
ธรรมสถิตย์-ทรงยศ
อีกหนึ่งคู่พี่น้อง นพ.ทรงยศ และ นพ.ธรรมสถิตย์ จันทจิตร์ ที่มาพร้อมกับความเก่ง เลือกเดินมาสู่เส้นทางเสื้อกาวน์สายอาชีพ ‘แพทย์’ เหมือนกัน แต่ในบางจังหวะของชีวิต
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล ภาพ... เสกสรร โรจนเมธากุล
อีกหนึ่งคู่พี่น้อง นพ.ทรงยศ และ นพ.ธรรมสถิตย์ จันทจิตร์ ที่มาพร้อมกับความเก่ง เลือกเดินมาสู่เส้นทางเสื้อกาวน์สายอาชีพ ‘แพทย์’ เหมือนกัน แต่ในบางจังหวะของชีวิต สองหมอพี่น้องคู่นี้ก็ยังมีความต่าง ที่ทำให้ระยะความห่วงหาระหว่างความเป็นพี่น้องไม่ใกล้และไม่ไกลจนเกินไป
พี่ชายผู้มุ่งมั่น
นพ.ธรรมสถิตย์ จันทจิตร์ หรือ “หมอตุ้ย” ผู้น้องวัย 32 ปีเล่าว่า มีกัน 2 คนพี่น้องที่โตด้วยกันและเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก แต่ด้วยระยะห่างของอายุราว 6 ปีบางอย่างก็แชร์กันได้ บางอย่างไม่สามารถแชร์ให้กันได้ อย่างเสื้อผ้าหรือของเล่นบางประเภท เพราะตอนพี่ชายขึ้นเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตัวหมอตุ้ยก็เพิ่งเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่งก็ถือว่ามีระยะห่างกันพอสมควร
“แต่ก็มีบ้างนะที่ตอนเด็กๆ พี่ชายเค้าจะแบ่งขนมให้กินบ้าง” หมอตุ้ย เล่าอย่างอารมณ์ดี
เขา เล่าว่า ภาพของพี่ชายที่เห็นตั้งแต่เด็กๆ นั้น เป็นคนตั้งใจเรียนมาก มีความมุ่งมั่น คือ ตั้งแต่จำความได้เราก็เห็นพี่เค้าเป็นแบบนี้แล้ว เห็นชีวิตเค้าเป็นคนที่ขยันตั้งใจทำอะไรอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเราก็จะมองๆ ว่า พี่เค้าทำอย่างไรในแต่ละช่วงมากกว่า ซึ่งก็จะคุยกันบ้าง แต่สุดท้ายทั้งตัวพี่หรือที่บ้านเองก็ให้เราเลือกในสิ่งที่อยากเรียนมากกว่า
อย่างก่อนจะสอบเอนทรานซ์ (สมัยนั้น) เพื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก็เลือกไว้ 2 คณะระหว่างคณะวิศวกรรมและคณะแพทยศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ส่วนตัวแล้วคำนวณเลขไม่เก่ง เลยตัดสินใจเรียนหมอดีกว่า ซึ่งช่วงสมัยที่เรียนแพทย์ ก็จะทำกิจกรรมไปด้วยอย่างเล่นเทนนิสซึ่งจะเป็นกีฬาที่ชอบพอเรียนจบก็ไปใช้ทุนที่โพธาราม-สวนผึ้งจ.ราชบุรี อยู่ 1 ปี แล้วก็ไปเป็นจีพี (แพทย์ทั่วไป) ที่โรงพยาบาลคามิลเลียน
จากนั้นก็ไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางด้านรังสีวิทยา ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าอีก 3 ปี พอดีกับที่พี่ชายมาเปิดคลินิกที่นี่ (ดรีม คลินิก) ก็เลยไปเรียนต่อทางด้านผิวหนังเพิ่ม ซึ่งมองว่าน่าสนใจ เพราะ
ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่า ถ้าพี่เค้าตัดสินใจทำอะไรแล้วเค้าจะเต็มที่ และทำให้ดีที่สุดในทุกๆ เรื่อง มีหัวนักธุรกิจพอสมควร เพราะเราก็เห็นว่าเค้าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว
หลังจากพี่ชายมาเปิดคลินิก ดรีม คลินิก ก็ได้เข้ามาช่วยในฐานะแพทย์ประจำคลินิกด้านผิวพรรณ (สกิน) การฟื้นฟูผิว เติมเต็มริ้วรอย (ฟิลเลอร์) ฯลฯ หมอตุ้ย บอกอีกว่า สำหรับงานแพทย์ที่ดรีม คลินิกนั้น นอกจากจะได้ใช้ความรู้และประสบการณ์ด้านการแพทย์มาให้คำแนะนำพร้อมหัตถการบำบัดคนไข้ หรือผู้ที่เข้ามารักษาใช้บริการแล้ว
งานแพทย์ก็ยังเป็นเหมือนศิลปะ ที่ต้องใช้พื้นฐานความรู้หลายอย่างประกอบกัน ทั้งด้านการแพทยศาสตร์ และศิลปะมาผสมผสานกัน อย่างศิลปะในการพูดคุยกับผู้เข้ามารักษา ซึ่งมีคนไข้บางรายอยากมาทำหน้าเรียว ลดกราม เก็บคาง ฯลฯ ซึ่งก็จะแนะนำวิธีการที่เห็นแล้วว่าแต่ละคนเหมาะกับแบบไหน
ส่วนชีวิตของหมอตุ้ย หลังถอดเสื้อกาวน์แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นการออกกำลังกายทั้งเล่นเทนนิส และฟิตเนส รวมถึงออกไปแฮงเอาต์กับเพื่อนๆ พร้อมหาเวลาว่างสัปดาห์ละ 1 ครั้งมารับประทานข้าวกับครอบครัว ซึ่งก็รวมถึงพี่ชาย ที่จะมีเรื่องต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังเสมอ
น้องชายคนเก่ง
ฝั่งพี่ชาย นพ.ทรงยศ จันทจิตร์ วัย 38 ปี บอกว่า สำหรับหมอตุ้ยหากมองในฐานะพี่ชายที่มีต่อน้อง ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก เพราะน้องเป็นคนที่ดูแลตัวเองได้ตั้งแต่ยังเด็กซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเป็นพี่น้องที่โตมาด้วยกัน แต่หมอตุ้ยก็น่าจะแค่ เออมองๆ ว่าเราเป็นอย่างไรมากกว่า ส่วนที่เหลือเค้าก็จะเอากลับไปคิด ไปตัดสินใจเอง อย่างตอนที่เค้าจะเรียนหมอ ก็มองว่าไม่ได้เห็นผมเป็นตัวอย่าง เค้าน่าจะเลือกด้วยตัวเองมากกว่า อีกอย่างที่บ้านเราก็เป็นสายนักวิชาการทั้งบ้านด้วย
อย่างที่บ้าน คุณพ่อจะเป็นคนขยันมาก จะเคี่ยวเข็ญทั้งคู่ แต่พอดีผมเป็นพี่ชายก็เลยอาจจะโดนหนักกว่า แต่อย่างหมอตุ้ย เค้าเป็นคนเก่งตั้งแต่เด็ก ซึ่งไม่ต้องใช้ความพยายามมากนักในการเรียน มีความรีแลกซ์มากกว่า แต่เค้าก็ทำได้ดี อย่างตอนแรกผมตั้งใจอยากเรียนด้านวิศวะ แต่ส่วนตัวก็ถนัดด้านฟิสิกส์ด้วย ตอนสอบก็เลยเลือกหมดเลย สุดท้ายก็ได้คณะแพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.)
ในช่วงที่เรียนแพทย์ทั่วไป 6 ปี แล้วก็มาต่อเฉพาะทางอีก 6 ปี ด้านศัลยกรรม และพลาสติก จากนั้นก็มาเปิดคลินิกส่วนตัว ซึ่งแนวคิดการทำคลินิก ส่วนหนึ่งก็น่ามาจากตอนเป็นแพทย์ที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร ซึ่งปัจจุบันก็ยังประจำอยู่ในศูนย์ศัลยกรรมด้านอุบัติเหตุใบหน้า กระดูกหน้า และเกิดความสนใจเลยไปศึกษาเพิ่มเติมทั้งสองอย่าง แล้วจึงมาเซตอัพ ดรีมคลินิกขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ใช้ชื่อ ยศยา คลินิก และได้รีแบรนดิ้งใหม่ เพราะมีการร่วมทุนกับเกาหลี ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเหลือดูแลคนไข้
“ช่วงที่กำลังทำคลินิก เลยชวนหมอตุ้ยมาร่วมงานแพทย์ประจำที่นี่ด้วย เพราะเรารู้ว่าเค้าเป็นคนเก่ง เค้าหัวไวเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้เร็ว” นพ.ทรงยศ เล่า
หมอตุ้ย เป็นคนมีพรสวรรค์ด้านนี้ คือ เค้ามีความเข้าใจ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อะไรได้รวดเร็ว อย่างการทำหัตถการ มีคนไข้หลายคนบอกว่าเค้ามือเบามาก เรียกว่า เป็นคนที่มี “แฮนด์ สกิล” ดีมาก อย่างพอสอนเค้าไปนิดเดียวก็ไปต่อได้แล้ว
คนไข้หรือผู้ที่เข้ามาขอคำแนะนำปรึกษาด้านศัลยกรรมความงามที่ดรีม คลินิก จะค่อนข้างติดหมอตุ้ยมาก เพราะเค้าจะเน้นให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับการรักษาตามหลักวิชาการ ตามสรีระคนไข้แบบตรงไปตรงมา ก่อนจะเข้ามาใช้บริการตามคอร์สต่างๆ อย่างถ้าฉีดโบทอกซ์ปริมาณมากเกินไปเดี๋ยวหน้าจะแข็งไป จนเคยมีคนไข้บ่นว่าเค้าอยากทำนะ หรือพร้อมจ่ายก็มีแต่หมอตุ้ยจะพิจารณาตามหลักการแพทย์จริงๆ เค้าไม่ค่อยสนใจว่าจะได้ค่าบริการทางการแพทย์เท่าไหร่แต่เค้าจะทำด้วยใจจริงๆ ให้ดีที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องจริยธรรมที่ได้รับการปลูกฝังมาจากที่บ้าน
หมอทรงยศ ปิดท้ายว่า ในตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงน้องมากนัก เพราะนอกเหนือจากการเจอกันบ้างที่ดรีม คลินิกแล้ว ในบางสัปดาห์ก็จะหาเวลาไปเที่ยวด้วยกันกับที่บ้านพร้อมครอบครัวด้วย







