อสารมวลชน วงการการศึกษา ว่าด้วยนักข่าวอาชญากรรมหนุ่มกับนักศึกษาฝึกงานสาว จุดเด่นคงไม่ได้อยู่ที่เนื้อเรื่อง แต่มันคือลูกเล่นที่อยู่ในหนัง เก๋และเท่มากๆ ในยุคนั้น เช่น ใช้เพลง “กรุงเทพมหานคร” ประกอบหนัง
สารภาพตามตรง เพิ่งได้ชมหนังเรื่องนี้ครั้งแรกก็ที่นี่ และก็เชื่อว่าหลายคนคงจะอารมณ์เดียวกับเรา พลาดตอนที่เข้าโรงไม่พอ ขนาดว่าเป็นแผ่นแล้วก็ยังไม่ไยดีที่จะหยิบจะซื้อ “กลัวเชยบ้างล่ะ” “เกรงเพื่อนดูแคลนบ้างล่ะ” ฉะนั้น ต่อไปถ้าไม่อยากพลาดหนังไทยเก่าเก็บ ต้องชมรายการนี้
จะว่าไป รายการแนวนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ช่อง 7 สี ก็เคยมีให้ถึงใจถึงอารมณ์ใน “หนังรอบเช้า” แต่ตอนนี้โดนซีรี่ส์ฝรั่งยึดพื้นที่ ช่องไทยพีบีเอสเหมือนจะเคยมีเช่นกัน จำไม่ได้ว่าใช่ “ไทยเธียเตอร์” หรือไม่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นโรงหนังฮอลลีวู้ดไปเรียบร้อย
ไหนๆ ก็พูดถึง ช่อง 7 ช่องไทยพีบีเอส ก็ทำให้แวบนึกไปถึง โมโน 29 ช่องที่ประกาศตัวว่ามีหนังและซีรี่ส์มากที่สุด แต่ขอโทษ ที่มากที่สุดน่ะ หาได้มีหนังไทยเก่าๆ ไม่ ที่เห็นฉายทุกวี่วันนั่นก็มีแต่หนังฮอลลีวู้ดเก่าๆ ไม่ก็ซีรี่ส์ฝรั่งที่เคยฮิตเมื่อปีมะโว้
นั่งชม “วันวานชัดชัด” ยิ่งรู้สึกภูมิใจจังที่ได้ชมหนังเก่า ได้เห็นคนไทยเมืองไทยผ่านหนังไทยที่คนไทยทำ ใครจะว่าเชย จ้างให้ก็ไม่สน เพราะนี่คือ “ไทยแลนด์ โอนลี” ที่ยังเปี่ยมไปด้วย “เสน่ห์”
ต้องชื่นชมช่องไทยรัฐทีวีที่มองเห็น “คุณค่า” ของเก่า แล้วเพิ่ม “มูลค่า” ให้มันดูดี หนังไทยเรื่องไหนดี (เรื่องไหนไม่ดีก็ลืมไปเถอะ) ก็ “ควรรักษา” และ “เผยแพร่” สู่สาธารณะ ถือเป็นการ “บอกต่อ” และ “ส่งต่อ”ที่น่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เพื่อว่าหนังไทยในอดีตจะได้ "ไม่ตายตกไปตามกาลเวลา"







