
ประจวบฯ เหนือระดับน้ำทะเล เวย์นี้ไม่ธรรมดา
หัวหินไม่ใช่ตัวเมืองของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มันแค่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด คนจึงแห่ไปมากกว่าใคร
โดย... กาญจน์ อายุ
หัวหินไม่ใช่ตัวเมืองของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ มันแค่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด คนจึงแห่ไปมากกว่าใคร อำเภอเมืองจริงๆ อยู่ถัดจากปราณบุรี สามร้อยยอด และกุยบุรีลงมา เป็นพื้นที่ประวัติศาสตร์ เป็นจุดยุทธศาสตร์ทางทะเล และเหนือระดับน้ำทะเลมีเรื่องโหดๆ ให้ลอง
ขอสารภาพว่าตอนนี้ยังเดินกะเผลกอยู่เลย
เขาล้อมหมวก เดินด้วยใจล้วนๆ
อ่าวมะนาวเป็นที่ตั้งของกองบิน 5 ห่างจากตัวอำเภอเมืองเพียง 2 กม. เป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดสู้รบระหว่างทหารไทยและกองทัพญี่ปุ่น วันนั้นเป็นเช้ามืดของวันที่ 8 ธ.ค. 2484 กองทัพญี่ปุ่นจะยกพลขึ้นบกที่อ่าวมะนาวเพื่อใช้เป็นทางผ่านไปยังพม่าและมลายู จึงปะทะกับกองทัพไทยที่กองบินน้อยที่ 5 อย่างดุเดือด การสู้รบยาวนานถึง 33 ชม. และสิ้นสุดลงเมื่อบุรุษไปรษณีย์ได้ว่ายน้ำมาส่งสาส์นจากเจ้าเมืองให้หยุดยิงและเปลี่ยนมาเจรจากับญี่ปุ่นโดยให้ใช้ไทยเป็นทางผ่านได้ ครั้งนั้นมีทหารญี่ปุ่นตายมากกว่า 400 นาย และกองทัพไทยสูญเสียนายทหารราว 30 นาย ปัจจุบันได้นำอัฐิมารวมไว้ที่อนุสาวรีย์รายนามผู้เสียชีวิต ใกล้กับแผ่นศิลาสลักเรื่องราวในวันนั้น และบ้านพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์กองบิน 5 วันที่ 8 ธ.ค.ของทุกปี จะมีงานรำลึกถึงวีรกรรมทหารไทยและจัดกิจกรรมขึ้นที่เขาล้อมหมวก
ค่างแว่นกองบิน 5 ขึ้นชื่อเรื่องความน่ารัก มันอาศัยในป่าตรงตีนเขาล้อมหมวก และออกมารออาหารจากนักท่องเที่ยวทุกวันที่จุดให้อาหาร ทางขึ้นเขาล้อมหมวกก็อยู่ตรงนั้น มีป้ายติดเตือนว่าห้ามให้ถั่วฝักยาวค่างแว่น เพราะเคยมีประวัติค่างแว่นตาย ผ่าท้องออกมาเจอแต่ถั่วฝักยาวฉีดยาฆ่าแมลง อีกป้ายเตือนนักท่องเที่ยวว่าห้ามขึ้นเขาระหว่างเวลา 16.00-06.00 น.
ตอนนั้นเป็นเวลาบ่ายสองกว่าๆ แดดเพิ่งออกหลังถูกฝนกระหน่ำ ธรรมชาติเป็นใจ ส่วนคนก็เตรียมตัวมาดี ศึกษาหนทางมาก่อนว่าต้องเดินขึ้นบันได 496 ขั้น จากนั้นต่อด้วยการปีนเขาอีกครึ่งทาง เหมาะกับคนร่างกายแข็งแรง ฉันเองก็ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร ปัจจัยทุกอย่างอนุญาตให้ขึ้นเขาล้อมหมวกได้ จึงแบกเป้ขึ้นหลังด้วยใจเด็ดเดี่ยว ก่อนขึ้นยังหันไปสบตาค่างแว่นและกล่าวอำลาเบาๆ มันจ้องตาแป๋วกลับเหมือนกำลังบอกว่า “โชคดี”
เหงื่อเม็ดแรกผุดขึ้นกลางจมูกตั้งแต่บันไดขั้นที่ 10 ไม่กล่าวโทษคนก่อปูนสร้างบันไดที่ทำไม่เสมอกันเลยสักขั้น เพราะถือเป็นบุญมากแล้วที่มีทางเดินขึ้นเขาง่ายๆ แบบนี้ ตอนนั้นไม่คิดจะนับจาก 1 ถึง 496 มันบั่นทอนจิตใจเกินไป จึงเดินไปเรื่อยๆ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็กลับหลังหันมองวิวอ่าวประจวบฯ สูดลมเข้าปอดฟอดใหญ่ ถ้าเติมลมให้ตัวพองแล้วลอยเหมือนลูกโป่งได้คงทำไปแล้ว
บางคนบอกว่าการเดินขึ้นบันไดมันเหนื่อยกว่าเดินขึ้นเขาตามธรรมชาติ คำพูดนี้ได้ยินมาตลอดทางจนสิ้นสุดขั้นสุดท้าย บันไดขั้นที่ 497 คือหินตะปุ่มตะป่ำ มีเชือกให้ดึงตัวแทนราวเหล็ก ไม่รู้ว่าทางเดินขึ้นเขาเหนื่อยกว่าไหม เพราะมันก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่ที่ไม่ต้องวัดก็รู้คือ “ยากกว่า”
อยู่ดีๆ แววตาของค่างแว่นก็แวบเข้ามา ฉันโชคดีจริงๆ ที่มีเพื่อนร่วมทางเป็นชายอายุ 50 กว่าที่มีประสบการณ์การเดินป่าโชกโชน เขาแนะนำทุกก้าวเดินว่าควรวางเท้าอย่างไร ปีนไปทางไหน ถ่ายน้ำหนักไปด้านใด และให้กำลังใจโดยการหลอกไปเรื่อยๆ ว่าเกือบถึงแล้ว ฉันกลายเป็นเด็กหัดเดินไปแล้วในตอนนั้น ประสบการณ์การเดินขึ้นภูสอยดาว ภูกระดึง หรือแม้แต่ม่อนทูเลที่ต้องเดินป่า 2 คืน มันนำมาใช้กับเขาล้อมหมวกไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นทางหินแหลมคมและชัน ต้องใช้ทักษะการปีนป่าย ใช้ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขนประสานกับจังหวะการก้าว และใช้ใจสู้กับอาการกลัวที่หากพลาดจะถูกหินบาดและพลัดตกเขา
ครึ่งทางที่เหลือมันนานกว่าครึ่งทางที่ผ่านมา แต่ก้าวต่อก้าว ปีนขึ้นไปทีละย่าง ไม่ว่าอย่างไรมันก็ถึง ยอดเขาล้อมหมวกเหมือนหัวเข็มหมุด ไม่มีลานกว้างให้กางเต็นท์ ไม่มีจุดชมวิว เพราะไม่ว่ายืนตรงไหนก็เห็นวิวได้รอบตัว เป็นที่ประดิษฐานศาลเจ้าพ่อเขาล้อมหมวก มีรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปให้สักการะ ด้านหน้าองค์พระเป็นอ่าวประจวบฯ ไกลออกไปลิบๆ เป็นอ่าวน้อย ส่วนด้านหลังเป็นอ่าวมะนาว ฉันนั่งพักหันหน้ามองดูวิวสามอ่าวแล้วคิดว่า “ขึ้นมาได้อย่างไร”
2 ชั่วโมงกว่าที่พาตัวเองขึ้นมาถึงยอดเขาล้อมหมวก ทำให้อยากนั่งรับลมชมอ่าวอยู่แบบนั้น อย่างน้อยก็รอให้ขาหายสั่นแล้วค่อยลง แต่พระอาทิตย์คล้อยต่ำลงจะหลบเข้าขอบฟ้าในอีกไม่นาน ก่อนตัดใจลาจากฉันพนมมือไหว้พระและขอพร
เส้นทางกลับก็คือเส้นที่มา ความชันกลายเป็นทางลาดที่ต้องสู้กับแรงโน้มถ่วง บัดดี้วัยดึกของฉันสอนว่าให้หันหลังลง เอียงตัวเล็กน้อยเพื่อมองซอกหินแล้ววางเท้า แต่สำหรับฉันวิธีนี้มันไม่ได้ผล เพราะการหันหลังทำให้มองไม่เห็นทางซึ่งทำให้ไม่กล้าก้าว จึงเปลี่ยนมาใช้บั้นท้ายถัดหินลงมา โชคดีที่กางเกงหนารับคมหินได้ดี ขาทั้งสองสั่นมากขึ้นและมากขึ้นไปอีกเวลาเดินลงบันได จากซ้ายหนึ่งขั้น ขวาหนึ่งขั้น กลายเป็นต้องพักขาทุกขั้น บางช่วงพักดูพระอาทิตย์เข้าม่านเมฆจนครึ่งดวงแล้วค่อยเดินต่อ กระทั่งแสงใกล้หมดจึงเร่งฝีเท้าจนถึงพื้นดินอย่างสั่นเทา ตรงนั้นไม่เหลือค่างแว่นเลยสักตัว ไม่เหลือแม้แสงสุดท้าย เหลือเพียงตัวเองที่กำลังมองย้อนกลับไป “ฉันทำได้”
สรุปการเดินทางขึ้นเขาล้อมหมวก ประการแรก ร่างกายต้องแข็งแรงอย่างที่ฉันอ่านมานั้นถูกต้องแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องมีทักษะการปีนเขาและต้องอ่านเส้นทางออกว่าควรปีนไปทางไหน ประการที่สอง ถ้ายังไม่มีประสบการณ์ปีนเขา ควรหาเพื่อนไปด้วย เพราะเขานี้ใครขึ้นไปก็ได้ ไม่มีการบันทึกชื่อก่อนขึ้นไป ดังนั้นหากประสบอุบัติเหตุอยู่ด้านบนก็ไม่มีใครรู้ ประการที่สาม รองเท้าสำคัญที่สุด ควรใส่รองเท้าผ้าใบพื้นหนาและมีดอกเพื่อการยึดเกาะที่ดี ส่วนถุงมือถ้าใส่แล้วถนัดก็ควรใส่เพื่อลดอาการเจ็บเวลาไต่หิน ประการที่สี่ พกน้ำเกลือแร่ติดตัวไปด้วย และประการที่ห้า หากไปกับแฟน ถ้าไม่รักกันมากขึ้นก็ทะเลาะกันเลย
ถ้ำคั่นกระได
วัดอ่าวน้อยถูกบูรณะใหม่ทำให้มีพระอุโบสถไม้สักล้อมด้วยพญานาคงดงาม แต่ดั้งเดิมนั้นคนที่มาสักการะจะเดินขึ้นบันไดไปยังถ้ำคั่นกระไดที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ 2 องค์ องค์หนึ่งตะแคงขวา อีกองค์ตะแคงซ้าย ซึ่งถ้าจะบอกว่าเป็นอันซีนของประจวบฯ ก็ไม่ได้เกินความจริงแต่อย่างไร เพราะต้องตั้งใจขึ้นไปถึงจะเห็น
ทางขึ้นถ้ำคั่นกระไดถือว่าเป็นชั้นอนุบาลถ้าเทียบกับเขาล้อมหมวก เป็นบันไดค่อยๆ ไต่ระดับมีศาลาให้นั่งพักระหว่างทาง และเมื่อถึงปากถ้ำแล้วจะมีตู้ให้หยอดเงินเพื่อเปิดไฟในถ้ำ คิดนาทีละ 1 บาท อย่างต่ำ 10 นาที และมีไฟฉายให้หยิบยืม (อย่าลืมพกเหรียญ 10 บาทไป) ตรงทางเข้าด้านในจะเจอพระพุทธไสยาสน์ตะแคงขวาหันเท้ามายังปากถ้ำ ตรงนี้แสงสว่างยังส่องถึง แต่เมื่อเดินเข้าไปด้านในแล้วแสงจะมาจากไฟหลอดฟลูออเรสเซนต์จะพบกับพระพุทธไสยาสน์ตะแคงซ้าย และพระพุทธรูปสีขาวห่มจีวรหันหน้าไปทางพระพุทธไสยาสน์ เดินต่อไปด้านในเป็นโถงถ้ำใหญ่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิอีกองค์ ว่ากันว่าถ้ำนี้เคยเป็นที่หลบพายุของชาวประมง แต่ปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวอ่าวน้อยนับถือ
อ่าวน้อยคืออ่าวที่อยู่ไกลลิบเมื่อมองจากเขาล้อมหมวก ห่างจากอำเภอเมือง 8 กม. ตรงทางขึ้นถ้ำเป็นที่จอดเรือประมงซึ่งสามารถซื้อหาอาหารทะเลสดๆ ในราคาไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และยังได้เห็นวิถีชีวิตคนหาปลาเคล้ากลิ่นคาวทะเล
ประจวบคีรีขันธ์ในมุมเหนือระดับน้ำทะเล แม้จะไม่ชิลเหมือนนอนอาบแดด แต่เป็นการหาประสบการณ์ที่หาจากไหนไม่ได้ ภูเขาไหนๆ ก็ไม่เหมือนเขาล้อมหมวก พระพุทธไสยาสน์ที่ใดก็ไม่เหมือนที่ถ้ำคั่นกระได แม้วิวสามอ่าวจะมองได้จากวัดเขาช่องกระจก แต่คงไม่สวยงามเท่ามองจากสายตาที่เปื้อนเหงื่อไคล แม้กระทั่งการหายใจที่คงไม่ชื่นใจเท่ายามหัวใจเต้นรัว







