
ชีวิตคิด(สวน)ทาง สิทธิศักดิ์ คูหาวิไล
วันนี้กับวัย 35 ปี กล้าพูดว่าชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ เมื่อถูกถามว่าพร้อมจะ “แชร์” มั้ย? เอิร์ท-สิทธิศักดิ์ คูหาวิไล
โดย...วันพรรษา อภิรัฐนานนท์ ภาพ วิศิษฐ์ แถมเงิน
วันนี้กับวัย 35 ปี กล้าพูดว่าชีวิตผ่านอะไรมาเยอะ เมื่อถูกถามว่าพร้อมจะ “แชร์” มั้ย? เอิร์ท-สิทธิศักดิ์ คูหาวิไล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานบริหารการขายผ่านสื่อโฆษณา บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต ก็ยิ้มกว้างตอบว่า ยินดี!
หลักการหนึ่งในการดำรงชีวิตของเอิร์ทก็คือ คนเราต้องยอมรับในสิ่งที่เป็น ต้องยอมรับในชีวิตที่เกิด เพราะมันทำให้เรารู้แน่ในตัวเอง มันทำให้เรามีอิสระ และมันทำให้เรากล้าเดินไปข้างหน้า กล้าแม้จะรู้ว่าบนเส้นทางที่เดินไป อาจมีขวากหนาม อาจมีหินขรุขระแหลมคม ที่จะมาตำเท้าบาดเท้าเราในบางที่หรือในทุกที่
ก่อนจะเข้าสู่วงการธุรกิจประกันชีวิต เอิร์ทจบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาเคมี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะบินไปเรียนต่อปริญญาโทเอ็มบีเอด้านการตลาดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา California State University, Los Angeles จากนั้นได้โอกาสทำงานในบริษัทประกันชีวิตหลายแห่ง ก่อนจะมาลงตัวที่บริษัท อลิอันซ์ อยุธยาฯ
หน้าที่การงานอยู่ในแวดวงธุรกิจการเงินและประกันชีวิต โดยดูแลสายงานมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก ทั้งการบริหารการขายผ่านสื่อโฆษณา การวางแผนกลยุทธ์การตลาดและการวางแผนการโฆษณาเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มยอดขาย รับผิดชอบการสร้างลีดส์หรือขยายฐานลูกค้าในกลุ่มใหม่ๆ ผ่านสื่อโฆษณา อยู่ในวงการประกันมากว่า 7 ปี ถือว่าคือสิ่งที่ทำและพัฒนาเรียนรู้มาอย่างต่อเนื่อง
ถามว่า “สิ่งที่เป็น” กระทบถึง “สิ่งที่ทำ” หรือไม่ เอิร์ทตอบว่า ไม่ แม้ส่วนหนึ่งจะยอมรับว่า ด้วยค่านิยมคนส่วนใหญ่แล้ว สังคมถูกปลูกฝังว่าการเป็นเพศที่ 3 นั้นรับไม่ได้ ก็ต้องตอบว่า มีบ้าง แต่ถ้ามองให้ถ่องแท้ นี่คือธรรมชาติของมนุษย์ แรงเสียดทานเป็นธรรมดาของคนทำงานที่เป็นเกย์
“เราพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำให้บริษัทประสบความสำเร็จ เมื่อการทำงานคือการทำงาน เกณฑ์ตัดสินคือผลงาน เรารู้ว่าเรามีความสามารถ และเราได้ใช้ความสามารถของเราทำงานให้กับบริษัทอย่างเต็มที่ เราไม่สนว่าเราเพศอะไร เรารู้แค่ว่า เรามาทำงานให้กับบริษัท ในฐานะคนทำงานแล้วเราต้องทำให้บริษัทได้ประโยชน์จากตัวเราให้มากที่สุด”
เริ่มจากคำว่าทุ่มเทในทุกๆ เช้า ไม่มีอะไรต้องคิดมากเกินไปกว่าคำๆ นี้ เอิร์ทบอกว่า ใช่! คนสองคนทำงานเก่งระดับ 5 เท่ากัน แต่ถ้าคนหนึ่งเป็นเกย์ อีกคนหนึ่งเป็นผู้ชาย เกย์อาจเสียเปรียบ แต่ถ้าเกย์ทำงานได้ในระดับ 10 ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ดีที่สุดคือการทุ่มเทอย่างสุดกำลังแล้วก้าวข้ามคำว่าเพศไปให้ได้
จุดเทิร์นเกย์เมื่อย้อนกลับไป ถามจริง ๆ ว่า “รู้ตัว” ตอนไหน เอิร์ทบอกตรงๆ ว่า รู้ตั้งแต่ตอนเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อายุ 13-14 ปีก็รู้แล้วว่า เราเป็นผู้ชายที่ไม่ชอบผู้หญิง ใจบอกใจว่าชอบผู้ชาย คำตอบนี้ค่อยๆ หนักแน่นขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งมั่นใจว่า เราเป็นผู้ชายที่ชอบผู้ชาย
“นี่ไม่ใช่ความผิดปกติทางเพศ แต่มันคือความชอบทางเพศที่แตกต่างกัน ผู้ชายคนนี้เกิดมาเพื่อชอบผู้หญิง ผู้หญิงคนนี้เกิดมาเพื่อชอบผู้ชาย แต่ก็มีคนอีกกลุ่มที่เกิดมาเพื่อชอบเพศเดียวกันกับตัว มันคือความปกติ ก็ชอบกินก๋วยเตี๋ยวรสนี้” เอิร์ทเล่า
ช่วงวัยรุ่นโดนเพื่อนล้อ คำพูดทำร้ายจิตใจ แต่ทำให้เรียนรู้ จากเจ็บก็ไม่เจ็บ จากเด็กก็เติบโต เห็นเป็นธรรมดาเพราะนี่คือธรรมชาติมนุษย์ จำนวนคนในกลุ่มที่ชอบเพศเดียวกันเป็น “คนกลุ่มน้อย” มีจำนวนน้อยกว่าคนกลุ่มที่เกิดมารักชอบคนเพศตรงข้าม ก็กลายเป็นกลุ่มที่ถูกกระทำจากกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นของคนหมู่มาก อธิบายได้ว่าทำไมเกย์ถึงถูกแอนตี้หรือตั้งข้อรังเกียจ
เอิร์ทบอกว่า เขามองเห็นเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติของมนุษย์หมู่มากที่จะคิดหรือกะเกณฑ์เงื่อนไขเอากับคนที่คิดต่างจากตัว จะรู้หรือไม่รู้ตัวก็ตาม แต่ทุกคนมีปฏิกิริยากับคนที่ “แตกต่าง” จากเรา เรื่องปฏิกิริยานี้เป็นเหมือนก้อนหินคมบาดเท้าบนเส้นทางเดิน แม้ครั้งหนึ่งจะเคยทำให้เลือดไหลซิบ แต่ถ้าถามถึงชีวิตตอนนี้ก็ต้องบอกเลยว่า “ไม่อีกแล้ว” (ฮา)
“โพสิทีฟ ธิงกิ้งหรือการคิดบวก คือ คำตอบสำหรับเอิร์ท ความทุกข์เป็นเรื่องดี วิกฤตคือโอกาส ไม่ตั้งคำถามทำไมๆๆๆๆๆ นั่นไม่ใช่เอิร์ท ปัญหาในชีวิตก็มีด้วยกันทั้งนั้น จะเกย์หรือไม่เกย์ก็ตาม ปัญหาดาหน้าเข้ามาเถอะ เอิร์ทจะเฝ้าบอกกับตัวเองว่า ถ้าฉันผ่านปัญหาเรื่องนี้ไปได้ มันก็คือซัคเซส ที่ฉันจะนับเป็นหนึ่งแต้มความสำเร็จให้กับชีวิตของฉัน” เอิร์ทเล่า
เมื่อไม่เห็นว่าเป็นปมด้อย ก็ไม่เห็นว่าเป็นทุกข์อีกต่อไป ชีวิตมันก็ไม่ทุกข์ เลิกทุกข์ มองสวนทางทุกข์ก็มีความสุขในแบบที่เป็น ใช้ชีวิตไป ทำในสิ่งที่ต้องทำไป ความเป็นเกย์ไม่มีผลกระทบหรือเป็นอุปสรรคต่อชีวิตในด้านใดทั้งสิ้น ต้องขอบคุณครอบครัว ประกอบด้วย คุณพ่อและน้องสาวที่เป็นกำลังใจและเข้าใจ แม้ปัจจุบันจะไม่ได้พูดกันตรงๆ ในเรื่องนี้กับพ่อ แต่พ่อก็รู้และเข้าใจดี นี่คือหนึ่งในหลายเรื่องที่เขาขอบคุณพ่อที่สุด
“ถือว่าโชคดีมากที่ครอบครัวเข้าใจ สำหรับเอิร์ทแล้วครอบครัวคือหลักประกันซึ่งกันและกัน ในการที่จะมีคนที่รักเรา เป็นหลักให้เราได้ยึดโยงทั้งในแง่จิตใจและจิตวิญญาณ พร้อมที่จะยืนหยัดอยู่ข้างเรา อยู่กับเรา สนับสนุนและช่วยเหลือ โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น”
ปัจจุบันครอบครัวคือพ่อและน้องสาว โดยเฉพาะน้องสาว “แอน” ที่สนิทกันมาก ให้ความช่วยเหลือและช่วยเป็นที่ปรึกษาในหลายๆ เรื่อง บางทีน้องก็ขอคำปรึกษาเรา แต่บางทีเราก็ขอคำปรึกษาน้อง (ฮา) ขอแรงงานใช้แรงงานน้อง (ฮา) อย่างไรก็ตาม สักวันหนึ่งถ้าเอิร์ทจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง คำว่าครอบครัวสำหรับเขาก็ไม่ได้จำกัดว่าจะมีแต่สมาชิกพ่อแม่ลูก ครอบครัวอาจเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นแรงสนับสนุนและเป็นแรงผลักดันให้เรามีชีวิตในแบบที่เราเป็น เป็นพลังด้านบวก ซึ่งสำคัญที่สุด
มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ให้เห็นอยู่บ่อยๆ ว่า เพศที่ 3 หรือเกย์มีความรุนแรงหรือมีความโน้มเอียงที่จะใช้ความรุนแรง เกี่ยวกับเรื่องนี้ เอิร์ทให้ความเห็นว่า ความชั่วไม่เลือกเพศ ความโหดไม่เลือกเพศ ความซาดิสต์ ความชั่วหรือความรุนแรงไม่ใช่เฉพาะกับเกย์ เขาอยู่วงการประกันชีวิตมานาน และรับรู้รับทราบในเรื่องนี้ดีว่า หลายเคสมากที่ภรรยาฆ่าสามีเพื่อเอาประกัน หรือสามีฆ่าภรรยาเพื่อเอาประกัน ไม่ใช่เกย์หรือเพศที่ 3 เท่านั้นที่ใช้ความรุนแรง
เอิร์ทบอกว่า ไม่ใช่ว่าเป็นเกย์แล้วต้องพิสูจน์ตัวเอง แต่การพิสูจน์ตัวเองสำคัญกับทุกคนไม่เฉพาะว่าคนหรือใครที่เป็นเกย์ หน้าที่การงานก็ส่วนหนึ่ง ชีวิตและเป้าหมายความเป็นมนุษย์ก็ส่วนหนึ่ง คือภาระหน้าที่ของคนทุกคนที่ต้องพิสูจน์ ทุกวันนี้มีความสุขดีกับหน้าที่การงานและครอบครัวที่เข้าใจ นอกเหนือจากงานประจำที่อลิอันซ์ อยุธยาฯ แล้ว ยังมีความสุขกับการทำธุรกิจส่วนตัว สร้างสรรค์งานเครื่องประดับโบราณ “ทองถนิม” www.facebook.com/tongthanim
“ชอบตัวเอง และรักตัวเอง ชอบตัวของเราที่เป็นแบบนี้ แฮปปี้กับชีวิตของเราแบบนี้ เปิดเผยและเป็นตัวเอง ใช้ชีวิตในแบบที่อยากใช้ รู้สึกสมบูรณ์แล้วตอนนี้ ถ้าตายตอนนี้ก็ตายตาหลับ” เอิร์ทส่งท้ายด้วยรอยยิ้ม







