
ล่าแสงเหนือที่ไอซ์แลนด์
หากจะบอกว่าสาวร่างเล็กคนหนึ่งแบกเป้เที่ยวคนเดียวมาแล้วกว่า 40 ประเทศ เชื่อว่าหลายคนร้องโอ้โห...ทำได้ไง?
โดย...พาแลง ภาพ กนกกร เปรมวิเชียร
หากจะบอกว่าสาวร่างเล็กคนหนึ่งแบกเป้เที่ยวคนเดียวมาแล้วกว่า 40 ประเทศ เชื่อว่าหลายคนร้องโอ้โห...ทำได้ไง? ซึ่งจุดเริ่มต้นการเดินทางของเด็กสาวจากสุพรรณบุรี ชื่อ ปอ-กนกกร เปรมวิเชียร วัย 24 ปี เจ้าของเพจ “ผู้หญิงคนเดียวก็เที่ยวได้” จุดประกายจากการได้ไปเยือนประเทศเยอรมนีตอน ม.4 ด้วยโครงการแลกเปลี่ยนของโรงเรียน จากนั้นเธอก็มุ่งมั่นสอบชิงทุนด้านธรณีวิทยาที่มหาวิทยาลัย Lomonosov Moscow State University ประเทศรัสเซีย ซึ่งนับว่าเป็นอีกก้าวที่สำคัญในชีวิตเธอ
“จากเด็กที่ไม่เคยไปต่างประเทศมาก่อนในชีวิต พูดภาษาอังกฤษแบบงูๆ ปลาๆ ตื่นเต้นกับทุกสิ่งที่ได้พบเจอตั้งแต่ขึ้นเครื่องบิน รวมไปถึงการได้เห็นอะไรที่ดูสวยแปลกตา เจอเทคโนโลยีที่ทันสมัย ตอนนั้นต้องไปพักกับโฮสต์แฟมิลี่ ก็เห็นความเป็นระเบียบวินัย ได้เรียนรู้ชีวิตความเป็นอยู่คนท้องถิ่น หลังจากกลับมาจากทริปนี้ ปอตั้งมั่นฝึกภาษาอังกฤษให้แข็งแรงมากขึ้น เพราะคิดว่าถ้าเราอยากไปเที่ยวแบบง่ายขึ้นในหลายๆ ที่ทั่วโลก จนกระทั่งได้มาเรียนต่อที่รัสเซีย ก็เปิดโอกาสให้ปอออกไปท่องเที่ยวแบบสุดเหวี่ยงตั้งแต่ 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงตอนนี้ที่เรียนต่อปริญญาโทด้าน Petroleum Geoscience ที่ Imperial College London ประเทศอังกฤษ” ปอ บอกถึงแรงบันดาลใจที่กระตุ้นให้เธอต้องออกเดินทาง
ในบรรดา 40 กว่าประเทศที่หญิงสาวนักเดินทางได้ไปเยือน มีหลายจุดหมายที่เธอรู้สึกประทับใจ แต่มีสถานที่ที่เธอคิดว่าถ้าหากไม่ได้ไปเยือนจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ซึ่งเธอเพิ่งจะไปเยือนเมื่อปลายปี 2557 ที่ผ่านมาคือประเทศไอซ์แลนด์
พูดถึงไอซ์แลนด์หลายคนจะนึกถึงดินแดนมหัศจรรย์ เพราะ ณ ดินแดนภูเขาไฟแห่งนี้มีครบทั้งน้ำพุร้อน น้ำตก ธารน้ำแข็ง ทะเล หรือ Blue Lagoon ฯลฯ คอหนังแนว Interstellar, Star Wars, The Secret Life of Walter Mitty จึงอาจคุ้นเคยกับฉากทิวทัศน์ธรรมชาติที่ปรากฏในหนังเป็นอย่างดี ดังนั้นใครที่ชื่นชอบธรรมชาติแนวเทพนิยาย ต้องชื่นชอบไอซ์แลนด์และอยากมาร์กไว้ว่าประเทศนี้เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางที่จะต้องไปก่อนตายให้ได้
ปอ เล่าว่า เธอเคยนั่งจดบันทึกไว้ให้เป็นสถานที่ที่ต้องไปให้ได้ก่อนตาย “หลายปีก่อนเสิร์ชอินเทอร์เน็ตเรื่อยเปื่อย จนไปเจอภาพแสงเหนือหรือออโรรา (Aurora Borealis) แล้วรู้สึกใจเต้นแรง มันดูมหัศจรรย์มาก เลยหาข้อมูลต่อว่าจะไปเห็นที่ไหน ยังไงได้บ้าง แล้วก็ไปเจอภาพแสงเหนือที่ประเทศไอซ์แลนด์ เลยบอกตัวเองว่าจะไปเห็นแสงเหนือด้วยตาตัวเองสักครั้งในชีวิต”
แต่ใช่ว่าการจะได้เห็นแสงเหนือจะง่ายดาย เพราะต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง ทั้งเรื่องสภาพอากาศและระดับสนามแม่เหล็กโลก ซึ่งถ้าไม่ศึกษาก่อนเดินทางให้ดี คุณอาจจะพลาดของดีได้เลย “หลังจากดูพยากรณ์อากาศแล้ว เขาบอกว่าแสงเหนือจะแรงตอนวันเสาร์ ก็ตัดสินใจซื้อตั๋วเครื่องบินจากลอนดอนไปทันที เราบินจากลอนดอนไปวันศุกร์ ออกล่าแสงเหนือวันเสาร์ แล้วกลับมาเรียนเช้าวันจันทร์ โชคดีมากที่พยากรณ์แม่นและฟ้าเปิด ได้เห็นแสงเหนือจริงๆ ตอนแรกก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเดินทางไปคนเดียวหรือไปกับทัวร์ แต่เนื่องจากทริปนี้มีเวลาน้อยจึงตัดสินใจไปกับทัวร์”
นอกจากนี้ ยังมีเส้นทางน้ำตกสโคคาร์ฟอสส์ (Skogafoss) เป็นน้ำตกยักษ์ อยู่ริมถนนที่ใครผ่านมาก็ต้องเก็บภาพตัวเองไว้โดยมีฉากหลังเป็นม่านน้ำตก จากนั้นตกกลางคืนก็ไปดูแสงเหนือ อย่างที่ได้เล่ามาด้านบน การไปดูแสงเหนือต้องเริ่มไปตอนกลางคืน ปอบอกว่าเธอเริ่มเฝ้ามองและรอคอยการเดินทางมาถึงของแสงเหนือตั้งแต่สองทุ่ม และได้เห็นแสงเหนือราวๆ 4 ทุ่มครึ่ง และแสงมาโชว์เต้นระบำอยู่ราวๆ 30 นาที เมื่อได้เห็นสิ่งที่เฝ้าคอย หญิงสาวมองหน้าเพื่อนร่วมทางก็พบว่าทุกคนหน้าตาปริ่มสุขกันไปถ้วนหน้า กลับถึงที่พักราวๆ ตีหนึ่ง นอนเก็บแรงไว้วันพรุ่งนี้ต่อ โปรแกรมน่าตื่นเต้น เพราะจะได้ไปปีนธารน้ำแข็งครั้งแรกในชีวิต!!
“ที่นี่ไกด์จะสอนเราใส่หนามแหลมที่วัดไซส์รองเท้าไว้ เพื่อให้เกาะพื้นน้ำแข็ง เสร็จแล้วก็เดินลุยกันเลย ใครมาที่นี่อย่าลืมมาลองปีนธารน้ำแข็ง หรือ Glacier Hike น้า ได้เดินบนน้ำแข็งนี่มันสนุกแบบไม่คาดคิดมาก่อน”
หลังจากนั้นเราคาดว่าจะได้ไปดูแสงเหนืออีกรอบ แต่อากาศไม่เอื้ออำนวยและต้องบินกลับไปเรียนในเช้าวันจันทร์ จึงต้องตัดใจและเดินทางกลับลอนดอนในเย็นวันนั้น
ปอ บอกว่า ข้อสรุปของการเดินทางแบบไม่ได้วางแผนครั้งนี้ของเธอ เป็นการตัดสินใจที่บ้าบอแต่คุ้มค่ามาก เพราะเป็นอีกครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้ทำในสิ่งที่ฝันมานาน ซึ่งเติมเต็มความสุขในชีวิตไปได้อีกเยอะ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เสาร์ อาทิตย์ แต่ก็เต็มไปด้วยความประทับใจและความทรงจำที่จะไม่มีวันลืมกับประเทศนี้ ... ไอซ์แลนด์







