posttoday
ฉุกคิดสักนิด...กม.เศรษฐกิจดิจิทัล

ฉุกคิดสักนิด...กม.เศรษฐกิจดิจิทัล

02 เมษายน 2558

โดย...ไพรัช  วรปาณิ กรรมการอัยการ

โดย...ไพรัช  วรปาณิ กรรมการอัยการ

 กฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล...เป็นข่าวฮือฮาขณะนี้ ถือเป็นผลิตผลแปลกใหม่ของรัฐบาล (โบแดงโบดำยังไม่รู้) ที่ได้ชื่อนักกฎหมายบางคนกระทำการ “ขังลืม” องค์กรอิสระ (กสทช.) ด้วยการหักมุม เปลี่ยนแปลงหลักการสากลในเรื่องของการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลประกอบวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนาคม ที่กฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้ซึ่งบัญญัติให้เป็นองค์กรอิสระให้อำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ มีมูลค่ามหาศาลให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญทั้งปี พ.ศ. 2540 และปี พ.ศ. 2550

คลื่นความถี่...เป็นที่ยอมรับกันทั่วว่าเป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ จึงมีการสถาปนาองค์กรอิสระที่มีชื่อว่า กสทช. เพื่อการทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ที่เห็นประโยชน์สาธารณะสูงสุด เป็นไปตามหลักการสากลของโลก โดยปราศจากการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง เพื่อป้องกันมิให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองหรือนักการเมืองฉวยโอกาสเข้ามาแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้ เพื่อตนเองหรือผู้อื่นอย่างมีนัยตามกฎหมาย

แต่ปรากฏว่า คณะ คสช.เข้ามาบริหารประเทศไม่นาน ก็ได้มีแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงอำนาจหน้าที่การจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลคลื่นความถี่ของ กสทช. โดยการยกร่างกฎหมายใหม่ จัดตั้งคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัลขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อเป็นตัวฝ่ายรัฐบาลเข้ามามีอำนาจอนุญาตคลื่นความถี่แก่ผู้ประกอบการ ด้วยวิธี “คัดเลือก” แทนหลักการ “ประมูล” คลื่นแบบแข่งขันราคาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม อย่างหักมุม 180 องศา และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทาง “ถอยหลังเข้าคลอง”

จะเห็นว่าร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลฉบับนี้ นอกจากไปลบล้างความเป็นอิสระการกำกับดูแลขององค์กร กสทช. ปรากฏว่ายังมีบทบัญญัติ จำกัด บทบาท หน้าที่ในการจัดประมูลคลื่นความถี่อันเป็นหลักสากล มาเป็นการใช้ดุลพินิจ พิจารณาอนุญาตใช้คลื่นความถี่แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีมูลค่านับหมื่นๆ ล้านอีกด้วย ดังนี้ จึงเป็นเรื่องน่าทึ่ง น่าสนเท่ห์ และน่าติดตามอย่างไม่กะพริบตา!

ยิ่งกว่านั้น ยังมีบทบัญญัติ...การทำแผนแม่บทการบริหารคลื่นความถี่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อให้ความเห็นชอบก่อนอีกด้วย ทั้งๆ ที่คณะกรรมการดังกล่าวได้รับแต่งตั้งมาจากรัฐบาล มิได้ผ่านการพิสูจน์กลั่นกรองคัดเลือกอย่างเข้มข้น เป็นความชำนาญรอบรู้ในเรื่องคลื่นความถี่ เหมือนอย่างคณะกรรมการ กสทช.แต่อย่างใด

จึงน่าศึกษาว่าการบัญญัติอำนาจบริหารไปอยู่ภายใต้คณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยนักการเมืองและข้าราชการผู้ใหญ่ที่นายกฯ แต่งตั้งนั้นผิดหลักการบริหารคลื่นสากล และหรือขัด “หลักนิติธรรมทางกฎหมายหรือไม่?” อีกทั้งเป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่?

สังเกตนัยแห่งมาตรา 3 ในร่างดังกล่าว จะเห็นอีกว่ามีข้อกำหนดให้ยกเลิกหน้าที่ของ กสทช. ในการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการคลื่นความถี่และตรงกำหนดคลื่นความถี่ แผนแม่บทเกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม ตลอดจนการกำหนดให้ยกเลิกกำหนดการจัดคลื่นความถี่ ฯลฯ อันเป็นการตัดอำนาจหน้าที่ภารกิจองค์กรอิสระออกไป เหมือนการเดินย้อนยุคกลับไปใช้ระบบเก่าที่ล้าหลังแบบ “ถอยหลังเข้าคลอง” จริงๆ

ที่น่าจับตาอีกมาตราหนึ่งคือ มาตรา 4 ที่บัญญัติเพิ่มเติมให้หน้าที่หลักของ กสทช.ต้องเป็นไปตามนโยบายการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบก่อน ดังนี้ ถามว่าไม่ขัดกับหลักสากลของนานาอารยประเทศหรือ?

 ที่สำคัญสุดๆ คือ มาตรา 6 และ 9 ที่บัญญัติให้การจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ให้ใช้วิธีคัดเลือกเท่านั้น ส่วนมาตรา 9 กำหนดหลักเกณฑ์ให้การจัดสรรคลื่นความถี่ให้กับกิจการโทรคมนาคม โดยใช้วิธี “คัดเลือก” แทนการ “ประมูล” เช่นกัน ซึ่งผิดหลักการเพราะการจัดสรรคลื่นความถี่ทำได้หลายวิธีที่เห็นว่าถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม

สำหรับมาตรา 12 มีนัยสำคัญยิ่งคือบัญญัติให้ยกเลิกกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ พร้อมกันนั้นมาตราถัดมา (มาตรา 13) ยังกำหนดให้เงินรายได้ขององค์กร กสทช.(เงินจากการประมูลคลื่นความถี่) ต้องหักเข้ากองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจฯ 50% ซึ่งถือได้ว่าเป็นการบังคับให้นำส่งเงินรายได้จำนวนมหาศาลจากการกำกับดูแลและกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมไปให้กองทุนพัฒนาดิจิทัล อันเป็นกองทุนใหม่เอี่ยมที่มีวัตถุประสงค์ในด้านอื่น พร้อมกับการกำหนดให้โอนเงินและทรัพย์สินของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่มีอยู่ทั้งหมด ไปเป็นของกองทุนใหม่ ซึ่งน่าเป็นห่วงว่าจะขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองเดิมหรือไม่? เพราะอาจจะไม่มีเงินเหลือไว้ทำกิจการขยายบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงตามเจตนารมณ์ต่อไป

สรุปแล้ว เห็นว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องนี้น่าจะฉุกคิด พิเคราะห์ พิจารณาในประเด็นต่อไปนี้ คือการรักษาคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระขององค์กร กสทช. ในการจัดประมูลคลื่นความถี่และการคงไว้ซึ่งเงินกองทุนที่เก็บจากผู้ให้บริการ (สำหรับใช้เพื่อการขยายบริการโทรศัพท์ คมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง)

ดังนั้น ขอฝากให้ฉุกคิดสักนิดว่า การตรากฎหมายที่มีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศควรใช้ความรอบคอบ สุขุม คัมภีรภาพ ด้วยการกลั่นกรองถึงข้อดี ข้อเสีย จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึงรอบด้าน เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและสาธารณชนอย่างแท้จริง!

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา