
มหกรรมฟอร์มบู่เป็นหมู่คณะ
ขอประกาศรายชื่อทีมที่สร้างความผิดหวังให้กับแฟนบอลในศึกเวิลด์คัพ 2010 ตั้งแต่เปิดสนามจนถึงเวลานี้ ได้แก่
ฝรั่งเศส ร่อแร่ที่จะเก็บกระเป๋ากลับบ้านก่อนเพื่อน หลังเสมอ 1 แพ้ 1 ใน 2 เกมแรกของรอบแบ่งกลุ่ม
อังกฤษ เสมอ 2 นัดรวดต่อสหรัฐและแอลจีเรีย จนต้องมาลุ้นเหนื่อยในนัดสุดท้าย ทั้งที่ก่อนหน้านี้โชว์ฟอร์มดีมาตลอดในรอบคัดเลือก
สเปน ในฐานะเต็งหนึ่งลงประเดิมสนามนัดแรกพ่ายช็อกจักรวาล (ยิ่งกว่าช็อกโลก) ต่อ สวิตเซอร์แลนด์ 01 และเป็นครั้งแรกที่สเปนแพ้ต่อสวิส เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ทั้งสองทีมเคยพบกันมา
นอกจากนี้ ยังมีชาติยักษ์ใหญ่อื่นๆ ที่แม้ผลการแข่งขันอาจจะไม่พลิกล็อกเท่า 3 ทีมด้านบน แต่ฟอร์มยังไม่ไหลลื่นเท่าที่ควร
เยอรมนี ประเดิมนัดแรกอย่างเทพ ไล่ถล่มออสเตรเลีย 40 แต่นัด 2 มาตกม้าตายพ่ายเซอร์เบีย 01 แบบเหลือ 10 คน แถมยิงจุดโทษไม่เข้า
อิตาลี พกพาดีกรี แชมป์เก่า มาลุยแอฟริกาใต้ แต่เกือบเอาตัวไม่รอดในนัดแรก ต้องไล่ตามตีเสมอปารากวัย 11
หรือกระทั่ง บราซิล ที่ถึงแม้จะเก็บ 3 แต้มได้ แต่การเฉือนชนะเกาหลีเหนือแค่ 21 ไม่ใช่ผลงานที่ทุกคนคาดว่าจะได้เห็นจากยอดทีมลูกหนังเบอร์ 1 ของโลก ณ เวลานี้
น่าสนใจว่าทีมที่ฟอร์มไม่ดีส่วนใหญ่มีฉายาเป็นสารพัดสัตว์ ทั้ง ตราไก่ สิงโตคำราม กระทิงดุ หรือ อินทรีเหล็ก รวมทั้งทีมระดับรองๆ ลงไปและก็โชว์ฟอร์มไม่ดี เช่น
“จิงโจ้” ออสเตรเลีย ส่วน “ช้างดำ” ไอวอรีโคสต์ ฟอร์มก็ยังไม่เข้าตาถ้าจะฟันธงว่า ทีมเหล่านี้ฟอร์มไม่ดี เพราะ
“ฉายา” ก็ดูจะงมงายเกินไป ดังนั้นมันต้องมีสาเหตุมาอธิบาย มหกรรมฟอร์มบู่เป็นหมู่คณะ ครั้งนี้n ความคาดหวัง
ความคาดหวังมักจะกอดคอมาพร้อมกับความกลัว ความเกร็ง และความหวาดหวั่นว่าจะทำได้ไม่ดีดังคาด
หนึ่งในชาติที่ตั้งความหวังไว้สูงกว่าเวิลด์คัพครั้งที่ผ่านๆ มาคือ
“สิงโตคำราม” อังกฤษ ของกุนซือ ฟาบิโอ คาเปลโล ที่โชว์ฟอร์มได้สุดยอดยิ่งนักในรอบคัดเลือก จนสื่อผู้ดีต่างพากันปลุกเร้าความหวังว่า มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่อังกฤษจะได้ชูถ้วยแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากปี 1966“
เดอะซัน” ถึงขั้นหาเหตุผลนับ 10 อย่างมารองรับว่าคราวนี้แหละที่สิงโตจะคำรามก้องโลก เล่นเอากองเชียร์ผู้ดีเคลิ้มไปตามๆ กันด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนที่ออกมาปรามกันว่า อย่าเพิ่งคาดหวังอะไรให้มันสูงเกินไป ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ
“ปีกนิลกาฬ” จอห์น บาร์นส์ อดีตปีกจอมพลิ้วของอังกฤษ“
มีหลายทีมที่เหนือกว่าเรา สเปน และ บราซิล เป็น 2 ตัวเต็ง ซึ่งมันก็สมควรเป็นเช่นนั้น ดังนั้นจึงไม่สมเหตุสมผลที่เราจะตั้งเป้าถึงขั้นต้องแชมป์ เพราะถึงเราจะได้แชมป์และเล่นดีแค่ไหน แต่เราก็ต้องเคารพทีมอื่นด้วย”หรือแม้กระทั่งตัวนักเตะเองอย่างโจ โคล ก็ยังเคยออกมาพูดให้แฟนบอลได้ทำใจก่อนว่า รูปเกมของอังกฤษอาจจะไม่สวยงามนัก แต่ใครจะไปคิดว่าเกมของทีมสิงโตคำรามจะย่ำแย่ปานนี้ เฮ้ออออ....
อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังที่สูงเกินไปไม่ใช่ปัจจัยเพียงอย่างเดียวที่ทำให้อังกฤษตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ รวมอยู่ด้วย ทั้งฟอร์มของผู้เล่นบางคนที่ตกลงไปดื้อๆ ทั้งที่เล่นในสโมสรได้ดี หรือแท็กติกของคาเปลโลที่ขัดหูขัดตา โดยเฉพาะการจับ แฟรงก์ แลมพาร์ด กับ สตีเวน เจอร์ราร์ด ลงเล่นพร้อมกัน ทั้งที่เห็นกันมาหลายครั้งแล้วว่า
“ไม่เวิร์กเอาเสียเลย”มิหนำซ้ำคาเปลโลยังโปรดปรานกองหน้าตัวรับอย่าง เอมิล เฮสกี อีกต่างหาก เล่นเอาแฟนบอลไม่ไหวจะเคลียร์
n ความสามัคคี
สาเหตุนี้ขอมอบให้กับฝรั่งเศสไปเต็มๆ
ทัพนักเตะเมืองน้ำหอมเต็มไปด้วยเรื่องยุ่งๆ มาโดยตลอด เริ่มตั้งแต่ตัวกุนซือ เรย์มงด์ โดเมอเนก ที่ไม่ค่อยได้รับการยอมรับนักในหมู่แฟนบอล รวมทั้งผู้เล่นบางคนด้วย
แม้กระทั่ง ซีเนอดีน ซีดาน ตำนานแข้งตราไก่ ยังออกมาจวกโดเมอเนกไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งถ้ามองในอีกแง่หนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องดีเท่าใดนัก เพราะเป็นการทำให้ความน่าเชื่อถือของกุนซือลดลงไปไม่มากก็น้อย
ถ้าเปลี่ยนเป็นการออกมาให้กำลังใจ จะดีกว่าไหม ?
นอกจากนี้ ยังมีข่าวออกมาเป็นระยะว่า นักเตะฝรั่งเศสบางคนมีปากเสียงกับโดเมอเนก โดยก่อนหน้านี้เป็น ฟลอรองต์ มาลูดา และล่าสุดต้องบอกว่า แร้งงงงงส์ ในรายของ นิโกลาส์ อเนลกา ซึ่งมีรายงานว่าหัวหอกเชลซีด่าโดเมอเนกว่าเป็น ลูกโสเภณี หลังโดนโดเมอเนกตำหนิฟอร์มการเล่นในเกมพ่ายเม็กซิโก 02
ทะเลาะกันเองแบบนี้ ก็ไม่ต้องทำมาหากินอะไรกันแล้ว
n เพิ่งเริ่มต้น
มีคำกล่าวที่ว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร
ดังนั้นต้องบอกว่า รอบแรกยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทีมตกรอบ
จากสถิติที่ผ่านมามีทีมใหญ่หลายต่อหลายทีมที่ออกสตาร์ตได้อย่างย่ำแย่ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ค่อยๆ เรียกฟอร์มเก่งกลับมาได้เรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบลึกๆ ได้
ตัวอย่างครั้งล่าสุดก็เช่นทีมชาติฝรั่งเศสเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ซึ่งรอบแบ่งกลุ่มพวกเขาเสมอรวด 2 นัดแรก ก่อนจะมาชนะในนัดสุดท้ายและเข้ารอบด้วยการเป็นที่ 2 ของกลุ่มอย่างทุลักทุเล แต่ที่สุดแล้วนักเตะเมืองน้ำหอมก็ทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ และนำมาซึ่ง
“เฮดบัตต์สะท้านโลก” ของซีเนอดีน ซีดาน ก่อนพ่ายจุดโทษต่ออิตาลีมาร์เชลโล ลิปปี กุนซือทีมอัซซูรี กล่าวว่า การเข้ามาดวลทัวร์นาเมนต์ใหญ่ๆ เช่นนี้ หลายต่อหลายทีมไม่ได้ฟิตปั๋งเต็มที่ตั้งแต่แรก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างการแข่งขัน และจะไปพีกสุดหลังจากผ่านเกมไปสักระยะหนึ่งแล้ว
“
ผมไม่เคยเห็นทีมใหญ่ทีมไหนเริ่มต้นเวิลด์คัพรอบสุดท้ายด้วยความพร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ทีมควรจะค่อยๆ ดีขึ้นระหว่างทัวร์นาเมนต์ ซึ่งตอนนี้เราก็ไม่ได้พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ ผมสามารถพูดได้ว่าตอนนี้ทีมเราพร้อมประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อสภาพร่างกาย รวมทั้งแผนการเล่นของเราเริ่มเข้าที่เข้าทาง เราจะมีโอกาสยิงประตูมากขึ้นแน่นอน” ลิปปี กล่าวแต่ระวังทีมเพิ่งจะมาฟิตสุดๆ เอาตอนที่ทีมตกรอบไปแล้วนะ
n เกมรับอุดแหลก
บรรดาทีมยักษ์ใหญ่ฟอร์มบู่เหล่านี้ มักทำอะไรไม่ถนัดนักเมื่อเจอกับทีมรองที่ตั้งรับได้เหนียวแน่น ซึ่งแท็กติกนี้ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าได้ผลจาก โจเซ มูรินโญ ที่พาอินเตอร์ มิลาน หักด่านทีมสุดยอดเกมบุกอย่าง บาร์เซโลนา คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกได้
เกาหลีเหนือ ตั้งรับอย่างมีวินัยจนทำให้แข้งแซมบาหืดจับกว่าจะเฉือนชนะ 21 ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์ถึงขั้นพลิกชนะสเปน 10 เลยทีเดียว
มั่นใจได้เลยว่า หลังจากนี้จะมีแท็กติกรูปแบบนี้มาให้ทีมใหญ่ๆ ได้ปวดหัวกันอีก เพราะขืนทีมที่เป็นรองไปเปิดเกมแลก มีหวังได้แบกประตูกลับบ้านเป็นเข่งแน่นอน ดังนั้นนี่จึงเป็นงานที่กุนซือของแต่ละทีมต้องไปคิดหาแผนการเจาะแนวรับอุดแหลกเช่นนี้เข้าไปให้ได้
อย่างไรก็ตามแต่ การที่ทีมใหญ่ๆ ต่างทำผลงานกันได้ไม่เข้าเป้าก็ต้องชมเชยทีมคู่แข่งด้วยที่เตรียมตัวเตรียมทีมกันมาอย่างดี ทำให้เกมออกมาสูสี แม้จะขัดใจแฟนบอลส่วนใหญ่ไปบ้างก็ตาม
ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งที่น่าจะใช้ได้กับ สเปน ก็คือ เปเล
ก็ลุงเล่ดันมาทายว่า ทีมกระทิงดุ เป็นเต็งแชมป์โลกคราวนี้น่ะสิ







