
นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล
“ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนมีของสะสม ซึ่งแตกต่างกันไปตามรสนิยม ทุนทรัพย์ และประสบการณ์ที่นำพาให้เราได้รู้จักหลงใหลในสิ่งของต่างๆ”
โดย...โยธิน อยู่จงดี ภาพ : มาสเตอร์พีซคลินิก
“ผมคิดว่าเราทุกคนล้วนมีของสะสม ซึ่งแตกต่างกันไปตามรสนิยม ทุนทรัพย์ และประสบการณ์ที่นำพาให้เราได้รู้จักหลงใหลในสิ่งของต่างๆ” นพ.ระวีวัฒน์ มาศฉมาดล หรือที่รู้จักกันในชื่อ หมอเส แห่งมาสเตอร์พีซคลินิิก กล่าวถึงแนวคิดเรื่องการสะสมในแบบของเขา
หมอเสเริ่มต้นเล่าเรื่องราวการสะสมนาฬิกา ที่ตั้งโชว์ในตู้ไขลานว่า ตอนเด็กๆ เริ่มสะสมแสตมป์ พอเข้าวัยรุ่นก็เริ่มสะสมของไฮเทค “พอขึ้นมาเรียนแพทย์ปี 2 ก็ได้มีโอกาสรู้จักนาฬิกา Panerai ซึ่งตอนนั้นเป็นแบรนด์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ก็ชอบเห็นว่าสวยดี จากนั้นศึกษาเรียนรู้เรื่องนาฬิกามาตลอด
นาฬิกาเรือนแรกของผมเป็นไซโกผมซื้อมา 2 เรือน 2 สีแล้วเอามาสลับหน้าปัดให้สีดูตัดกัน นาฬิกาเรือนต่อมาผมซื้อของโอเมกา แล้วก็เริ่มเข้ามาในวงการของสยามนาฬิกา มีประชุมมีตติ้งเกี่ยวกับนาฬิกา ก็ไปร่วมกับเขาตลอด จนกระทั่งเรียนแพทย์ปี 4-5 ใกล้จบ ก็ยุ่งกับเรื่องเรียนก็ไม่ได้เข้าวงการนาฬิกาอีกเลย จนหลังจากเรียนจบได้ 3 ปี ผมทำงานมีรายได้ของตัวเองผมก็ซื้อนาฬิกา Panerai แบรนด์ที่ผมอยากได้มาตั้งแต่สมัยเรียนมาเป็นเรือนแรก เรือนต่อมาผมก็ขยับมาเป็นปาเต๊ะฟิลลิป ราคาล้านกว่าบาท ตั้งใจว่าจะซื้อมาใส่ทำงานในชีวิตประจำวัน
เอาเข้าจริงๆ ด้วยไลฟ์สไตล์ผมไม่สามารถใส่นาฬิกาเรือนนี้ตรวจคนไข้ หรือไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ ได้ เพราะเดี๋ยวจะเป็นรอยเยอะเกินไป สุดท้ายก็เลยซื้อมาเก็บสะสม แล้วเปลี่ยนมาใช้โรเล็กซ์ ซับมารีนเนอร์ ที่ใส่ได้หลายโอกาสหน่อย แล้วก็ใส่เรือนนี้มาตลอด
ผมมีนาฬิกาหลายเรือน แต่เอาเข้าจริงๆ ผมก็มีแค่ข้อมือเดียวที่ใส่ได้ ส่วนเรือนอื่นๆ ก็ซื้อตามคอลเลกชั่นยอดนิยมตามตลาด ตามซีรี่ส์ อย่างโรเล็กซ์ก็เก็บกลุ่มสปอร์ต ส่วนปาเต๊ะ (ฟิลลิป) ซื้อมาเป็นนาฬิกาออกงานเป็นของประดับมากกว่า แต่เรื่องฟังก์ชั่นบนนาฬิกาพูดตามตรงว่าไม่ค่อยได้ใช้ เพราะบางทีเราเปิดสมาร์ทโฟนมาดูจะเข้าใจได้ง่ายกว่า” หมอเสทิ้งท้ายพร้อมเสียงหัวเราะ พลันสายตามองไปที่กระเป๋าเดินทางหลายใบที่กองอยู่รวมกัน
หมอเสย้อนความหลัง... “จุดเริ่มต้นของการสะสมกระเป๋าเดินทางของริโมวา (Rimowa) ก็คือผมต้องเดินทางไปที่ฮ่องกง แล้วผมได้กระเป๋าเดินทางเป็นของแถมจากบานาน่าไอที พอไปถึงฮ่องกงก็มีรุ่นพี่เห็นกระเป๋าแถม จึงแนะนำให้ใช้กระเป๋าแบรนด์ริโมวา เขาก็เปิดรูปกระเป๋าให้ดูว่ากระเป๋ายี่ห้อนี้มันทนทาน นักท่องเที่ยวเดินทางนิยมใช้ไปประเทศต่างๆ แล้วติดสติ๊กเกอร์ของประเทศนั้นๆ ให้รู้ว่ากระเป๋าใบนี้เคยผ่านประเทศนี้กับเรามาแล้วอะไรทำนองนี้
ใบหนึ่งก็ราคาเหยียบแสนบาท คิดในใจเหมือนกันว่ากระเป๋าอะไรจะแพงขนาดนั้น เปิดมาก็เหมือนๆ กับกระเป๋าใบอื่นๆ รุ่นพี่เลยเล่าต่อว่าความเป็นมาของแบรนด์นี้ ที่ผู้คนพูดถึงก็คือวัสดุที่นำมาใช้เอามาจากหลังคาโรงเก็บเครื่องบินตั้งแต่สมัยสงครามโลก เป็นกระเป๋ามีความทนทานน้ำหนักเบาแข็งแรง และไม่มีวันขึ้นสนิมตลอดอายุใช้งานของมัน
ภาพยนตร์ที่มีฉากเดินทางลากกระเป๋า ถือกระเป๋า อย่างในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ก็ใช้กระเป๋าของริโมวาทั้งหมด พอเราฟังแล้วก็เออมีเรื่องราวน่าสนใจดี”
จากที่เคยอยากจะซื้อกระเป๋าเดินทางยี่ห้อดังอื่นๆ ก็เปลี่ยนมาซื้อริโมวาใบเล็ก ใบละ 4 หมื่นกว่าบาทกลับเมืองไทย “ขาไปใช้กระเป๋าแถม ขากลับใช้กระเป๋าใบละ 4 หมื่นบาท (เล่าพลางหัวเราะชอบใจ) พอไปเที่ยวที่เยอรมนีก็ซื้อกลับมาอีก 3 ใบ แล้วใช้จนถึงทุกวันนี้จนมีสภาพอย่างที่เห็น”
สุดท้ายหมอเส สรุปให้ฟังสั้นๆ จากประสบการณ์ตรงว่า จากที่การที่สะสมกระเป๋าเดินทาง ทำให้รู้ว่าคนเราซื้อของบางทีก็ไม่ได้ซื้อตัวสินค้า แต่ซื้อที่เรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจของมันต่างหาก







