
‘สัมผัสพิศวง’ พิศวงแบบไทยๆ
ได้สัมผัสกับ “สัมผัสพิศวง” (The Sense) ไปเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา เวลาที่ฉายก็ 13.55 น.
โดย...เพรงเทพ
ได้สัมผัสกับ “สัมผัสพิศวง” (The Sense) ไปเมื่อวันมาฆบูชาที่ผ่านมา เวลาที่ฉายก็ 13.55 น.
ได้ฉุกคิดอะไรหลายสิ่งหลายอย่างในสิ่งที่เรียกว่า สมดุลในการนำเสนอความบันเทิงผ่านความเชื่อเหนือสิ่งธรรมชาติเรื่องผีสางเวรกรรมกับคำสอนทางพุทธศาสนาผ่านพระสงฆ์ที่มาแสดงข้อคิดเตือนจิตกล่อมเกลาจิตใจกับผู้ชม
การเสพละครสั้นจบในตอนแบบไทยๆ ที่มีธีมค่อนข้างจะเข้าท่า ในการนำความบันเทิงมาผสมผสานกับคำสอนเชิงธรรมะที่อิงอยู่กับศีลและธรรมะเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเข้าใจ ถือเป็นความตั้งใจที่ดีในการส่งสารไปสู่ผู้ชม
แต่ “คำตาย” ซึ่งเป็นตอนที่ออกอากาศในวันนั้น ทำให้รู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างบอกไม่ถูก
การวางบุคลิกและสัมผัสพิเศษของตัวละครถึง 2 ตัว ให้มีสัมผัสพิเศษเหนือธรรมชาติ คือ แองจี้ สาวทันสมัยเจ้าของร้านกาแฟประจำโรงพยาบาลที่รับบทโดย ซาร่า เล็กจ์ มีหูทิพย์ที่สามารถฟังความคิดของคนอื่นได้ กับ เติม ที่รับบทโดย สิทธิชัย ผาบชมภู เป็นบุรุษพยาบาลที่มีนิมิตและสามารถเห็นผีได้ รวมถึงคนอื่นๆ ที่มาประกอบเข้าให้ครบรส
การผูกเรื่องที่นำเอาประเด็นการแก้แค้นของผีสาวกับเพื่อนที่เป็นคนปากโป้งคอยนินทาเป็นหอกระจายข่าวมาเป็นตัวเร้าความสนใจของคนดู และสอดแทรกเอาแก่นคือการนินทาว่าร้ายทั้งในโลกของคนทำงานออฟฟิศด้วยกัน และโลกสมัยใหม่ผ่านโซเชียลมีเดีย ยังมีความหลวมโพรกและไม่สอดรับกับน้ำหนักที่จะไปถึงเป้าหมายได้อย่างเต็มที่ แม้จะพยายามนำเรื่องราวในอดีตของตัวละครที่เป็นประเด็นปัญหามารองรับน้ำหนักทั้งหมดที่จะไปถึงตอนจบก็ตาม
อย่างที่ว่าละครไทยนั้นมีปัญหาที่บท ซึ่งค่อนข้างที่จะโฉ่งฉ่างและไม่ใส่ใจคนดูเอาเสียเลย คิดเพียงแต่ว่าคนดูเพื่อความบันเทิง เพียงสอดแทรกแง่คิดก็จะกลายเป็นละครน้ำดีโน้มนำเอาความดีงามมาสู่จิตใจได้ ซึ่งก็เป็นความจริงแค่ส่วนหนึ่ง
ในที่นี้คงไม่ต้องพูดถึงการแสดงและการกำกับการแสดงซึ่งพอเข้าใจได้ว่า คงยากที่จะคาดหวัง แต่คิดว่าหัวใจของละครแนวนี้น่าจะอยู่ที่ศาสตร์และศิลป์ของการเล่าเรื่องที่สนุกเน้นบันเทิงดูง่ายซึ่งกลมกลืนกับการสอนศีลธรรมต่างหาก ที่จะทำให้คนดูซึมซาบเข้าไปได้อย่างไม่รู้ตัว
น่าเสียดายที่มีความตั้งใจดี ถ้าลองขยับพัฒนาเรื่องบทให้มีความนิ่ง ลึกซึ้ง และไม่ต้องใช้สัมผัสพิเศษแบบตรงไปตรงมาจนดูตลกเกินไป น่าจะดีกว่านี้...
การวางให้เป็นละครวันหยุดที่ออกอากาศทุกวันนักขัตฤกษ์ น่าจะมีเวลาที่จะทำบทให้มีความลุ่มลึก เล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิงมีน้ำหนักในมุมมองแบบวิทยาศาสตร์ ความเชื่อความศรัทธา และความงมงาย ที่สามารถเดินไปด้วยกันกับความบันเทิง คะคานและเสริมรับซึ่งกันและกันให้นวลเนียนกว่านี้ แทนที่จะมุ่งเล่าไปถึงประเด็นผ่านการรับรู้ของสัมผัสพิเศษของตัวละครเพียงอย่างเดียว
ละครอย่างนี้ถูกจริตคนไทย เด็กๆ และคนแก่ชอบดู ซึ่งเป็นช่องทางที่ดีที่คนทำจะช่วยยกระดับความบันเทิงแบบนี้ที่มีอุทาหรณ์สอนใจมีแง่คิดเรื่องเวรกรรมผ่านธรรมะสอนใจให้ทำกรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ให้มีพลังของมุมมองและการเล่าเรื่องมากกว่านี้อีกสักหน่อย ก็น่าจะอยู่ในความทรงจำของผู้คนได้เช่นกัน...ไม่ใช่ดูแล้วก็ผ่านเลยไป







