
เปิดรับความเป็นสากล อย่างไรให้พอควร
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิด “อยู่รอดอย่างเป็นสุขในศตวรรษที่ 21” มาคราวนี้ เราอยากนำเสนออีกหนึ่งแนวคิด
โดย... ทีมงานโลก 360 องศา [email protected]
เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสนำเสนอแนวคิด “อยู่รอดอย่างเป็นสุขในศตวรรษที่ 21” มาคราวนี้ เราอยากนำเสนออีกหนึ่งแนวคิด ที่กำลังเป็นความท้าทายของทุกประเทศอยู่ ณ เวลานี้ คือการเปิดรับความเป็นสากล ควบคู่ไปกับความพยายามรักษาเอกลักษณ์ความเป็นชาติของตนเอง เพื่อไม่ให้ถูกกลืนกิน ซึ่งประเทศไทยเราเองก็ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เหมือนกัน ว่าเราจะเปิดรับความเป็นสากลอย่างไรให้พอควร
กว่าทศวรรษที่ผ่านมาตลอดการเดินทางของทีมงานโลก 360 องศา เราได้มีโอกาสเรียนรู้วัฒนธรรมอันหลากหลาย ได้พบเห็นการพัฒนาอันทันสมัยหลายรูปแบบ เราได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการของแต่ละประเทศที่จะสร้างการพัฒนาในรูปแบบของตนเอง และเราก็มักจะได้ยินคำว่า “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” บ่อยครั้งขึ้น เพราะทุกคนเรียนรู้แล้วว่าการพัฒนาที่ฉาบฉวบ อาจสร้างตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่หวือหวาก็จริง แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องแลกกับความสูญเสียด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตอันงดงาม หรือวัฒนธรรมอันเก่าแก่
ทุกคนจึงพยายามร่วมกันหาจุดสมดุล โดยคิดหาวิธีการว่าทำอย่างไรให้ประเทศชาติได้รับโอกาสจากการพัฒนาของโลก และควรทำอย่างไรเพื่อรักษาเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมควบคู่กันไป เพราะเราไม่สามารถพัฒนาไปได้ โดยปฏิเสธกระแสโลกไร้พรมแดน ทุกประเทศจึงต้องปรับตัวเข้าหารูปแบบที่เป็นสากล เพื่อสร้างโอกาส สร้างการเติบโต และสร้างการยอมรับ
ความเป็นสากลก็มีทั้งที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ มองเห็นได้ และที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ ครอบคลุมทั้งวัฒนธรรม ค่านิยม และแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจน เช่น การแต่งกายด้วยชุดสูทสากล ที่แพร่หลายและเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก หรือการใช้ตัวเลขอารบิก ที่ปรากฏอยู่ในแทบทุกภาษา นอกจากนั้นแล้วยังครอบคลุมสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น การเชื่อมั่นและเห็นคุณค่าของเสรีภาพ การโต้แย้งบนวิถีแห่งประชาธิปไตย และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน
เมื่อโลกเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถย้ายถิ่นฐานข้ามประเทศ จึงทำให้ประเทศใหญ่ๆ ที่มีทรัพยากรและมีโอกาสที่ดีกว่า กลายเป็นแหล่งรวมผู้คนที่มีความหลากหลายทางชาติ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม และผู้คนก็เรียนรู้มากขึ้นว่าตนเองมีสิทธิเลือก มีสิทธิจะเชื่อ หรือปฏิบัติในแนวทางที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งบางเรื่องก็มีความคงทนและมีการถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน
แต่บางเรื่องที่เคยมีความคลุมเครือและถูกบอกให้เชื่อให้ปฏิบัติอย่างขาดเหตุผล ก็ถูกอธิบายและลบล้างไปโดยวิทยาการสมัยใหม่ในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผู้คนจะมีความรู้และความเข้าใจที่เป็นวิทยาศาสตร์และเป็นตรรกะมากขึ้น แต่ก็ยังมีคนอีกไม่น้อยที่ยินดีจะปฏิบัติตามความเชื่อเดิมๆ เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ไว้ หรือเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคม
ประเทศไทยเองก็เปิดรับความเป็นสากลเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังมีความน่ากังวลอยู่ว่า เรากำลังรับเพียงรูปแบบภายนอก โดยขาดความเข้าใจในเนื้อหาสาระของสิ่งเหล่านั้น ซึ่งเราได้มีโอกาสสนทนาธรรมในประเด็นนี้กับท่านพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล แห่งวัดป่าสุคะโต ท่านได้ให้ธรรมแก่เราว่า การเปิดรับความเป็นสากลในบ้านเรานั้น มีให้เห็นในรูปแบบของวัตถุและรูปลักษณ์ภายนอกเสียมาก เช่น การสวมใส่ชุดสูท หรือจะเป็นการสร้างบ้านเรือนด้วยรูปทรงทันสมัย แต่ในความเป็นจริงแล้วความเป็นสากลที่พระอาจารย์อยากให้คนไทยนำมาปรับใช้มากที่สุด คือเรื่องของการเคารพสิทธิของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการเคารพการแสดงความคิดเห็น การอยู่ร่วมกันในสังคม ตัวอย่างเช่นการเข้าแถวไม่แซงคิวกัน หรือการเคารพกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน หรือคนมีอำนาจ
สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือความเป็นสากลพื้นฐานที่ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกที่มีความเจริญแล้ว ผู้คนต่างล้วนพึงปฏิบัติกันเป็นพื้นฐาน แต่ความเป็นสากลบางข้อบางอย่างก็เป็นความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลง ที่อาจส่งผลต่ออัตลักษณ์ของประเทศ ในส่วนตัวเองพระอาจารย์มองว่า “อัตลักษณ์” นั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่สิ่งที่คงที่ถาวร ยกตัวอย่างเช่น บางคนมองว่า “ทำตามใจคือไทยแท้” มันเป็นอัตลักษณ์ของคนไทย สิ่งนี้เองคือตัวอย่างของอัตลักษณ์ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นสากล และเป็นสิ่งที่ไม่ดีนักถ้าจะยึดถือปฏิบัติต่อไป
แต่อย่างความโอบอ้อมอารี ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเกรงใจที่เป็นอัตลักษณ์ของไทยเหล่านี้ต่างหากที่ควรจะดำรงไว้ อย่างคำว่า “เกรงใจ” พระอาจารย์มองว่าเป็นอีกคำหนึ่งที่หาคำแปลเป็นภาษาอังกฤษที่ชัดเจนได้ยาก เพราะเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาไม่มีมากเหมือนคนไทย และก็เป็นเรื่องที่ดีหากคนไทยจะรักษามันไว้ และใช้ให้เกิดประโยชน์ในการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นสากล
ทีมงานโลก 360 องศา ได้มีโอกาสเห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา โดยประเทศเหล่านี้ก็กำลังปรับตัวเข้าสู่บริบทที่เป็นสากลมากขึ้น เพื่อประโยชน์ทางการค้าและลงทุน ในขณะที่แต่ละประเทศก็จะกำลังเผชิญความท้าทายในการรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ไม่ให้ถูกกลืนกินไปโดยไม่รู้ตัว เพราะการพัฒนาที่เกิดขึ้นทำให้เยาวชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว ได้มีโอกาสรับรู้สิ่งที่เป็นกระแสนิยมทั้งในด้านดีและไม่ดี กระแสของข้อมูลข่าวสารและวัฒนธรรมจากโลกตะวันตกที่พรั่งพรูเข้าไปอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าสังคมจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ทัน
ในอดีตที่ผ่านมา การมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง ช่วยเป็นเกราะคุ้มกันให้หลายประเทศชาติผ่านพ้นการกลืนกินจากต่างชาติมาแล้ว โดยสมัยก่อนนั้นอาจจะมีกฎหมายหรือข้อบังคับจากผู้มีอำนาจปกครองเป็นกลไกหลัก แต่เมื่อโลกเปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเทคโนโลยีการสื่อสารก็เปิดช่องทางให้วัฒนธรรมต่างชาติไหลบ่าข้ามมาอย่างไม่สามารถปิดกั้นได้
วิถีตะวันตกทำให้ผู้คนเรียนรู้และเรียกร้องสิทธิส่วนบุคคลมากขึ้น จึงนำไปสู่การเลือกที่จะดำเนินชีวิต ความเชื่อและรสนิยมส่วนบุคคล การเปิดใจรับความหลากหลาย ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนนำไปสู่การสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ต้องคำนึงควบคู่กันไปด้วยก็คือ การเปิดรับแต่พอดีอย่างมีความเข้าใจ และรู้จักเลือกเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด อย่างเช่น การใช้สิทธินั้น หลายคนพยายามเรียกร้อง และใช้สิทธิของตนอย่างเต็มที่ โดยขาดความเข้าใจว่าสิ่งที่มาคู่กัน คือ หน้าที่ ทำให้บางสังคมเกิดความวุ่นวาย เมื่อผู้คนเรียกร้องเพียงสิทธิ ทั้งที่ยังทำหน้าที่ของตนไม่สมบูรณ์
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เรื่องของศาสนาและลัทธิความเชื่อ ซึ่งคนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกและหยิบเอาจุดเด่นของแต่ละหลักศาสนาหรือลัทธิความเชื่อมายึดถือปฏิบัติได้ ผู้คนมีสิทธิแสดงความเคารพหรือเฉลิมฉลองเทศกาลสำคัญๆ ตามกระแสโลกได้ แต่ก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่รับเพียงพิธีกรรมและการเฉลิมฉลอง โดยไม่ได้ตระหนักถึงเป้าหมายของทุกศาสนาที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี ไม่เบียดเบียนกันและกัน การเปิดใจรับศาสนา ลัทธิ หรือความเชื่อใดก็ตาม ถือเป็นสิทธิที่ไม่สามารถปิดกั้นได้แล้วในยุคนี้ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องนำเอาหลักคิด คำสอนที่ดีงามมาประพฤติปฏิบัติในการดำเนินชีวิตจริง
อันที่จริงแล้ว สิ่งที่เป็นกระแสนิยมตามยุคสมัย ผ่านเข้ามาแล้วก็จะผ่านไป ถ้าไม่ได้ส่งผลเสียอะไร เราก็คงไม่จำเป็นต้องต่อต้าน แต่ถ้าเราเชื่อว่าการเปิดรับอย่างขาดความเข้าใจของเยาวชน จะสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของเราทุกคนที่ต้องเฝ้าระวังและสร้างภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้นในสังคมและประเทศชาติ







