posttoday

ต้องปอง จันทรางกูร แฮปปี้กับภาพยนตร์อินดี้

06 มีนาคม 2558

ไม่ผิดฝาผิดตัวแน่ หากจะเรียกเขาว่า “ผู้กำกับอินดี้”

โดย...แจนยูอารี ภาพ : กฤษณ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร

ไม่ผิดฝาผิดตัวแน่ หากจะเรียกเขาว่า “ผู้กำกับอินดี้”

“ต้องปอง จันทรางกูร” หรือ “อ๊อง” อาจไม่ได้มีผลงานมากมาย ทว่าแววความเป็นคนทำภาพยนตร์อินดี้ก็เริ่มปรากฏชัด นับตั้งแต่เรียนจบด้านภาพยนตร์ (ปริญญาตรี มหาวิทยาลัยรังสิต ปริญญาโท The London Film School) และส่งภาพยนตร์สั้น Wings of Blue Angles ออกสู่สายตาคนรักภาพยนตร์ได้รับชม

ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้ไปไกลกว่าการเป็นผลงานนักศึกษา เมื่อมันสามารถครองใจกรรมการและชนะสาขาผู้กำกับป้ายแดง เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเอดินเบิร์ก ทั้งยังได้รับเกียรติฉายโชว์และร่วมประกวดอีกหลายเทศกาลภาพยนตร์ทั่วโลก

เบิกทางด้วยผลงานน่าประทับใจ ต้องปองจึงขอขยับขยายสเกลการทำงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวเรื่องแรกของเขา “ปาดังเบซาร์” (I Carried You Home) ที่ทำให้เขาได้รับคำชมและน่าถูกจับตามองในฐานะเลือดใหม่วงการภาพยนตร์ไทย

“เรื่องนี้เกือบ 4 ปีครับกว่าจะเสร็จ เขียนบทประมาณปีหนึ่ง ส่วนขั้นตอนการถ่ายทำจริงๆ มันแค่ 20 วัน แต่ที่มันต้องนาน เพราะติดปัญหาเรื่องทุน ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนทำหนังอินดี้ในบ้านเราที่มักไม่ค่อยมีทุนสนับสนุนเท่าไหร่”

แม้จะเสียเวลาและเหนื่อยกับการระดมทุน แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คุ้มค่าและสมศักดิ์ศรีกับการเป็นหนึ่งภาพยนตร์อินดี้ที่โดดเด่น มีชื่อเข้าชิงสุพรรณหงส์ทองคำ ครั้งที่ 22 และคว้ามาได้ 2 รางวัล ถ่ายภาพยอดเยี่ยม (ปราเมศร์ ชาญกระแส) และนักแสดงนำหญิงแห่งปี (อภิญญา สกุลเจริญสุข)

“ไปฉายต่างประเทศก่อนครับ แล้วค่อยเข้าฉายที่เมืองไทย ตอนที่เข้าฉายเมืองไทย เราก็ต้องเข้าสู่ระบบโรงฉาย ที่ให้ระยะเวลาจำกัด จะว่าไปเราเองก็มีส่วนเลือกด้วยล่ะ คือเราจะพยายามไม่ให้ชนกับหนังฟอร์มใหญ่ ช่วงไหนหนังฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่เข้าฉาย ก็ต้องเลี่ยง หรือแม้แต่หนังไทยก็ต้องเลี่ยง สรุปหนังเรื่องนี้ก็มีเวลาฉายในเมืองไทยประมาณ 1 เดือน

ก็มีคนสงสัยและตั้งคำถามเหมือนกันนะครับ นี่มันหนังอะไร ฉายตอนไหน ไม่เห็นได้ดูเลย แล้วทำไมได้รางวัล พวกเธอเป็นใครกัน ซึ่งจริงๆ ผมว่าเหล่านี้มันก็เป็นเส้นทางปกติของหนังอินดี้ คือทำเสร็จก็เดินทางไปเทศกาลหนังต่างประเทศด้วยตัวของมันเอง เหมือนมันเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งที่เราก็คงไปเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่ในฐานะคนทำก็คงต้องพยายามทำคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนดู”

หลังภาพยนตร์เรื่องยาวออกฉาย งานต่างๆ ก็หลั่งไหลเข้ามาหาต้องปอง แต่ด้วยความที่มีอุดมการณ์ชัด การจะพาตัวเองรับจ๊อบทุกอย่างก็ไม่ใช่เขา บางงานน่าสนใจ ทว่าพอได้คุยรายละเอียดเขาก็ต้องบอกปฏิเสธไป ไม่ใช่เขาอาร์ตแตก ติสต์จัด แต่เพราะทำสิ่งที่ไม่ใช่ เขาว่ามันก็จะไม่สนุก

“ก็มีซีรี่ส์สิงคโปร์ติดต่อมาให้เราไปเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ เราก็สนใจนะ แต่พอคุยรายละเอียด ปรากฏว่ามันเป็นซีรี่ส์ออกแนวแอ็กชั่น ประมาณต่อยตี  จา พนม เราก็บอกเขาไปว่า ไม่ๆๆ ไม่ดีกว่าครับ (หัวเราะ) ที่เราไม่รับ เพราะเราก็รู้ตัวเองว่าไม่มีความรู้ หรือมีศิลปะทางนั้น ถ้ารับงานนี้ไปแล้วเกิดต่อยตีไม่โดน เดี๋ยวจะสร้างปัญหาให้คนที่มาจ้างเราเปล่าๆ

เส้นทางการทำภาพยนตร์อินดี้ในเมืองไทย ต้องปองมองว่าดีกว่าสมัยก่อนมากๆ และอาจจะมีลู่ทางที่สดใส พื้นที่ของภาพยนตร์อินดี้ไม่ได้คับแคบจนเกินไป กลุ่มผู้ชมที่รักภาพยนตร์แนวนี้ก็มีจำนวนเยอะขึ้น ขณะที่ผู้กำกับรุ่นใหม่ก็พร้อมจะแสดงศักยภาพและความเก่งผ่านผลงานในแนวถนัดของตัวเอง

“ตอนที่หนังเราได้เข้าโรง เราเองก็ไม่คิดว่ามันจะอยู่ได้นานถึง 1 เดือน แต่พอมีกระแสและทำเงินระดับที่น่าพอใจ ทางเจ้าของโรงก็ต่อเวลาให้”

ถามถึงโปรเจกต์ล่าสุด ผู้กำกับวัย 35 เปรยว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการเขียนบท อาจต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าที่บทซึ่งเขาให้น้ำหนักมาเป็นอันดับหนึ่ง จะเสร็จสมบรูณ์ ส่วนแนวทางการทำงาน เขายืนยันยังจะเป็นภาพยนตร์อินดี้ต่อไป

“ดูแล้วก็ยังจะเป็นหนังอินดี้เหมือนเดิมครับ ตามค่ายก็คงไม่มีใครให้เงินผมหรอก (หัวเราะ) เพราะดูหน้าดูตาของหนังที่เราอยากจะทำ มันก็อาจจะยากอยู่นะ ยากที่จะทำเงินให้ค่าย เพราะมันเป็นสไตล์ของเรา วิธีทำงานก็คงเหมือนเดิมครับ เขียนบท หาทุน ถ่ายทำเสร็จ ก็หาโรงให้มันได้ฉาย  ซึ่งเราก็เป็นของเราแบบเนี้ย และเราก็คิดว่าเราอยู่ได้ เพราะเราเองก็ไม่อยากปรับเปลี่ยนอะไร เพราะมันเป็นตัวเรา”

ข่าวล่าสุด

พักเรื่องบินมาฟินเรื่องช็อป! ไอคอนสยาม-ไอซีเอส จัดหนักแคมเปญ “FLY-LESS SHOP-MORE” ขนสิทธิพิเศษสู้สงกรานต์ตลอดเดือนเมษายนนี้